บันเทิง

'บางระจัน 12'

'บางระจัน 12'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

'บางระจัน 12'

 
 
ดอกรักเฝ้ามองใจซึ่งออกไปรบกับนายทองเหม็นอย่างอิจจา แต่ก็อายที่จะอยู่ตีดาบ ช่วงเดินเข้ามา
"พี่ดอกรักยืนเหม่ออะไร ไม่ช่วยเขาทำงานล่ะ"
ดอกรักเบื่อหน่าย ไม่อยากอยู่ที่นี่ ลุกขึ้นจะออกไป
"จะไปไหน พี่ดอกรัก" เอิบท้วง
"นายแท่นสั่งให้พี่ทำงานที่นี่ หรือพี่จะขัดคำสั่ง" ช่วงถาม
ดอกรักมองเอิบกับช่วงอย่างขัดใจ ทั้งสองก็มองดอกรักอย่างระแวงว่าดอกรักจะหาเรื่องก่อกวนอีก 
นายทองเหม็นกับพวกซุ่มอยู่ด้านหลังพงหญ้า ใจอยู่ข้างหลังนายทองเหม็น นายทองเหม็นเอาหูแนบดิน
"ข้าได้ยินเหมือนเสียงม้า"
ใจก้มลงเอาหูแนบพื้นหญ้า   
"มากันไม่มาก ฉันไปดูให้เองว่าพวกไหน"
ใจวิ่งเร็วลัดเลาะไป เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ขี่ม้ากันมาเป็นกลุ่ม มีปืนสะพายกันทุกคน บางคนมีหลายกระบอก อุปกรณ์ดินปืนครบ ใจมองสงสัย ด้วยความอยากรู้ ก็โผล่ออกมา ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นพอเห็นใจก็ชักปืนยิง กระสุนเฉียดใจไปนิดเดียว ชายคนอื่นๆ ควบม้ามาล้อมใจไว้ทันที ใจตกอยู่ในวงล้อมของชายฉกรรจ์  
"ที่นี่ไม่มีอะไรให้พวกแกปล้น"  
นายทองเหม็นได้ยินเสียงปืนวิ่งตามมา
"พวกมึงจะทำอะไรคนของกู" 
ชายคนหนึ่งท่าทางภูมิฐานแววตามีอำนาจ ขี่ม้าก้าวออกมา
"ฉันขุนสรรค์ กรมการเมืองสรรค์บุรี ฉันไม่ได้มาร้าย ไม่ใช่พวกปล้น"
"แล้วยกพวกมาทำไมมากมาย" นายทองเหม็นถาม 
"ฉันกับคนของฉัน จะมาขอสมทบสู้ศึก ร่วมกับพวกบ้านระจัน" 
นายทองเหม็นมองขุนสรรค์อย่างประเมิน   
เวลาต่อมา นายทองเหม็นพาขุนสรรค์และพวกมาที่ลานค่ายบ้านระจัน นายจันเขียวเอ่ยขึ้นอย่างระแวง
"จู่ๆ จะมาเข้าพวกกับเราง่ายๆ ไม่ได้หรอก"
นายทองเหม็นมองด้วยสายตารำคาญ
"อะไรของเอ็งวะ ไอ้จันเขียว ที่ทางในค่ายเราก็มีตั้งมากมาย เอ็งจะหวงไปไว้ให้หมามันเดินเล่นหรือวะ"
"บะ พี่ทองเหม็น ข้าไม่ได้หวงที่ ตอนนี้ค่ายบ้านระจันลือชื่อว่าเป็นที่ชุมนุมสู้ศึกของชาวบ้าน พี่คิดว่าพวกกรุงศรีจะไม่ส่งคนมาสอดแนมเอาหรือ"
"ฉันไม่ได้มาตามหลวงสั่งดอก" ขุนสรรค์บอก
"แล้วถ้าเอ็งเป็นข้าศึกมาสอดแนมล่ะ"   
"ฉันขุนสรรค์กรมการเมืองสรรค์บุรี บ้านฉันโดนข้าศึกปล้นแล้วเผา พวกฉันเป็นนักแม่นปืนเหลือกันอยู่แค่นี้ หากสู้เพียงลำพังก็จะตายเปล่า จึงอยากจะมาร่วมสู้ข้าศึกอยู่ที่นี่"    
"เอ็งดู ไอ้จัน คนเขาเสียสละมาช่วย เอ็งก็ไประแวงเขา"
นายทองแสงใหญ่ยืนมองอยู่ตั้งแต่ต้น ก้าวออกมา
"อย่าถือสาเลยขุนสรรค์ คนที่นี่มีกันมาก ขอให้รู้ที่มาที่ไปว่าเป็นคนไทยเลือดไทยด้วยกันพอ ฉันชื่อทองแสงใหญ่ นี่จันเขียว"
"ใครๆ เขาเรียกข้า จันหนวดเขี้ยว" 
ขุนสรรค์ยิ้มให้ นายจันหนวดเขี้ยวบอกอย่างเป็นมิตรขึ้น
"งั้นเดี๋ยวข้าจะพาไปหาเรือนพัก"
ขุนสรรค์พยักหน้ายิ้มให้ เดินออกไปดูรอบๆ ค่าย ก่อนหันมาพูดกับนายทองแสงใหญ่
"พวกฉันปลื้มน้ำใจคนระจันทุกคนมาก พวกฉันจะขอสู้อยู่ที่นี่ ที่ค่ายบ้านระจันนี้ จะยึดเป็นที่ฝากชีวิต ให้ข้าศึกเลื่องลือเกรงขามฝีมือพี่น้องไทยเรา" 
ขุนสรรค์หันไปยิ้มให้ นายจันหนวดเขี้ยวยืนลูบหนวดอยู่
สไบกับแฟงเดินกลับจากโรงครัวเห็นฟักผ่าฟืนเหงื่อโทรมจึงเดินเข้าไปหา  
"พี่ฟัก พักก่อนมั้ยจ๊ะ"
สไบเอาน้ำในกระบอกไม้ไผ่ส่งให้ ฟักรับน้ำไปดื่มแล้วถามสไบ
"เออ เห็นไอ้ใจบ้างมั้ย หายไปตั้งกะบ่ายแล้ว"
"ไม่เห็นเลยจ้ะ ไม่รู้ว่าถูกพี่ดอกรักคอยหาเรื่องอีกหรือเปล่า"   
"ข้านี่มันเป็นนักเลงในสายตาเอ็งเหลือเกินนะ สไบ"
ดอกรักเดินเข้ามา ไม่พอใจที่ได้ยินสไบพูดถึงในแง่ร้าย
"ยังไงก็ถือว่าคนบ้านเดียวกัน อยู่ที่นี่แล้ว อย่าทะเลาะกันให้อายคนอื่น" แฟงไกล่เกลี่ย 
"ข้าจะบอกให้นะ ไอ้ใจน่ะมันคนไม่รู้หัวนอนปลายตีน คนต่างบางอย่างมันน่ะไปเชื่อง่ายๆ ระวังน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า"
"สไบไม่มีทางน้ำตาเช็ดหัวเข่า"
ใจเดินเข้ามา มองตรงไปที่ดอกรัก
"ข้าออกไปตระเวนดูนอกค่ายกับผู้ใหญ่ทองเหม็นมา" 
สไบยิ้มออก ดอกรักเสียหน้าทันที แฟงไม่อยากให้มีเรื่องกันอีก ก็รีบถามขึ้น
"ข้างนอกเป็นยังไงบ้างพี่ใจ เจอพวกข้าศึกหรือเปล่า"     
ดอกรักมองเคือง จ้องใจไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เดินออกไปอีกทาง ฟัก แฟง สไบหันมาทางใจ ใจยิ้ม เล่าให้ฟัง
"ยังไม่ทันเจอข้าศึกหรอก แต่เจอคนที่มาขออยู่ที่ค่ายบ้านระจัน" 
"เราจะปกป้องครัวไทยของเรา ไม่ให้ข้าศึกมาเหยียบย่ำ"
สไบพูดต่อให้ด้วยใบหน้าระบายยิ้ม ใจยิ้มมองสไบ เอ่ยขึ้นช้าๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก
"คนไทยยอมตาย ไม่เสียดายเลือดเนื้อชีวิต ขอแค่ได้รักษาดินทุกก้อนไว้ในชื่อไทย"  
แฟง ฟัก สไบ ยิ้มภูมิใจ ใจมองไปรอบๆ ด้วยสายตาลึกล้ำที่ยังไม่มีใครสังเกตถึงความนัยของสิ่งที่เขาพูดออกมา
กลางคืน ชาวบ้านระจันพากันเข้านอน เหลือชายฉกรรจ์ที่เป็นเวรยามไม่กี่คน ใจเดินมาคนเดียว มองไปรอบๆ อยากดูสิ่งต่างๆ ให้ชัด นายทองเหม็นเดินประคองไหเหล้ามาท่าทางเมา หน้าแดงก่ำ เดินเซไปเซมากับผู้ติดตาม 6 คน ใจเห็นโอกาส รีบทำเป็นเดินออกมาหานายทองเหม็น
"พี่ทองเหม็น"
"เฮ้ย ไอ้ใจ ทำไมยังไม่นอนวะ" 
"ฉันยังไม่ง่วง ก็เดินมาเรื่อยๆ เผื่อว่าจะพอเป็นเวรยามได้"
"วะ เอ็งนี่ มีน้ำใจ ไม่ต้องๆ คนเรามีถมเถ" 
นายทองเหม็นยืนไม่ตรง ใจรีบเข้าไปประคอง  
"ฉันพาพี่ทองเหม็นกลับเรือนดีกว่า"
ใจประคองนายทองเหม็นมา กำลังจะพาเดินผ่านชายฉกรรจ์ 4 คนที่เฝ้าอยู่หน้าทางเข้า นายทองเหม็นเกิดขย้อน ก้มลงอาเจียนเพราะความเมา ชายฉกรรจ์คนที่เป็นหัวหน้าเข้ามาพยุงนายทองเหม็นทันที อีกคนกันใจออกห่าง ใจพยายามบอก
"ฉันจะพาพี่ทองเหม็นกลับเรือน"
"ไม่ต้องๆ ข้าพาไปเอง พ่อทองเหม็นก็เมาอย่างงี้ทุกคืน"
ชายฉกรรจ์ประคองนายทองเหม็นเดินไปทางเรือนพ่อค่าย ใจขยับอยากจะตาม ชายอีกคนเข้ามาขวางทันที
"เอ็งมาใหม่ใช่มั้ย"   
"จ้ะ"    
"มิน่า ถึงยังไม่รู้ เอ็งกลับไปเถอะ ตรงนี้เป็นส่วนของพวกพ่อค่าย ยามกลางคืนห้ามคนไม่มีธุระเข้า"
"อ๋อ ได้ ข้าไม่รู้จริงๆ"
ใจมองตาม แล้วทำทีเป็นถอยออกมาอย่างว่าง่าย หันหลังเดินกลับออกไป ดอกรักซุ่มมองทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น 
"คนอย่างเอ็ง ไอ้ใจ อยากรู้อยากเห็นไปทั่ว คงไม่ได้มาดีแน่ๆ" 
ดอกรักมองใจอย่างระแวง  
ใจเดินมาหยุดหน้าเรือนแฟง มองทอดสายตาเข้าไป เห็นพวกผู้หญิงนั่งคุยกันอยู่ สไบกำลังปั่นด้ายอยู่ที่ชานเรือน ใจมองด้วยความผูกพัน สไบหันมาเห็น ยิ้มให้ ใจยิ้มให้ แต่แววตานั้นเศร้านัก แล้วค่อยๆ ถอยออกไป สไบมองอย่างแปลกใจ 
ฟักนั่งเป่าขลุ่ย เสียงขลุ่ยฟังเศร้าสร้อยโหยหวน ใจเดินมาหยุดฟัง 
"เอ็งนอนไม่หลับเหมือนกันหรือ ใจ"
"อยู่ที่นี่ สบายกว่าร่อนเร่ หนีภัยศึก"   
"แต่ก็ยังหลับตาไม่สนิท"
"พี่ฟักเป็นเหมือนกันหรือ"
"ข้าคิดถึงพี่ทัพ คิดถึงน้องสาวข้าอีกคน" 
ใจมอง เห็นฟักแววตาหม่นหมองลง 
 
00000000000000000
 
ที่วัดร้าง ซึ่งถูกเผา จวงซับเหงื่อที่อกสังข์ สังข์เพ้อด้วยพิษไข้ที่โดนฟัน จับมือจวงไว้แน่น
"จวง จวง อย่าทิ้งฉัน ไป จวง อย่าทิ้งฉัน"  
"ไอ้สังข์ ฉันอยู่นี่ ฉันไม่ทิ้งแกไปไหนหรอก ปล่อยมือฉันก่อน"
สังข์ไม่ยอม เพ้อจับมือเปะปะ จวงพยายามดันสังข์ออกห่างด้วยความไม่ชอบหน้า เฟื่องเดินเข้ามาพร้อมหม้อดินจะต้มยาให้สังข์ ทัพกับขาบถือสมุนไพรที่พอจะหาได้เข้ามาให้เฟื่องรีบต้มยา ขาบยกมือขึ้นพนมเหนือหัว ท่องคาถามปรุงยา
"ขอไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ ลูกช้างขัดสนยามศึกสงคราม ไม่มีธูปไม่มีเทียนมาบูชา ขอคุณครูบาอาจารย์ช่วยให้ยาต้มหม้อนี้ ช่วยรักษาสรรพโรคสรรพภัยที่กำลังเบียดเบียนไอ้สังข์เพื่อนข้าด้วย โอม สักกัตวา พุทธะระตะนัง โอสะถัง อุตตะมัง วะรัง หิตังเทวะมนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา นัสสันตุปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เตฯ"
ขาบสวดด้วยจิตตั้งมั่น จวงป้อนยาให้สังข์ ทัพสั่งน้องสาว
"คอยดูผัวเอ็งไว้นะ จวง"
"ไอ้สังข์ มันไม่ใช่"
จวงอยากจะปฏิเสธ แต่สังข์เพ้อขึ้นเบาๆ
"จวง อย่าทิ้งพี่ไป" 
จวงหันไปมอง ทัพเตือนน้องสาว
"คอยดูป้อนยาไว้ ไข้ลดเมื่อไหร่เราจะได้เดินทางต่อ หนทางยังอีกไกลกว่าจะถึงบ้านระจัน"
ทัพเดินออกไปดูม้าอ้ายเลาที่ผูกไว้ใกล้ๆ เฟื่องสงสารทัพมาก ขาบมองสายตาเฟื่องอย่างเข้าใจ  
"พี่จะไปเดินยามอยู่รอบๆ นี่นะ" 
เฟื่องเข้าใจว่าขาบเปิดโอกาสให้ตัวเองไปคุยกับทัพ จึงเดินเข้าไปหาทัพ ทั้งสองต่างทำตัวไม่ถูก 
"ไอ้ขาบไปไหนซะล่ะ"
"ตลอดทางที่มา ตั้งแต่ออกจากบ้านพราน พี่ไม่เคยคุยกับฉันเลย"
"จะให้พี่คุยกับเอ็งอย่างไรได้อีก เฟื่อง"
ทัพมองทอดสายตาตัดพ้อกับเฟื่อง ต่างคนต่างไม่กล้าเข้าใกล้กันเหมือนก่อน
"ฉันเองที่ผิดคำสัญญา ว่าจะเป็นของพี่" 
"อย่าโทษตัวเองเลยเฟื่อง บุญวาสนาของพี่กับเฟื่องคงมีเพียงเท่านี้ แค่ได้เป็นคนรัก ได้ร่วมฝัน แต่ไม่ได้ร่วมชีวิต ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน" 
เฟื่องน้ำตาร่วงพรู ทัพพยายามฝืนยิ้ม แต่ก็เศร้าเต็มที ขาบหลบฟังอยู่ด้านหลังต้นไม้ รู้สึกผิดมาก
"ไอ้ขาบมันก็เป็นคนดี ถ้ามันรักเฟื่อง ดูแลเฟื่องอย่างจริงใจ พี่ก็ดีใจด้วยที่จะเห็นผู้หญิงที่พี่รัก มีความสุข" 
"แต่ใจฉันมีพี่คนเดียว ฉันรักพี่ทัพคนเดียว"
"อย่าพูดแบบนั้น เฟื่อง"   
"ฉันไม่ได้รักพี่ขาบ"
"วันหนึ่ง เฟื่อง วันหนึ่งเฟื่องจะรักไอ้ขาบมันได้"  
"ไม่มีทาง"
"ขอแค่เฟื่องอย่าจำเรื่องพี่ อย่าจำเรื่องของเราไว้ในใจอีก"
เฟื่องร้องไห้โฮ ทัพพยายามฝืนยิ้มให้กำลังใจทั้งที่ตัวเองก็เจ็บช้ำ
"พี่ยังมองเห็นเฟื่อง ยังคอยดีใจที่เฟื่องจะมีความสุข" 
"พี่ทัพ"
"เดินไปข้างหน้าเถิดเฟื่อง ให้ความหลังของเรามันเป็นแค่อดีต อย่าจำให้มันมาทำลายความสุขของเฟื่องในวันนี้ ในวันข้างหน้า ชีวิตเฟื่องจะต้องมีแต่ความสุขจากคนที่รักเฟื่อง มอบชีวิตเฟื่องให้ไอ้ขาบเถอะ"  
เฟื่องสุดจะทนฟังต่อไปได้ น้ำตาร่วงพรู หันหลังวิ่งออกไป ขาบยืนฟังอยู่ในพุ่มไม้ ซาบซึ้งกับความเสียสละของเพื่อน เดินออกไปเงียบๆ
เฟื่องวิ่งมาทรุดลงสะอื้นหน้าพระประธานที่ถูกเผาดำเกรียม ทุกคำอวยพรของทัพกรีดลึกลงในใจ เพราะเฟื่องรู้ว่าจะไม่มีวันลืมทัพได้ ขาบเดินมามองเฟื่องร้องไห้ด้วยสายตาเศร้า ทรุดลงนั่งเฝ้าหน้าประตู ไม่เข้าไปรบกวนให้รำคาญใจเฟื่อง 
บริเวณกองคาราวาน สังข์กำลังเพ้อหนาวสั่งเพราะพิษไข้ จวงสะดุ้งตื่น ประคองสังข์ขึ้นมา  สังข์โอบกอดจวงแน่น จวงพยายามดันออก
"ตัวแกร้อนจี๋ อย่ามากอดฉัน ปล่อย ฉันอึดอัด ปล่อย"
"อย่าทิ้งพี่ไปนะ จวง อภัยพี่ด้วย"
"แกจะให้ฉันอภัยเรื่องอะไร บอกมาไอ้สังข์ อยู่ในวัดแกห้ามโกหก"   
สังข์มองจวง ความรู้สึกผิดประดังประเด ตัดสินใจเล่าทุกอย่าง
"พี่หลอกจวง เรื่องที่จวงเป็นเมียพี่"
"อะไร"
"คืนนั้น คืนที่จวงอยู่กับพี่อยู่ด้วยกัน"
สังข์ย้อนนึกถึงเหตุการณ์คืนสำคัญ ตอนที่เขาผลักจวงหัวกระแทกเสา หมดสติ เขาก้มลงจูบข้างแก้มจวงที่นอนนิ่ง แต่พอจะจูบอีกข้างก็ชะงัก  
"ข้าทำไม่ได้ว่ะ จะให้ข้ากอดเอ็ง หอมเอ็ง มีความสุขอยู่คนเดียวโดยเอ็งไม่รับรู้ ไม่สนใจความรักของข้าเลย ข้าก็สิ้นเชิงชายสิวะ"
สังข์ขยับให้จวงนอนสบายๆ แล้วลงนอนข้างๆ กอดจวงไว้
"ข้าจะทำให้เอ็งรักข้า จวง เอ็งต้องยอมเป็นของข้าแต่โดยดี"   
สังข์ก้มลงหอมแก้มจวง
"คืนนี้มัดจำไว้ก่อน"
สังข์นอนกอดจวงซึ่งสลบไม่ได้สติไว้ด้วยความรัก ไม่ได้ล่วงเกินอย่างที่ตั้งใจ
จวงฟังเรื่องทั้งหมดแล้วโมโห ตบหน้าสังข์อย่างแรง   
"ไอ้สังข์ ไอ้คนปลิ้นปล้อน"
"จวง อภัยพี่เถอะ พี่ทำลงไปเพราะพี่รักจวง"
"ฉันไม่อภัยให้แก ไอ้คนกะล่อน"
จวงจะเดินหนีไปด้วยความโมโห สังข์สั่นไปทั้งร่างเพราะพิษไข้
"จวง อย่าทิ้งพี่ พี่รักจวงจริงๆ"
จวงชะงัก หันมามองร่างสังข์สั่นเทา สังข์มองแววตาอ้อนวอน
"พี่รักจวง แต่ไม่รู้จะทำยังไง ไอ้ทัพมันก็หวงจวงเหลือเกิน พี่รู้ว่าพี่ผิดที่พาลหาเรื่องไอ้ทัพ ผิดที่เห็นแก่ตัว อยากได้อยากดีจนไม่คิดถึงความเป็นเกลอรัก แต่พี่สำนึกผิดแล้ว พี่รู้แล้วว่าคนที่ดีกับพี่ที่สุด ให้อภัยพี่มากที่สุด คือเกลออย่างไอ้ทัพ ถ้าพี่ต้องตาย พี่อยากให้จวงอภัย อโหสิให้พี่ด้วย" 
สังข์พูดได้แค่นั้นก่อนเสียงจะขาดหายไป ร่างทั้งร่างกระตุกขึ้น จวงโผเข้ามาโอบกอดสังข์ไว้
"ไอ้สังข์ ไอ้สังข์"
"จวง อภัยให้พี่ได้มั้ย"
สังข์ท่าทางไม่ดี จวงโอบสังข์ไว้  
"ฉันอภัยให้แกไอ้สังข์ ฉันอภัยแล้ว"
"แค่นี้ พี่ก็ตายตาหลับ"
สังข์ทำท่าอ่อนแรง หลับตาลงไปจริงๆ จวงร้องไห้รีบเขย่าสังข์ไว้
"ไอ้สังข์ พี่สังข์ พี่อย่าเพิ่งตาย พี่ต้องรอดสิ ต้องอยู่สู้ศึกกับฉัน ไม่ใช่มาตายกลางป่าทิ้งฉันไว้แบบนี้"
สังข์แอบลืมตา ยิ้ม มองจวงที่เขย่าร่างเรียกสติ
"พี่ตายไม่ได้นะพี่สังข์ พี่ต้องกลับตัวเป็นคนดีให้คนอื่นเห็นก่อน ต้องช่วยไล่ข้าศึกไปให้หมดฉันถึงจะให้พี่ตาย"
สังข์ฟังแล้วยิ้มอ่อนแรง
"ไล่ข้าศึกได้ แต่จวงต้องเป็นเมียพี่นะ"
"เออ ฉันเป็นเมียพี่ก็ได้ แต่พี่ต้องอยู่ช่วยพี่ทัพรบ" 
"สัญญานะจวง" 
"สัญญา"
"ขอมัดจำ"
จวงมองสังข์ที่ยิ้มเจ้าชู้ รั้งจวงเข้ามาทั้งๆ ที่อ่อนแรง  
"ขอมัดจำก่อน พี่จะได้มีแรงหายไข้ จับดาบไล่ฟันข้าศึกได้เร็วๆ"
จวงมองซ้ายมองขวา กลัวคนเห็นแล้วก้มลงหอมแก้มสังข์ สังข์ยิ้มชื่นใจ จวงอายๆ สังข์ยิ้ม กุมมือจวงมาจูบเบาๆ
"พี่สัญญา พี่จะเป็นคนดี ช่วยไอ้ทัพมันไล่ข้าศึกออกไปจากแผ่นดิน เราจะเก็บแผ่นดินนี้ให้ลูกของเรานะจวง"
จวงยิ้มอาย สังข์ยิ้มหลับไปในอกอุ่นของจวงอย่างมีความสุขที่สุด
 
000000000000000000000
 
ตอนเช้า ทัพเรียกทุกคนมาพร้อมหน้า ทุกคนพนมมือมององค์พระประธานในโบสถ์ที่ถูกพวกอังวะเผาด้วยจิตใจแน่วแน่
"ข้าและเพื่อน พี่น้องร่วมเป็นร่วมตายทุกคนในที่นี้ ขอสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป เลือดไทยทุกคนที่กลืนแค้นไว้ในอก ขอยอมตายดีกว่าทนอยู่ให้ศัตรูข่มเหง เหยียบย่ำ จะไม่ยอมให้สายเลือดไทยเหือดแห้งไปจากแผ่นดินนี้ แผ่นดินนี้ต้องเป็นของคนสายเลือดไทย" 
ทุกคนมององค์พระเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว  
"พวกเราจะบ่ายหน้าสู่บ้านระจัน จักอาสาสู้ปกป้องแผ่นดิน ให้ข้าศึกต่างแดนทุกทั่วตัวคน  มันสำนึกไว้ชั่วลูกหลานของมันว่า คนไทยนี้รักแผ่นดินยิ่งกว่าชีวิต"   
ทัพและทุกคนก้มลงกราบพระด้วยสายตา จิตใจ แน่วแน่ ดั่งสัตย์สาบานที่จะรักษาแผ่นดินไทยไว้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ 
เสียงกลองที่หอกลอง ค่ายระจัน ดังขึ้น ทุกคนรู้ว่าเป็นเสียงเตือนว่าข้าศึกกำลังมา พ่อค่ายบางระจันพาพวกนักรบไปขอพรที่วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ พระอาจารย์ธรรมโชติเดินออกมาจากด้านในวิหาร พ่อค่ายทั้ง 11 คนและชาวบ้านก้มลงกราบ พันเรือง กำนันบ้านบางระจันเอ่ยขึ้นก่อน
"กองสอดแนมของเราไปเจอพวกข้าศึกกำลังเดินทัพมาร่วมร้อย มุ่งมาคลองสะตือ พักอยู่ฟากขะโน้นขอรับ พระอาจารย์"
นายแท่นพูดต่อ "พวกอังวะมันคงรู้แล้วว่าค่ายระจันนี้ เป็นที่รวมคนไทยที่มีหัวใจสู้เพื่อต้านทัพพวกมัน มันคงยกกองทหารมาปราบ กระผมได้ตกลงกันแล้วว่าครั้งนี้กระผมกับพวกพ่ออิน พ่อโชติ พ่อเมืองและนักรบบ้านศรีบัวทองจะขอออกไปรบเป็นกลุ่มแรก เพื่อต้านพวกมันไม่ให้บุกมาถึงค่าย ขอพรพระอาจารย์ให้พรคุ้มครองแก่พวกกระผมด้วย"
พระอาจารย์ธรรมโชติกวาดตามองทุกคน ยกมือพนมขึ้น
"ขอจงมีชัย เลือดเนื้อที่หวงแหนแผ่นดิน จงคุ้มครองให้พวกเจ้ารอดจากคมหอก คมดาบ คมมีด แหลน หลาวโตมรของศัตรู" 
ทุกคนมีกำลังใจ เมื่อได้ยินคำอวยพรของพระอาจารย์ธรรมโชติ
"อาตมาจะอยู่ดูแลเป็นขวัญเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ทำหน้าที่รักษาแผ่นดิน เพื่อให้พ่อแม่ลูกเมียของตัวได้อยู่ได้กิน ความกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งประเสริฐ จะเป็นเกราะคุ้มตัวผู้เสียสละตลอดไป"
พระอาจารย์ธรรมโชติยื่นตะกรุดเลขยันต์กับผ้าประเจียดให้นายแท่นหัวหน้า ทุกคนต่างมีกำลังใจ ใจจ้องไปที่พระอาจารย์สายตานิ่ง แข็งกร้าวกว่าสายตาปกติที่ทุกคนเห็น  
ทุกคนยืนอยู่ด้านหน้าค่าย สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น ต้องการชัยชนะ นายทองเหม็นพูดขึ้น
"ปู่กู ทั้งย่าทั้งแม่ ไอ้พวกอังวะมันผลักล้มคะมำ มันเอาตีนเหยียบอกแม่กู กูเคยกราบตีนแม่ แต่ตีนพวกมันข้ามแม่ที่กูกราบ ใครหน้าไหนจะทนนิ่งให้มันมาหยามหน้าเยี่ยงนี้อีก"
"ไม่ ไม่ยอม" ชาวบ้านร้องตะโกน
"ไม่ยอมแล้วจะทำยังไง"
"เราจะสู้ เราจะสู้ สู้ๆๆ"
ทุกคนรวมถึงแฟงและสไบต่างตะโกนกึกก้อง 
ที่พงไม้ด้านหนึ่งของคลองสะตือ นายแท่นนำนายอินกับนักรบร่วมร้อยคน ลอบซุ่มเดินทัพมาอย่างเงียบกริบ ทุกคนมีดาบและมีดเหน็บเอวไว้เป็นอาวุธต่อสู้ประชิดตัว
ที่ลานหน้าค่าย นายทองแสงใหญ่ยืนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านที่เหลือพร้อมพูดขึ้นกับทุกคน
"แผ่นดินนี้ต้องเป็นของคนไทย ใครไม่สู้ก็หลบไปเชือดคอตายในดงโน้น"  
"เราจะสู้ เราจะสู้" ชาวค่ายร้องตะโกน
"ตอนนี้พ่อแท่นกำลังฟันล่อพวกอังวะอยู่ เดี๋ยวเราก็จะยกไปเป็นกองหนุน ตีตลบหลังพวกมัน ข้าศึกไม่ทันรู้ตัว เราก็จะได้เปรียบ เด็ดหัวพวกมันได้หมด อย่าให้พวกมันมีหัวเหลือกลับค่ายได้" 
ใจตกใจ นึกไม่ถึงว่าชาวระจันจะทำกลลวงฆ่าทหารอังวะ เขาทำอะไรไม่ถูก นายทองแสงใหญ่กวาดตามองทุกคน
"สองแขนจะขอทำศึกเพื่อพ่อแม่ สองมือจะกำดาบปกป้องลูกเมีย" 
ใจถอยห่างออกจากกลุ่มชาวค่ายไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครทันสังเกต
นายแท่นกับพวกค่อยๆ คืบคลาน บุกเข้ามาเงียบๆ ทหารอังวะยืนคุยกันตามพุ่มไม้ถูกนายแท่น นายอิน กับพวกพุ่งเข้ารัดคอแล้วปาดคอตายทันที ไม่ทันได้ร้อง กลุ่มของนายแท่นรุกเข้าไปใกล้ ทหารอังวะกลุ่มหนึ่งหันมาเห็น ก็จับดาบ ส่งเสียงบอกกัน แต่ไม่ทันที่ทหารอังวะจะได้ตั้งตัว กลุ่มของนายแท่นพุ่งเข้าฟัน ตะลุมบอนทันที
แฟงตื่นเต้นกับการที่ชาวค่ายออกไปรบครั้งนี้ เธอบอกกับสไบว่าจะขอไปดูการรบใกล้ๆ ให้เห็นกับตาสักครั้ง โดยในเวลานั้น ใจเองก็รีบวิ่งออกไปจากค่ายเพื่อไปส่งข่าวสำคัญ
กลุ่มของนายแท่นรบแบบประชิดตัว แต่ก็ยังทำลายทหารอังวะลงไม่ได้ทั้งหมด กองทหารปืนไฟอังวะ ยกปืนขึ้นประทับยิง กระสุนถูกนักรบหลายคนล้มตาย นายแท่นตัดสินใจหันหลังวิ่งหนี นักรบพากันวิ่งตาม ล่าถอยเข้าไปหลังพุ่มไม้ ทหารอังวะได้ใจ วิ่งตามเข้าไป
ในพุ่มไม้ เงียบกริบ ไม่เห็นนักรบบ้านระจัน ทหารอังวะมองกันแปลกใจ พอเงยขึ้นไปมองบนต้นไม้ เห็นนายโชติ กับนายเมืองและพรรคพวกนักรบที่เหลือรออยู่แล้ว กระโดดลงมาจากต้นไม้พร้อมๆ กัน นายโชติ นายเมือง และนักรบ ปาดคอทหารอังวะที่ตั้งตัวไม่ติด ตายลง หัวหน้าทหารอังวะถูกแทงแต่ทนเจ็บ วิ่งถอย หนีตายไป
นายพันเรืองและเหล่าพ่อค่ายบ้านระจัน วิ่งนำชายฉกรรจ์อีกพวกหนึ่งมาขวางไว้ พวกอังวะยิ่งตกใจ พยามต่อสู้ป้องกันตัว พวกระจันจึงเข้าล้อมฆ่าฟันทหารอังวะ นายแท่น นายอินที่ล่อพวกศัตรูเข้ามา วิ่งกลับมาช่วยฟันทหารอังวะตายลงยิ่งกว่าใบไม้ร่วง
ใจวิ่งมาที่คลองสะตืออีกด้าน เป่าปากเลียนเสียงนกเขา 3 ครั้ง เจิดพุ่งออกมาจากพุ่มไม้   กระชากใจเข้าไปหาจาดที่ยืนรออยู่ในชุดพรางตัว มีผ้าปิดหน้า จาดดึงผ้าออก ตบหน้าใจอย่างแรง
"แกเป็นสายสืบประสาอะไร ถึงได้ส่งข่าวให้พวกเรามาตาย อองนาย"   
ใจ หรือ อองนาย ซึ่งเป็นนายทหารสอดแนมของอังวะ มองจาดกับเจิด 
"ข้า สอนคนมานาน ไม่เคยเลยที่จะมีลูกศิษย์โง่เง่าอย่างแก" จาดด่าทอ
"ฟังข้าก่อน สยา พวกระจันมันกล้า แล้วรักแผ่นดินอย่างไม่กลัวตาย"
"ข้ารู้ ข้าถึงให้หาทางทำให้มันแตกความสามัคคีกัน"
"ข้ากำลังหาทางอยู่ สยา"   
"เพราะแกมัวหลงนังผู้หญิงชื่อ สไบ"
"สไบไม่เกี่ยว"
จาดปราดเข้าไปตบหน้าใจทันที
"ข้ารู้ว่าแกรักมัน คอยช่วยมัน จนเกือบจะเสียแผนหลายครั้ง" 
"ข้าผิดเอง สยา ไม่เกี่ยวกับสไบ" 
"พอก่อนอองนาย หยุดเถียงสยา" เจิดห้ามใจไว้
"อูยิน"    
เจิดหรืออูยินก้มหน้ารอรับคำสั่ง จอกยีโบ หรือจาด คือครูผู้สั่งสอนวิชาทั้งหมด ซึ่งใจกับเจิดเรียกว่า สยา 
"เอามันกลับไปที่ค่าย โปเมงยีจะเป็นคนตัดสินความผิดของมัน"
เจิดดึงใจขึ้นมา ใจมองจาด
"พวกระจันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ยิ่งเราทำลาย เขาจะยิ่งเข้มแข็ง"
จาดหันมามองตาวาววับ ชกหน้าใจด้วยความโมโหสุดขีด
"อองนาย แกเป็นทหารอังวะ หรือทหารกรุงศรี" 
ใจถูกเจิดลากตัวออกไป มีเสียงฝีเท้าเดินเร็วมา ทุกคนชะงัก หลบมอง ใจเห็นแฟงเดินผ่านหน้าพุ่มไม้ไป
"แฟง"
จาดดึงดาบสั้นออกมาทันที ใจร้องห้าม
"อย่าฆ่า แฟง สยา อย่า" 
จาดไม่ฟัง ปิดหน้า พุ่งออกไป ใจจะตาม แต่เจิดพุ่งรวบตัวใจไว้ จาดตามมาดักหน้าแฟง แฟงเห็นผู้ชายปิดหน้าก็ตกใจ ใจจะเข้าไปช่วยแฟง ก็ถูกเจิดเอาไม้ฟาดหัวสลบไป 
"ข้าขอโทษ อองนาย ข้าต้องทำ"
ใจร่วงลงกับพื้น   
ด้านนอกพุ่มไม้ จาดพุ่งเข้าแทงแฟง แต่แฟงเอี้ยวตัวหลบอย่างว่องไว แล้ววิ่งหนี เจิดวิ่งออกมาสมทบกับจาด จาดสั่ง 
"ฆ่ามันให้ได้"
จาดกับเจิดวิ่งตามแฟงไป แฟงวิ่งหนีมา แต่สะดุดตอไม้ล้มกลิ้งลงไป เจิดวิ่งตามมา กำลังจะถึงตัว คว้าแขนแฟงไว้ไม่ให้หนี แต่มีเท้ามาถีบแขนเจิดอย่างแรง จนมือหลุดจากแขนแฟง แฟงหันไปทันที
"พี่ทัพ"
ทัพเห็นว่าผู้หญิงที่เขาเข้ามาช่วยคือแฟง ก็ตื่นเต้นยินดี 
"แฟง"
เจิดเห็นทัพ ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะสู้ด้วยหรือไม่ เพราะรู้ว่าทัพฝีมือดีมาก อาจจะเพลี่ยงพล้ำให้ถูกจับได้ จาดวิ่งตามมา มองเจิดที่รั้งรอ ทัพหันมามองเจิดกับจาดที่อยู่ภายใต้ผ้าปิดหน้า
"พวกมึงรังแกผู้หญิง"
ทัพไม่รอ พุ่งดาบเข้าหาเจิด เจิดหลบ แต่ทัพไล่ฟัน จาดเห็นว่าจะแย่ และไม่ต้องการให้ถูกจับได้ ก็พุ่งลูกดอกเข้าหาทัพ
"พี่ทัพ ระวัง"
ทัพหลบไม่ทัน ลูกดอกอาบยาพุ่งเข้าปักแขน เจิดวิ่งหนีตามจาดไปทันที ทัพจะวิ่งตาม แต่เจ็บแขนที่โดนยาพิษ แฟงเข้ามาประคองทัพ 
"ลูกดอกอาบยาพิษ"
ทัพสีหน้าไม่ดี รู้ว่ากำลังเสี่ยงถ้ายาพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ
"พี่ทัพ อดทนนะ อีกนิดเดียว ฉันจะพาพี่ไปค่ายบ้านระจัน"
"พี่ไปคนเดียวไม่ได้ ยังมีคนอื่น"
ทัพพยายามจะบอก แต่เริ่มปวดแผลที่ลูกดอกปักอยู่ แฟงเอามือแตะไปที่ลูกดอก 
"ฉันจะดึงมันออกให้"
แฟงกำลังจะดึงลูกดอกออกจากแขนของทัพ ใจซึ่งฟื้นขึ้นมาแล้วจะตามมาช่วยแฟง วิ่งมาเห็นพอดี ตะโกนห้าม
"อย่าดึง"
ทัพกับแฟงหันไปมองใจทันที
"อย่าดึง จะทำให้พิษมันกระจายเร็วขึ้น ทัพจะตายชั่วลมหายใจ"
แฟงรีบปล่อยมือจากลูกดอกเพราะกลัวทัพจะตาย ทัพมองใจด้วยความสงสัย
"ไอ้ใจ เอ็งมาที่นี่ได้ยังไง"
ใจอึ้ง ยังนึกไม่ออก ว่าจะตอบคำถามและสายตาสงสัยของทัพได้อย่างไร
 
จบตอนที่ 12
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง