บันเทิง

'บางระจัน 11'

'บางระจัน 11'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

'บางระจัน 11'

 
 
สังข์เดินไปเดินมา ใจหนึ่งก็คิดเรื่องที่ไม่ยอมช่วยขาบ ทหารลูกน้องมองมา รอคำสั่งใหม่
"ไอ้ขาบมันเจ็บแค่ไหน"
"ตอนที่พวกเราถอยพวกโจรมันกำลังรุมหมู่ขาบอยู่"   
สังข์ย้อนนึกตอนที่ขาบเคยช่วยตัวเองไว้จากทัพ จึงตัดสินใจสั่งทหารให้เอาคนไปช่วยขาบ ทหารรีบออกไป  
"นี่ข้าเห็นแก่ความเป็นเพื่อน เวทนาเอ็งหรอกนะ ไอ้ขาบ" สังข์รู้สึกดีขึ้น
ฝนยังหยาดเม็ดอยู่ ขาบมองเฟื่องที่กอดเข่าอยู่ห่างออกไป สายตามีแต่ความรู้สึกผิด     
"เฟื่อง พี่ขอโทษ" 
เฟื่องหันมามองแววตาเฉยเมย ขาบยิ่งรู้สึกผิดกว่าเดิม
"พี่ผิดที่หักหาญน้ำใจเอ็ง ไม่รักษาสัญญา"
"พี่ทำให้ฉันรู้ว่า ชาตินี้มีแค่คนคนเดียวที่ฉันไว้ใจได้ คนเดียวที่รักษาสัญญาลูกผู้ชาย พี่ทัพคนเดียว" 
ขาบฉุนขึ้นมาทันที เฟื่องลุกจะเดินออกไปที่ประตู ขาบกระชากแขนรั้งไว้
"แต่เอ็งเป็นเมียพี่แล้ว เฟื่อง เอ็งไม่มีสิทธิ์คิดถึงชิ้นรักเก่า"
"ถึงฉันจะเป็นเมียพี่ แต่พี่ก็ห้ามใจ ห้ามความคิดฉันไม่ได้"
"เอ็งจะไม่รู้ผิดรู้ถูก คิดถึงคนอื่นนอกจากผัวตัวเองรึ เฟื่อง"
เฟื่องไม่ตอบ "บอกพี่สิ ว่าเอ็งจะลืมไอ้ทัพ"
"จนตาย ฉันก็ไม่ลืมรักของฉันกับพี่ทัพ"
ขาบชะงัก ผิดหวัง เสียใจ เฟื่องวิ่งออกไป ขาบยังเจ็บแผล วิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง
"เฟื่อง ระวัง อย่าไป เฟื่อง มีพวกโจร กลับมาก่อน"
เฟื่องไม่สนใจขาบ วิ่งหนีด้วยความโมโห มือหนึ่งมากระชากเฟื่องไว้
"ปล่อยข้า" 
เฟื่องหันไปเห็นทหารกรุงศรีเข้ามาดึงไว้ อีก 3 คนวิ่งไปประคองขาบขึ้นมา
"นายกองสังข์ให้มาช่วยหมู่ขาบ"
"พวกมันไปหมดแล้ว"
ทหารปล่อยมือจากเฟื่อง ประคองขาบกลับไป เฟื่องไม่ยอมหันมามองขาบ ขาบเสียใจ
สังข์ยืนรออยู่ จวงเดินไปเดินมา พอเห็นเฟื่องกับขาบเดินมา จวงรีบเข้ากอดเฟื่องด้วยความดีใจ
"พี่เฟื่อง ฉันเป็นห่วงพี่แทบแย่ เห็นหายไปตั้งนาน"
สังข์มองขาบ "เป็นยังไงบ้าง จับพวกโจรมันได้มั้ย" 
"พวกโจรมันมากว่า ข้าต้านไม่อยู่ก็เลยถอย แต่ข้าก็ฟันตายไปหลายคน ขอบน้ำใจเอ็งมากที่ให้คนกลับไปช่วยข้า"
"เอ็งก็พูดแปลกๆ ไอ้ขาบ เอ็งเป็นเพื่อนข้า ข้าจะปล่อยให้ตายได้ยังไง แล้วเฟื่องล่ะ ทำไมกลับมาพร้อมเอ็ง"
"ฉันรู้จากทหารว่าพี่ขาบสู้กับโจรอยู่เลยเป็นห่วง ออกไปตาม"
ขาบมองเฟื่องรู้ว่าฝืนใจพูดเพื่อไม่ให้สังข์สงสัย
"เอ็งนี่เป็นเมียที่รักผัวมากนะ เฟื่อง"
เฟื่องฟังแล้ว สะเทือนความรู้สึก ชวนจวงกลับเข้าเรือน สังข์หันมาถามขาบ
"เฟื่องไม่ได้ไปตามเอ็ง ข้าไม่เคยเห็นเฟื่องจะห่วงเอ็ง ที่จริงเฟื่องคงคิดจะหาทางหนี"  
"เฟื่องจะหนีได้ยังไง ทั้งโจร ทั้งข้าศึก"  
"ให้มันจริงอย่างที่เอ็งว่า"    
สังข์มองขาบเหมือนกำชับ
"สั่งสอนเมียเอ็งด้วย อย่าคิดจะพากันหนีไปกับจวงเมียข้า"   
ขาบมองสังข์หวั่นใจ เพราะรู้ว่าเฟื่องคิดจะหนีจริงๆ
เฟื่องนั่งร้องไห้อยู่ในเรือน จวงเข้ามาถามใกล้ๆ
"พี่เฟื่องเจอทางหนีมั้ยพี่"  
"ถ้าดูจากวันนี้ พี่ว่าหนทางลำบาก พวกโจรชุกชุม ไหนจะข้าศึกอีก"  
"ฉันไม่อยากทนอยู่ที่นี่แล้ว"
"จวงเอ๋ย ใจพี่ก็ไม่อยากอยู่เหมือนกัน"
จวงมองเห็นเฟื่องน้ำตานองหน้า ยิ่งเศร้าหนัก
"ใจพี่ลอยลิบกลับไปที่กระทุ่มด่าน ที่บ้าน ที่ๆ มีแม่รอเราอยู่ แต่ศึกสงครามอย่างนี้ ลำบากนัก ไม่ว่าต้องเสียอะไรไปอีก เราต้องได้กลับบ้าน"   
"เราจะกลับไปหาแม่ กลับไปหาพี่ทัพ"
เฟื่องยิ่งร้องไห้เมื่อได้ยินชื่อทัพ เพราะตกเป็นของขาบไปแล้ว
ทัพผูกอ้ายเลาให้เล็มหญ้า เขาก้มลงวักน้ำล้างหน้า มองภาพเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองในน้ำ แล้วย้อนนึกถึงอดีตที่อยู่กับเฟื่องยามบ้านเมืองสงบ
"พี่ทัพจ๋า"
ทัพหันหลังไป เฟื่องยิ้ม จูงควาย 2 ตัวมา  
"ฉันพานังดำกับผัวมันมากินหญ้า"
ทัพรวบตัวเฟื่องกอดไว้
"คิดถึงเฟื่องเหลือเกิน"
"อย่า พี่ทัพ เดี๋ยวคนมาเห็น"
ทัพไม่สนใจ กอดรัด หอมเฟื่อง เฟื่องปัดป้อง
"อย่าอายไปเลย เฟื่อง ตรงนี้ไม่มีคน" 
"นังดำมันมองอยู่"
"มันมองเพราะมันอิจฉาเราไง"
"พี่ทัพนี่ พอแล้ว พอ"
ทัพกอดเฟื่องแน่น มีแต่เสียงหัวเราะหยอกเอินของคู่รักสองคน 
เวลาต่อมา ทัพจูงควายมาให้ เฟื่องเดินใกล้ๆ 
"ส่งฉันแค่นี้แหละจ้ะ พี่ทัพ"
"ให้พี่ไปส่งเฟื่องถึงบ้านเลยสิ"   
"อย่าเลย เดี๋ยวแม่จะบ่นที่ฉันหายออกมานาน"
"พี่อยากจะไปกราบน้าเฟี้ยม แล้วบอกถึงรักที่พี่มีให้เอ็งจนแน่นล้นอก อยากจะสาบานให้คนทั้งกระทุ่มด่านรู้ว่า พี่รักเอ็งมากแค่ไหน"
ทัพสบตาเฟื่องด้วยความรัก เฟื่องยิ้มมองเอียงอาย
"ให้พี่สาบานต่อตาล 5 ต้น ว่าเฟื่องจะเป็นรักเดียวของพี่ ชาตินี้พี่จะไม่รักหญิงอื่น"
"อย่าสาบานเลยจ้ะ พี่ทัพ ฉันกลัว"
"กลัวพี่เปลี่ยนใจหรือเฟื่อง"
"ใจชาย รักง่ายหน่ายเร็ว"
"นั่นไม่ใช่ใจไอ้ทัพ พี่จะรักมั่นต่อเฟื่องจนวันตาย"
ทัพจูบแก้มเฟื่องอีกครั้ง เฟื่องยิ้มอาย  
"ฉันเชื่อพี่จ้ะ"
เฟื่องดึงเชือกจูงควายในมือมาจากทัพ เดินตัดทุ่งนาไป ทัพมองชื่นใจ ระหว่างนั้นมีกระสุนดินยิงมาโดนแขนทัพ ทัพสะดุ้ง หันไปมอง กระสุนดินอีกหลายก้อนก็กระหน่ำยิงมาอีก    
"ใครวะ"
ทัพมองหา ทุกอย่างเงียบ ทัพทำเป็นขยับหัน เหมือนจะเดินไป กระสุนดินยิงเข้ามาอีก ทัพหันขวับ เห็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากท้องนา เขาวิ่งเข้าไป แฟงหลบอยู่ ลุกวิ่งหนีทันที ทัพวิ่งไล่กวดแฟงกลางทุ่ง
"หยุดนะ กูบอกให้หยุด"
แฟงตั้งหน้าวิ่งเร็ว พอเหลียวมาไม่เห็นทัพแล้ว
"หายไปไหนวะ"
ทัพโผล่พรวดมาตรงหน้า คว้าตัวแฟงได้ทันที
"เอ้ย"
"มึงหนีไม่พ้นแล้ว แฟง เที่ยวเอาลูกหินมาขว้างกูทำไม"
"ก็ฉันอยากให้พี่อายผีสางเทวดามั่งน่ะสิ"
"มึงนี่ท่าจะบ้า กูทำอะไรฮะ ถึงต้องอาย"
"พี่กอดพี่เฟื่อง ทั้งกอดทั้งจูบ"
"หยุดพูด แฟง อย่าพูดให้คนอื่นได้ยิน"
"แล้วพี่ทำทำไม ถ้าคนอื่นเห็น พี่เฟื่องจะโดนนินทา"
"มึงยังเด็ก ไม่เข้าใจหรอก แฟง"
"งั้นฉันก็จะพูดประสาเด็ก ดูสิว่าใครมั่ง จะไม่เชื่อ"
"เอ๊ะ แฟง เฟื่องน่ะพี่สาวมึงนะ"
"ฉันก็จะพูดซะใหม่เป็นพี่ทัพไล่ปล้ำพี่เฟื่อง"
"ฮ้า อีแฟง มึงนี่"
"ถ้าพี่ทัพไม่อยากให้ฉันพูด"
"มึงจะเอาอะไร" 
"พี่ทัพก็ต้องทำอย่างที่ฉันขอ"
"มึงจะขออะไร" 
แฟงยิ้มเจ้าเล่ห์ 
เวลาต่อมา ทัพกับแฟงอยู่ในป่า แฟงจับดาบคู่ของทัพ ท่าทางเก้ๆ กังๆ แต่แววตามุ่งมั่นเอาจริง ทัพเข้ามาซ้อนหลัง จับมือทาบทับลงไปบนมือแฟง 
"ถ้ามึงจะหัดดาบ อย่างแรก ใจมึงต้องนิ่ง"   
"จ้ะ พี่ทัพ"
ทัพซ้อนหลังอยู่ใกล้ชิดแฟง  
"จับให้มั่น ลองหมุน"
"บ้านกระทุ่มด่านของเราก็มีพี่ทัพนี่แหละ ฝีมือดาบเป็นที่หนึ่ง"
"มึงมันก็เจ้าเล่ห์เป็นที่หนึ่ง"
"ถ้าฉันขอดีๆ พี่ทัพจะสอนดาบฉันหรือ"
"มึงเป็นหญิง ทำไมไม่หัดหุงหาอาหารเหมือนเฟื่อง"
"ก็พี่เฟื่องเก่งในครัวอยู่แล้วทั้งคน หัดไปฉันไม่มีวันเทียบพี่เฟื่องได้" 
"มึงก็เลยไม่อยากเหมือนเฟื่อง"
"ฉันไม่อยากเหมือนใครทั้งนั้น ฉันคือ อีแฟง ม้าดีดกะโหลก"   
ทัพหัวเราะ แฟงหน้าง้ำ  
"เออ อีม้าดีดกะโหลก แห่งทุ่งคำหยาด มึงมันเด็กไม่รู้จักโต"
แฟงหมั่นไส้กระทุ้งศอกเข้ากลางท้องทัพ ทัพตัวงอ แฟงถือดาบหันมามองทัพ
"คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก เดี๋ยวก็ฟันตัวขาดสองท่อน"
แฟงทำท่าเอาเรื่อง ทัพพุ่งหา แฟงตกใจ ทัพใช้ความไว ดึงดาบในมือแฟงออกมาถือไว้แล้วควงสองมือ
"ทีนี้ใครจะฟันใครกันแน่"
ทัพทำท่าจะหันหลังเดินหนี แฟงวิ่งตามง้อทันที
"พี่ทัพ พี่ทัพ สอนดาบฉันหน่อยนะ รับรองอีแฟงจะไม่ดื้อกับพี่แล้ว" 
ทัพไม่สนใจเดินหนี แฟงเสียงออดอ้อน ยิ้มหวานเอาใจ ทัพมองยิ้มๆ สอนแฟงต่อ
ทัพครุ่นคิด ลูบข้างลำตัวอ้ายเลา แล้วกระโดดขึ้นม้าคู่ใจ
"ไปเถอะ อ้ายเลา ข้างหน้าหนทางยังลำบากยากแค้นอีกมาก กว่าเราจะได้ตัวคนที่เรารักกลับมา"  
ทัพขึ้นม้าออกไปจากตรงนั้น 
 
0000000000000000
 
ขาบไข้ขึ้นหนักจากแผลอักเสบ สังข์เขย่าตัวเรียกสติขาบ แต่ขาบไม่รู้เรื่อง หนาวสั่น เพ้อ
"เฟื่อง อภัยพี่ เฟื่อง อภัยให้พี่เถอะ" 
"เอ็งมีเรื่องอะไรกับเฟื่องวะ เฮ้ย ใครอยู่ข้างนอกไปตามหมอมาที" สังข์ตะโกนสั่งทหาร 
คืนนั้น ทหารอังวะค่อยๆ คืบคลานรุกโอบเข้ามาจนประชิดกองคาราวานเกวียน ทหารกรุงศรีที่เป็นยามสองคนหันไปเห็น ทหารอังวะพุ่งเข้าฟัน ทหารกรุงศรีล้มลงขาดใจตายคาที่ ชาวบ้านกรีดร้องดัง ทหารอังวะพุ่งเข้าฟันไม่เลือกหน้า สังข์ได้ยินเสียงรีบออกไปดู ทหารกรุงศรีวิ่งมารายงาน
"พวกอังวะนายกอง พวกอังวะบุก มากันเต็มเลย"
สังข์ไม่รอช้า วิ่งออกไปทันที  
เฟื่องกับจวงวิ่งออกมาด้านนอก เห็นทหารอังวะกำลังบุกเข้ามา ก็กลัว ตัวสั่น เฟื่องตั้งสติ หันไปคว้ามือจวง
"หนี เราต้องหนีตอนนี้"   
ทหารอังวะ 4 คน เข้ามาขวางไว้ มองเฟื่องกับจวงแววตาหื่นกระหาย วิ่งไล่จับสองสาวอย่างย่ามใจ
ขาบได้สติ ฟื้นขึ้นมา ไม่มีแรง พยายามจะออกไป ทหารอังวะ 2 คนโยนคบไฟมาที่กระท่อมขาบ ไฟลุกติดพรึ่บ
สังข์ตะลุยฟันทหารอังวะ แต่ก็ถูกทหารอังวะ 4 คน ล้อมไว้ สังข์กำดาบแน่น
"ที่นี่แผ่นดินกู กูไม่ยอมให้ใครมาข่มเหงง่ายๆ โว้ย" 
สังข์พุ่งเข้าไป ฟันทหารอังวะล้ม แต่อีก 2 คนลอบเข้าทางข้างหลัง เงื้อดาบฟันสังข์เต็มแรง 
สังข์โดนฟันกลางหลัง เลือดกระฉูด ล้มลง
ขาบอยู่ในกระท่อมท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกติดไปทั้งเรือน มองประตูที่ถูกไฟโหมขวางทางอยู่ ตัดสินใจพุ่งฝ่าเปลวไฟออกไป แต่คานไม้หลังคากระท่อมที่ติดไฟ หล่นลงมาขวางอีก
สังข์ต่อสู้กับพวกอังวะ ถูกฟันล้มลง จะถูกฟันซ้ำ ทัพกระโดดพุ่งเข้ามา ตะลุยฟันทหารอังวะทั้งสี่ ตายอย่างรวดเร็ว สังข์ตะลึงมอง 
"ไอ้ทัพ"
ทัพหันจ้องสังข์ สังข์รีบบอก
"จวง ช่วยจวงด้วย" 
สังข์ชี้ไปทางกระท่อม ทั้งๆ ที่ฟันกับอังวะอยู่ ทัพตกใจ แต่ยังติดพันกับการฟันพวกอังวะ 
เฟื่องกับจวงดิ้นอยู่กับพื้น ทหารอังวะพยายามดึงผ้าแถบ พร้อมเสียงหัวเราะหื่นกระหายสองสาวทั้งดิ้นทั้งร้อง ทัพพุ่งเข้ามา เฟื่องหันไปเห็น
"พี่ทัพ"
ทหารอังวะผละจากสองสาว พุ่งเข้าจะฟัน แต่เจอทัพฟันตายคาที่หมด จวงกับเฟื่องดีใจ จวงวิ่งเข้าไปกอดพี่ชาย ทัพกอดน้องสาวไว้แน่น แล้วมองไปที่เฟื่อง เฟื่องดีใจ น้ำตาคลอ
ทัพแปลกใจที่เฟื่องไม่เข้าไปหา  
ทัพพาจวง เฟื่องวิ่งไปทางกองคาราวารเกวียน สังข์พยุงร่างโชกเลือดวิ่งสวนมา จวงมองสภาพสังข์ก็เข้าไปประคองไว้ สังข์มองจวงอย่างตื้นตัน แล้วมองกระท่อมขาบไฟไหม้ก็รีบบอกทัพ
"ไอ้ขาบ ไอ้ขาบป่วยอยู่ในนั้น"
ทัพมองกระท่อมที่ไฟกำลังลุก รีบวิ่งไปทันที 
"ไอ้ขาบ"
ขาบพยายามขอความช่วยเหลืออยู่ในกองเพลิง
"ไอ้ทัพ"
ทัพเอาน้ำในตุ่มข้างบันไดราดตัว แล้ววิ่งขึ้นเรือนที่กำลังถูกไฟโหมไหม้ไปทั้งหลัง ทัพยอมร้อนตัวแทบพอง เอามือเปล่าดึงคานร้อนๆ กระแทกคานที่ไฟกำลังไหม้ขวางทางอยู่เพื่อจะเข้าไปหาขาบให้ได้ ขาบมองทัพ หายใจไม่ออก ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ ทัพใช้มือเปล่ากระชากฝาไม้ที่ไหม้ไฟกระเด็น จนมือพองปวดแสบปวดร้อน ขาบพยายามยันตัวลุกขึ้นแต่ไม่มีแรง   ทัพเข้ามาพยุงเพื่อน ขาบซึ้งใจ ทัพยิ้มให้
ทัพเอาตัวบังขาบไม่ให้โดนเปลวไฟจะวิ่งฝ่าออกไป เปลวไฟลุกวาบตามแรงลมกรรโชก   ชายคาด้านนอกที่ติดไฟตกลงมาขวางทางคนทั้งสองไว้ สังข์ เฟื่อง จวง ต่างร้องด้วยความเป็นห่วงทัพกับขาบ สังข์มองไปที่ข้างเรือนอุทานขึ้น
"ไอ้ทัพ ไอ้ขาบ"
ท่ามกลางเปลวไฟลุก ทัพพยุงขาบพุ่งออกมาจากเรือนอีกด้านที่ไฟโหมน้อยที่สุด ทัพโอบกอดขาบไว้ในอก พุ่งทะลุฝาเรือนที่ไฟกำลังไหม้อยู่ ลงสู่พื้น เฟื่อง จวง สังข์วิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ ทัพกับขาบนอนฟุบอยู่ที่พื้น เฟื่องวิ่งมาหยุดตรงหน้า ไม่รู้จะวิ่งไปหาใคร
ขาบลืมตามอง  "แม่เฟื่อง"
ทัพมองท่าทางขาบกับเฟื่องก็นึกสังหรณ์ใจ ขาบอ้าแขนออกรับเฟื่อง เฟื่องวิ่งเข้ามากอดขาบไว้ ทัพมองทั้งสองคนแล้วถอยออกมา เฟื่องนิ่ง มองทัพอย่างอัดอั้น 
"พี่มาช้าไปใช่มั้ย เฟื่อง"
ทัพมองเฟื่อง เจ็บปวด เฟื่องน้ำตาร่วงพรู รู้ว่าทัพหมายถึงอะไร ขาบมองแล้วทรุดลงตรงหน้าทัพ ยกมือขึ้นพนม
"กูผิดเอง ทัพ มึงอย่าได้ถือโกรธแม่เฟื่องเลยนะ"
ทัพพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่ง เฟื่องฟังแล้วยิ่งสะอื้น
"กูรักแม่เฟื่องยิ่งกว่าชีวิต กูสาบาน"
ทัพหันไปมองเฟื่อง เจ็บช้ำ กล้ำกลืนความเสียใจแล้วเอ่ยออกมาอย่างลูกผู้ชาย
"งั้นกูก็จะสิ้นเสียดาย เพราะมีคนรักเฟื่องเท่าๆ กับที่กูรัก" 
เฟื่องสะอื้น ขาบตื้นตันที่ทัพให้อภัย
"กูอายมึงเหลือเกิน"
"ตอนนี้จงทิ้งความอายของมึงซะ ไอ้ขาบ"
ทัพมองเลยไปที่สังข์ซึ่งรู้สึกสำนึกผิด
"มึงด้วย ไอ้สังข์"  
"กูจะรักจวงน้องมึงคนเดียวไอ้ทัพ กูสัญญา"
"อย่างนั้นก็ถือว่าเราสามคนเป็นพี่น้องกัน"
สังข์ ขาบมองทัพอย่างนึกไม่ถึง
"มึงสองคนรักหญิงที่เป็นหัวใจของกู ทั้งเฟื่อง ทั้งจวง ก็นับว่ามึงเหมือนพี่น้องกูที่จะกอดคอกันตาย"    
สังข์ปักดาบที่ถืออยู่ลงดิน
"ความโกรธแค้นทั้งหมดที่มึงกับกูมีต่อกัน กูขอให้สิ้นสุดลงที่นี่ ต่อไปนี้กูจะนับถือมึงที่ช่วยชีวิตกู เป็นเหมือนพี่น้องร่วมท้องแม่เดียวกันมา"
"ต่อแต่นี้ กูจะเชื่อและนับถือมึงเหมือนพี่ชาย" ขาบสัญญา       
ทหารอังวะ 10 คน กรูเข้ามา ปะทะทหารกรุงศรี 2 คน ทัพ สังข์ ขาบฝืนความเจ็บ ลุกขึ้นตะลุยเข้าไปฟันกับทหารอังวะที่กำลังระดมเข้ามา ต่างช่วยกันสู้จนสุดกำลัง 
ตอนเช้า ทุกคนต่างสลดกับสภาพบ้านเรือนที่ถูกเผา ทหารกรุงศรีและชาวบ้านนอนตายเกลื่อน ทหารของคุณพระนาย 2 คน ขี่ม้าเข้ามาหา สังข์ก้าวออกไปรับหน้ายกมือไหว้ พร้อมรายงาน
"เมื่อคืนขบวนอพยพของข้าถูกซุ่มตีจากข้าศึก"   
"อนาถแท้ เวลานี้หัวเมืองฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ เสียแก่ข้าศึกไปหมดสิ้นแล้ว ป้อมรอบกรุงก็เอาปืนใหญ่ขึ้นประจำ พร้อมยิง"  
"ด่านทางอุทัยละเอียดไปด้วยทัพข้าศึกสิ้นแล้ว มันยกเข้ามาไม่ขาดสาย"
"งั้นเราก็ต้องเร่งหลบไปให้ถึงกรุงศรีโดยเร็ว" สังข์บอก  
"ไม่ได้ ประตูเมืองปิดแล้ว เร่งปิดก่อนกำหนด 3 วัน พวกแม่ทัพกรุงศรีเกรงข้าศึกบุกเข้าไปในพระนครได้"
"แต่คุณพระนายสั่งให้ข้าพาครัวบ้านคำหยาดตามไปอยู่นะ" สังข์ท้วง
"คุณพระนายก็เข้าไปในกำแพงพระนครแล้ว พวกข้ายังไปไม่ทัน จึงมาบอกกองทหารทุกกองที่เหลือให้รู้กัน เราคงต้องหาทางรอดกันเองแล้ว" 
"ไอ้พวกเห็นแก่ตัว เป็นนายทหารใหญ่ แต่หนีหัวหดเยี่ยงไพร่" ขาบแค้น
ทหารชักดาบขึ้นไม่ให้ขาบดูหมิ่นนาย ขาบมองไม่กลัว สังข์ดึงขาบห้ามไว้ พลางถามทหาร
"แล้วที่นี้เราจะทำยังไงต่อ"
"ข้าจะหาที่ตั้งหลัก หนีขึ้นเหนือ แต่พวกเอ็งจะไปทางไหนก็หาเอาเอง"
ทัพรีบพูดขึ้น "ข้าก็ได้ยินจากชาวบ้านว่ามีหลายหมู่บ้านหอบลูกจูงหลานหนีภัยศึกไปรวมกันอยู่ที่นั่น เขาพูดกันว่าชาวบ้านที่นั่นจะรวมตัวกันสู้โดยไม่เกรงข้าศึกอังวะ ชาวบ้านเรียกชุมนุมนี้ว่า ค่ายบ้านระจัน"
ทัพสายตามุ่งมั่น
กลุ่มอพยพของสไบเข้ามาสมทบที่ค่ายบ้านระจัน ทำให้สไบได้เจอกับแฟง แฟงดีใจมากที่ได้เจอสไบและเฟี้ยมผู้เป็นแม่ แฟงก้มลงกราบเท้านางเฟี้ยม แล้วกอดขาแม่แน่น
"ฉันดีใจเหลือเกิน ได้เจอแม่อีกครั้ง"
"แฟงเอ๊ย แม่นึกว่าชาตินี้จะหมดวาสนาได้ลูกสาวกลับคืนมาในอกเสียแล้ว"
"ตั้งแต่ฉันระหกระเหินถูกพวกโจรมันจับ ก็ได้ไปเจอพวกพี่แท่นช่วยชีวิตไว้ หลอกพวกข้าศึกมาฆ่าเสียนับไม่ถ้วน แล้วก็พากันมาหนีมาพึ่งค่ายบ้านระจันคุ้มภัยกันนี่แหละจ้ะ" 
แฟงกับเฟี้ยมกอดกันแน่น    
แฟงเดินนำเฟี้ยม จันทร์ สไบมาที่เรือนขนาดเล็ก ปลูกไว้ใต้ต้นไม้ร่มรื่น
"เรือนฉันเองจ้ะแม่ พวกพี่แท่นมาปลูกไว้ให้ แม่ น้าจันทร์ สไบอยู่เสียที่นี่นะจ๊ะ ฉันจะได้กอดแม่ให้หายคิดถึง"
จันทร์ยิ้มมองแฟงที่ยังคงเหมือนเด็กสาวรุ่นๆ ขี้อ้อน ขี้งอนคนเดิม
"อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เห็นแล้วก็คิดถึง"
จันทร์เสียงขาดไป แฟงมองเข้าใจทันที
"พี่ทัพกับพี่เฟื่องของฉันใช่มั้ยจ๊ะ"
จันทร์พยักหน้า สไบเอ่ยขึ้น
"จวงอีกคน ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไงกันแล้ว"
แฟงหน้าม่อยลง เพราะใจก็ยังห่วงเฟื่อง ทัพ และจวง เหมือนทุกคน 
ใจ ดอกรัก หมู่เคลิ้ม ฟัก เอิบ ช่วง และกลุ่มผู้ชายกำลังช่วยกันถากไม้ มุงแฝก ซ่อมเรือนอยู่ แฟงวิ่งมา ด้านหลังคือสไบ
"พี่ฟัก"
ฟักกำลังซ่อมหลังคาหันมองลงมา เห็นน้องสาวก็รีบวางมือ โดดลงมาหาน้องสาว แฟงเข้าไปกอดพี่ ใจถือขวานมายืนข้างสไบ ดอกรักมองจ้องทั้งคู่
"ฉันอยู่เรือนแฟง ตรงโรงครัวน่ะจ้ะ"
"ดีแล้ว ตรงนี้พวกพี่จะอยู่เอง ใกล้รั้วค่าย จะคอยระวังถ้าพวกข้าศึกมันมาทางหลังค่าย" ฟักบอก
"มาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ แฟง" ใจถามขึ้น
"ฉันมาถึงก่อนพวกพี่ไม่นานหรอกจ้ะ ฉันมากับพวกพี่แท่น"    
แฟงเล่าด้วยเสียงภูมิใจ
นายอิน นายเมือง นายโชติ นายดอกไม้ นายทองแก้วกำลังดูพันเรืองคุมซ้อมดาบของชายฉกรรจ์ นายแท่นหันมามองทางกลุ่มแฟงที่พาพี่ชายกับพรรคพวกชายฉกรรจ์ทั้งหมดมารู้จัก
"แฟงเป็นหญิงใจกล้า น่านับถือ ถ้าไม่ได้แฟงเป็นคนไปล่อตาข้าศึก เราก็คงลอบฆ่า ตัดกำลังมันไม่ได้เลย" 
นายแท่นชื่นชม แฟงยิ้มภูมิใจ นายแท่นมองกลุ่มของฟัก
"พวกฉันเคยเป็นทหารด่านหน้าเมืองกาญจน์ แต่หนีทัพมา เดี๋ยวนี้ก็ถือว่าเป็นขบถ" ฟักบอก
นายแท่นยิ้ม "ที่นี่ก็ถูกลือกันว่าเป็นชุมนุมโจร ยามข้าศึกประชิดเมือง ชาวบ้านจับดาบจับไม้เข้าสู้ป้องกันตัวเองได้ ทางการก็เกรงว่าต่อไปจะตั้งตัวแข็งขืน แต่ทุกคนที่ค่ายบ้านระจันไม่คิดเหิมเกริมเป็นใหญ่ เรายังเป็นข้าในพระเจ้าอยู่หัว เป็นไทยที่จะรักษาแผ่นดินเกิดไว้ตราบดินกลบหน้า"
"ขอให้พวกฉันได้ร่วมกับพวกพี่ด้วยเถอะ" หมู่เคลิ้มอาสา
"งั้นก็แบ่งไปเป็นหมู่ตระเวนเสียส่วนหนึ่ง"
ใจได้ยิน พูดขึ้นทันที
"ฉันเคยเป็นพรานป่า กินนอนในป่ามาตั้งแต่เล็ก ให้ฉันออกไปซุ่มดูพวกข้าศึก" 
"หน่วยก้านเอ็งดี งั้นก็ไปเป็นหมู่ตระเวน"
ดอกรักมองไม่พอใจ รีบพูดขึ้น
"ให้ฉันไปด้วย"    
"เอ็งเคยทำอะไรมา เป็นทหารมากับพวกนี้หรือ" นายแท่นถาม
"ไม่ได้เป็น"
"ลูกหลานพ่อใหญ่แสง บ้านสามโก้"    
"งั้นเอ็งก็ไปช่วยที่โรงตีดาบโน่น" 
"แต่ฉันอยากอยู่หมู่ตระเวน"
ดอกรักสวนขึ้นทันทีตามคนอารมณ์ร้อนและไม่ชอบหน้าใจ สไบขัดขึ้น
"พี่ดอกรัก อย่าขัดคำสั่งพี่แท่น" 
"ถึงไม่เคยเป็นทหาร ไม่เคยเป็นพราน แต่ฉันก็ฟันข้าศึกยับมาหลายคนแล้ว"
"หมู่ตระเวนสอดแนมไม่ใช่เก่งแค่เรื่องดาบ แต่ต้องหูตาไว ถ้าถูกศัตรูจับได้ เท่ากับตาย ต้องหาทางเอาตัวรอดเองให้ได้ ต้องไม่ให้ความลับของเราตกไปอยู่กับศัตรู" นายแท่นท้วง
"ไอ้ใจมันก็ไม่เก่งไปกว่าฉัน"
"พี่ดอกรัก ที่นี่เราต้องฟังพี่แท่น พี่แท่นคือผู้นำคนหนึ่งของค่ายบ้านระจัน" แฟงเตือน 
ดอกรักฮึดฮัด นายแท่นมองอย่างประเมินแล้วเอ่ยเป็นเด็ดขาด
"ดอกรัก เอ็งจงอยู่หมู่อาวุธเสียก่อน หากฝีมือเอ็งเห็นแก่ตาทุกคน ใจเอ็งเยือกเย็น ใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์ได้เมื่อไหร่ ข้าจะสับเปลี่ยนให้เอ็งได้อยู่หมู่ตระเวนสมใจ"
ดอกรักจำต้องก้มหน้าเหมือนรับคำสั่ง ท่ามกลางสายตามองตำหนิของทุกคน ยกเว้นใจที่มองดอกรักอย่างสังเกต
สไบเดินมากับแฟง หาบกระชุมาตักน้ำที่สะพาน สไบไม่พอใจดอกรักที่คอยระรานใจ
"พี่ดอกรักเขาโกรธเกลียดพี่ใจมาจนเสียเรื่องหลายครา" 
"โกรธเกลียดพี่ใจ เพราะหึงพี่สไบน่ะสิ"
"เอาแต่อ้างว่าพ่อยกฉันให้เขาแล้ว"
"อย่างนี้ก็ต้องให้พ่อใหญ่แสง คืนคำสัญญา"
"พ่อไม่ยอมหรอก ยังไงก็ต้องเห็นพี่ดอกรักดีกว่าคนต่างถิ่นอย่างพี่ใจ"
"จะกล้าขัดขืนใจลูกสาวได้เชียวหรือ"
สไบเขิน ตีแฟงเบาๆ แฟงหัวเราะ
"ความรักมันขืนใจกันไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ แฟงล่ะ เจอคู่ชิ้นเข้าหรือยัง"
แฟงหน้าเศร้าลง เมื่อนึกถึงทัพ
"ไม่มีหรอก คนที่ฉันจะเอามาเป็นชิ้นรักน่ะ"
"มีสิ ฉันจำได้"
"อย่าพูดเรื่องนี้เลย พี่สไบ รีบตักน้ำไปช่วยงานที่โรงครัวกันดีกว่า"
"พอจนแต้ม ก็เลี่ยงไปได้ทุกที" 
"ใครว่าฉันจนแต้ม ก็ฉันไม่อยากคุย ฉันไม่มีพรานป่าคอยคุ้มครองให้อุ่นใจเหมือนพี่สไบนี่"
สองสาวหัวเราะกัน แฟงคว้ามือสไบวิ่งไปจากตรงนั้นทันที
ใจเดินผ่านเรือนของชาวบ้าน มองสำรวจทุกอย่างในค่ายอย่างละเอียด แล้วมาหยุดลงที่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง มองไปเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์มีหัวหน้าเป็นคนร่างสูงใหญ่กำลังเทเหล้าจากไหกรอกเข้าปาก เมามาย หัวเราะเสียงดัง ใจมองจ้อง ชายคนนั้นหันมาเห็น ใจไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นคือหนึ่งในผู้นำของค่ายบ้านระจันชื่อ นายทองเหม็น
"เฮ้ย เอ็งน่ะ หน้าใหม่ มาจากไหน"
ใจยังไม่ตอบ นายทองเหม็นลุกพรวดออกจากวงตรงมาที่ใจ
"ข้าถาม ทำไมไม่ตอบ"
"เพิ่งมาถึง"
"วะ กวนจริง ข้าถามว่ามาจากบ้านไหน"
"วิเศษไชยชาญ"
"ก็บ้านไหนเล่า วิเศษไชยชาญ มีตั้งหลายบ้าน" 
"ไม่รู้ ไม่เคยมีบ้านเป็นหลักแหล่ง" 
"เอ็งตั้งใจกวนข้า" 
ลูกน้องนายทองเหม็นพากันออกมายืนจังก้า นายทองเหม็นยกมือที่ถือไหเหล้าขึ้นเป็นเชิงห้าม แล้วยกไหเหล้าดื่ม ยืนโงนเงนเพราะความเมา แต่อีกมือ ไวกว่าความคิด หันไปคว้าท่อนฟืนฟาดไปที่ใจ ใจตาไว หลบวูบ นายทองเหม็นยกไหเหล้าลง มองด้วยรอยยิ้มกวน
"เฮ้ย มาคุยกันใกล้ๆ มาคุยกันดีๆ"
ใจมองระวังนายทองเหม็นที่ดูเหมือนขี้เมาแต่ที่จริงมีฝีมือมาก
"เอ็งชื่ออะไรวะ"
"ใจ"
"ใจอะไร ใจซื่อหรือใจคด"
ใจยังไม่ทันตอบ นายทองเหม็นปาไม้เข้ามาตรงหน้า ใจกระโดดม้วนตัวเตะไม้หล่นลงพื้น  เท้าใจเฉียดไปทางหน้านายทองเหม็นซึ่งหงายหลบ แล้วเตะโดนไหเหล้าในมือนายทองเหม็นตกแตกกระจาย
ทุกคนตกใจ นายทองเหม็นมองไหเหล้าที่เหลือแค่เสี้ยวในมือ แล้วหันมองใจ ทุกคนมองลุ้นว่าเกิดเรื่องแน่ๆ นายทองเหม็นทิ้งเศษไหเหล้าลงดิน มองจ้องใจ ยิ้มกว้างหัวเราะลั่น
"ไอ้ใจ เอ็งนี่มีฝีมือ ฝีตีนด้วย ใช่มั้ยวะ"
ทุกคนพากันโล่งเมื่อเห็นนายทองเหม็นลองฝีมือใจ ไม่ถือสา หัวเราะร่า 
"ข้าชอบเอ็ง ไอ้ใจ มา ออกไปกับข้า ไปฟันข้าศึกเล่นๆ ให้หายแค้นสักร้อย สองร้อย ไป ไปกับข้าตอนนี้เลย"   
ลูกน้องนายทองเหม็นหยิบดาบส่งให้ใจ ใจกำดาบไว้ นายทองเหม็นเดินขึ้นไปขี่นังเผือก ควายตัวเก่ง มุ่งออกไปทางประตู ลูกน้องนับสิบ ร่างกายกำยำพากันตามออกไป ใจกำดาบ จำต้องตามออกไปด้วยทั้งที่ยังไม่ทันตั้งตัว
 
จบ ตอนที่ 11
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง