บันเทิง

Eat play Life:ธุรกรรมของ'ถ้อยคำ'

Eat play Life:ธุรกรรมของ'ถ้อยคำ'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ธุรกรรมของ'ถ้อยคำ' : คอลัมน์ Eat play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
 
          โลกและความรัก ไม่ได้รอนแรมมาเพียงเดียวดายในรอบหลายร้อยปีมานี้ แต่ "ถ้อยคำ" ก็เดินทางมายาวไกล มีความสัมพันธ์ ผสมพันธุ์ และสืบทอดความหมาย ออกไปสู่หลายครอบครัวของมันเอง
 
          หลายถ้อยคำปรับตัวไม่ได้ ก็ตายลงไป สูญสลายไปตามบริบททางสังคม บางถ้อยคำมี “รากคำ” ที่แข็งแรง ก็ยืนต้านยุคสมัย และอยู่มาได้ไม่ว่า “โลกของการเขียน” จะเปลี่ยนไปแค่ไหน
 
          ผมชอบภาษาและถ้อยคำ มากกว่าการพูด (แม้ผู้คนจะคิดเหมาเอาว่า การพูดนั้นมีพลังมากกว่า จากการเปล่งเสียง ขึ้นเสียงสูง ลงเสียงต่ำ หรือเว้นวรรค ใช้ความเงียบเป็นอาวุธ แต่ภาษาก็มีทีเด็ดของมัน) พยานปากเอกที่พอจะบอกว่า ถ้อยคำปรับตัวไปตามยุคสมัยก็คือ 
 
          ลองเอานิตยสารสัก 15 ปีที่แล้ว หรือเอาซีรีส์สัก 20 ปีที่ผ่านมา มาอ่านและดูเปรียบเทียบกับหนังสือกับซีรีส์ตอนนี้ดู จะเห็นว่าหลักการภาษาและคำพูดคำเขียนต่างกันมาก ยิ่งถ้าเป็นทางอังกฤษแล้ว คำที่ใช้เปลี่ยนไปมาก จากคำสวยคำขนบ กลายเป็นคำสั้นและคำห้วน
 
          ท่ามกลางสังคมยุคใหม่ที่มองว่า การอ่านเป็นวัฒนธรรมที่อ่อนแรงลงไป แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลับมาคำศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกแวดวงอย่างชัดเจน (นี่ยังไม่นับวงการสื่อที่เล่นคำแบบที่เราเรียกว่า play a punch เคยเขียนไว้ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจปี 2008)
 
          ปี 2014 มาถึงต้นปี 2015 ก็เกิดคำมากมายขึ้นมาใช้เรียกกลุ่มคน กลุ่มไลฟ์สไตล์ และกลุ่มพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งก็ยังมีกลุ่มอาหาร ดนตรี หนังและนวัตกรรมต่างๆ คนที่รู้ไม่เท่าทัน ก็ตีโพยตีพายคิดไปว่า มันคือคัมภีร์ไบเบิลที่จะพาโลกไปสู่อนาคต ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ มันคือกลยุทธของสินค้าหลายอย่างและหลายแวดวง ที่จะคิดถ้อยคำ นึกภาษา เอามาเล่นกับความรู้สึกของคน
 
          มนุษย์นั้นมีข้อด้อยอย่างหนึ่งที่ว่า ถ้าอะไรก็ตามมา “เสิร์ฟ” ความเป็นตัวตน เป็นปักเจกชนให้ คนก็พร้อมจะตอบสนองอย่างทันทีเพื่อประกาศว่าตัวตนแตกต่างและเป็นกลุ่มใหม่ เช่น ถ้าทำแบบนี้แล้วเรียกว่า เป็นพวก MOJO เป็นพวก Hipster เป็นพวก Container Travel มันง่ายที่จะได้ “ลูกค้า” จากการใช้คำใหม่ๆ เข้าไปเป็นกิมมิค
 
          วันหนึ่งเราอาจเห็นคนใส่แว่นตาหนาๆ อีกวันเห็นเด็กสาวแต่งตัวด้วยชุดสีดำทาปาก dark dark หรืออีกวันเห็นผู้หญิงใส่หมวกทรงสูงเดินตามห้าง จนดูตลกๆ ในสายตาหลายคน เรื่องเหล่านี้ ชำแหละลงไป บางทีก็คือลูกค้าชั้นดีของสินค้าอย่างหนึ่ง ที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการหาถ้อยคำ คิดศัพท์ใหม่ มาเสนอขายความหิวกระหายของเรา (ที่อยากจะมีตัวตน จน “ตัวสั่น”)
 
          สังคมยุคใหม่มีลักษณะเป็น Cult สูง และยิบย่อยลงไปเยอะแยะ มีกลุ่มคนมากมายที่ต่างมีศัพท์เรียกตัวเอง กินแต่น้ำส้มก็มีคำเรียก ใส่เสื้อผ้า daak daak ก็มีคำเรียก ชอบแดกแต่นม ก็มีคำเรียกอีก หรือ ไปปีนเขา วิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน ไม่สนใจโลก ก็ยังมีคำเรียก
 
          เคยสงสัยบ้างมั้ยว่า ทำไมสังคมยุคใหม่ถึงมีคำศัพท์เกิดใหม่มากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะในปี 2015 นี่ วงการโฆษณาเตรียมรับมือกับการหาถ้อยคำมาเรียกไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งไปถึงสุดทางแล้ว อาจไม่มีอะไรนอกไปจากการใช้เป็นกิมมิคทางธุรกิจขายของ
 
          ยิ่งเรา “บ้า” และ “กระหาย” การมีตัวตนมากเท่าใด มันก็ง่ายที่สินค้าที่ชั้นเชิงสูง จะรู้จักคิดคำมา “เสิร์ฟ” จิตใจของเรา ซื้อแบบนี้ ใช้แบบนี้ กินขี้แบบนี้ เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของคำคำนั้น พอคำนี้ใช้ไป 2 วันก็ล้าสมัย หาคำใหม่มาทดแทน ขายของกันต่อไป
 
          เมื่อวานมีอยู่คำหนึ่ง ที่เพื่อนผมตั้งเองแบบไม่มีสาระ เขาเรียกยุคสมัยนี้ว่า เท่แบบกระดาษ "เช็ดตูด” คือ “ใช้แล้วทิ้ง” 
 
          แม้แต่คนที่นำเสนอตัวว่าเป็นปัญญาชน ก็ยังเผลอไผลหลุดเข้าไปในพงไพรของถ้อยคำดาษดื่นเหล่านั้น 
 
.......................................
(หมายเหตุ ธุรกรรมของ'ถ้อยคำ' : คอลัมน์ Eat play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง