บันเทิง

Bonnie&Clydeจาก'แฟชั่น'ถึง'ลูกปืน'

Bonnie&Clydeจาก'แฟชั่น'ถึง'ลูกปืน'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

Bonnie & Clydeจาก “แฟชั่น” ถึง “ลูกปืน” : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
          หลังจากไล่ดู สะสมและติดตาม หนังเพลงและวรรณกรรม รวมทั้งฟุตบอลที่ผมหลงใหลมาร่วม 35 ปี ทศวรรษที่ผมชอบที่สุดของ “ทุกอย่าง” ที่ว่ามานี้ คือยุค 70’s
          
          มันคือ The Age of Innocence และ When Football was Football หรือความเพียวของศิลปะทุกแขนง ผมชอบดนตรียุค 70 เหมือนกับที่ชอบหนังในทศวรรษที่ 70 แต่ถึงกระนั้น ก็มีหนังเรื่องหนึ่ง ที่รักมาตลอดเพราะมีรายละเอียดให้ตีความอย่างสนุกสนาน ซึ่งก็คือ Bonnie & Clyde (ซึ่งหนังยังสร้างกระแสแฟชั่นได้ระลอกใหญ่)
          
          เนื้อหาคือเรื่องของ บอนนี เอลิซาเบธ พาร์คเกอร์ และ ไคลด์ เชสนัต บาร์โรว์ เป็นบุคคลนอกกฎหมายและโจรชิงทรัพย์ชาวอเมริกันจากพื้นที่ดัลลัสซึ่งท่องสหรัฐอเมริกาตอนกลางพร้อมแก๊งระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
 
          ทั้งคู่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 1934 เมื่อทั้งสองขับรถเข้าไปติดกับดักที่ตำรวจเตรียมไว้และถูกยิงเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่จากรัฐเทกซัสและหลุยเซียนา บอนนี พาร์คเกอร์ และไคลด์ บาร์โรว์ได้สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน ในช่วง 4 ปีสุดท้าย สังหารผู้คนไปถึง 12 คน ปล้นทั้งธนาคารและปั๊มน้ำมัน บาร์โรว์ อายุ 25 และพาร์คเกอร์ อายุ 23 ปี
 
          เรื่องราวของบอนนี แอนด์ ไคลด์ ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง คงไม่ลืมฉากรัวกระสุนแบบย่อยยับ ที่ว่ากันว่าน่าจะสยองกว่าฉากที่ลูกของดอน ใน The Godfather โดนรัวเป็นร้อยตรงด่านผ่านทางในหนัง
 
          มีคนถามว่า หนังเรื่องนี้มีสัญลักษณ์อะไรบ้าง Bonnie & Clyde โดดเด่นที่ทำให้คนดู ค่อยๆ รู้สึกผูกพันกับตัวละคร เขาและเธอเป็นโจร เป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย แต่ในยุคสมัยของหนัง เจ้าหน้าที่ก็ทำความผิดเสียเอง
 
          มันก็เหมือนหนัง Gangster ในยุค 30’s ที่พอมีโจรหรือคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านตำรวจและเจ้าหน้าที่แย่ๆ ของบ้านเมือง ประชาชนและคนดูในโรงก็เอาในช่วย เพราะในทางจิตวิทยา ก็เหมือนกับว่าสองคนนี้ เป็น “ตัวแทน” ของประชาชน
 
          ต้องยอมรับว่า หนังเข้าใจการตลาดด้วยการ “เลือก” คู่นักแสดงสองคนซึ่งมีดวงตาและทรงผม ซึ่งเป็นขวัญใจของคนยุคนั้น มาเป็นนักแสดงนำ วอร์เรน เบ็ตตี้ กับ เฟย์ ดันนะเวย์ มีทุกอย่างที่ไม่น่าจะเป็นโจร แต่พอมาเป็นคนผิดกฎหมาย เขาและเธอก็คือมีกองเชียร์อยู่เต็มโรง
 
          ในหนังซึ่งเป็นขาวดำของปี 1967 นั้น ช่วยลดทอนความรุนแรงของฉากการยิงท้ายเรื่องไปได้มาก (เหมือนที่ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ใช้สีขาวดำในหนังของเขา และไม่ต้องกลัวว่า “เลือด” จะเป็นอุปสรรค)
 
          Bonnie & Clyde ค่อยๆ ใช้แฟชั่นเสื้อผ้าและทรงผม เล่าเรื่องคู่ขนานไปกับสัญลักษณ์ของทุนนิยมกดขี่ประชาชน อันหนึ่งที่มีการใช้อย่างแนบเนียนก็คือ ธนาคาร ซึ่งเป็นภาพแทนของระบบและสถาบันที่ข่มเหงผู้คน การยิ่งปืนใส่ธนาคาร ก็คือการแอนตี้อะไรแบบนี้
 
          Bonnie & Clyde เป็นตัวอย่างของการเถียงทฤษฎีว่า ไม่จำเป็นที่ตัวละครที่คนดูผูกพันและรัก จะต้องเป็นคนดี มันอยู่ที่ว่าหนังต้องการให้ผู้ชมรักใครมากกว่า ก็เหมือนหนังชู้รัก พอเล่ามาทางชู้ กลายเป็นชู้นั่นเองที่น่าเห็นใจ ที่ไปผิดลูกเมียคนอื่น (หรือใน Indecent Proposal ก็มีสาวๆ บอกว่า ไม่ต้องจ่ายถึงล้านหรอก ถ้าเป็น โรเบิร์ต เรดฟอร์ด ให้นอนฟรี)
 
          พอคนดูเริ่มผูกพันตัวละครมากขึ้น หนังก็ใช้วิธีสวนตูม จัดการฆ่าคนคู่นี้ และวิธีการตัดตัวละครทิ้ง ไม่ต้องนุ่มนวล มันมาพร้อมฉากที่สยดสยองมากที่สุดในโลกภาพยนตร์ ด้วยการยิงปืน
 
          ระดับที่หนังทำลายล้างอย่าง Transformer กลายเป็นของเด็กเล่น
 
          และ Bonnie & Clyde กลายเป็นตำนานไปตลอดชีวิต
 
.......................................
(หมายเหตุ Bonnie & Clydeจาก “แฟชั่น” ถึง “ลูกปืน” : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)


 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด