บันเทิง

'เทรนด์ Multi-panelledความลับในรอยด้าย'

'เทรนด์ Multi-panelledความลับในรอยด้าย'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

'เทรนด์ Multi-panelledความลับในรอยด้าย' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
           เรื่องราวหนึ่งที่เกิดขึ้นในบอลโลก 2014 ที่หลายคนไม่ทราบก็คือ มีเสื้ออยู่แบรนด์หนึ่งที่เมื่อ "เหงื่อ" ของนักเตะเปียกชุ่มโชกแล้ว ด้านหนังใต้คอ จะเกิดเป็นรูปรอยเส้นของลวดลายที่เสื้อซ่อนไว้ คำตอบก็คือ เสื้อบอลของชิลี แต่ต้องเป็นรุ่นที่นักเตะใส่ (player version)
 
           ถึงตรงนี้ "เวิลด์คัพ" ไม่ได้ครอบครองโลกไว้ในอุ้งมือเท่านั้น แต่ "บอลโลก 2014" กำลังแผ่ขยายไปทุกพื้นที่ แม้แต่สารคดีของคนทำหนังยังต้องเล่นเรื่องราวของคนที่สะสมเสื้อบอล  มี documentary เรื่องหนึ่งไปสัมภาษณ์คนค้าเสื้อที่โรงเกลือ เขาเจอคนญี่ปุ่นที่มีจ๊อบด้วยการบินไปกลับ เพื่อค้าเสื้อ โดยระยะหลังๆ เขาบอกว่า การเล่นดีไซน์ของเสื้อบอล ทำให้เสื้อขายได้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำเอาผ้าหลายชิ้นมาตัดเย็บเข้ากัน
         
           แต่ในความเป็นจริงนั้น หนึ่งในตำนานเกี่ยวกับเสื้อฟุตบอลร่วมสมัย คือ ดีไซน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งประดิษฐ์ที่แห่งยุคปัจจุบันโดยแท้ ดีไซน์ที่ว่านี้เป็นตัวกระตุ้นรายได้ชั้นดีที่มีจุดมุ่งหมายคือส่วนแบ่งจากผู้ปกครองวุ่นวายกับการแจกจ่ายเงินเพื่อซื้อเสื้อบอลแบบใหม่ให้ลูกหลานที่เรียกร้องอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเงินจากการขายเสื้อบอลจะเป็นแห่งรายได้หลักใหญ่ในปัจจุบันของสโมสร 
         
           และจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยรวมในปัจจุบันมองว่า เสื้อฟุตบอลเป็นการหลอกลวง จากปีค.ศ.1980 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นสปอนเซอร์ในวงการกีฬา (และความเห็นเรื่องปีที่เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่) และการวิจัยขั้นพื้นฐานในอดีตของวงการฟุตบอลพบว่าแฟชั่นเสื้อฟุตบอลเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลแข่งขันและเปลี่ยนจากสีหนึ่งสู่อีกสีใหม่
 
           อันเนื่องมาจากความต้องการผนึกเอกลักษณ์ของแต่ละสโมสรทุกวันนี้ ผู้สนับสนุนวงการฟุตบอลเลือกที่จะแสดงความภักดีต่อทีมของตนด้วยการสวมใส่เสื้อกีฬาแล้วเปลี่ยนมานิยมผ้าพันคอ หมวกตกแต่งบอลลูกเล็กๆ และดอกกุหลาบทำจากผ้า(rosettes) ในปี 70
 
           แตกต่างจากเวลานี้ที่เพียงแค่คุณมีเสื้อฟุตบอลแบบเดียวกับที่ผู้เล่นใส่ลงสนามก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของแต่ละคนได้แล้ว เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อปลายปี 80 เสื้อฟุตบอลยังไม่ใช่เครื่องวัดความเหนียวแน่นของแฟนฟุตบอล
 
           จนกระทั่งเมื่อ พอล แก็สซา พาทีมอังกฤษผ่านเกม Italie ในปี 90 พร้อมๆ กับการให้กำเนิดพรีเมียร์ลีก ที่ผู้คนพากันสวมเสื้อยืดทำจากเส้นใยสังเคราะห์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมเสื้อฟุตบอลแบบโมเดิร์นประกอบด้วยหลายส่วน เพราะยึดหลักการใช้งานเป็นสำคัญนอกเหนือจากการเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละทีม ต่อมาเมื่อทีมฟุตบอลเริ่มเข้าร่วมสโมสรมากขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนเสื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการสวมสีเสื้อที่ชนกันเมื่อถึงเวลาลงแข่ง
 
           จากนั้นแฟชั่นฟุตบอลก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย จากคอเสื้อแบบมีปก, คอวี, คอผูกเชือกและคอแบบติดกระดุม ต่างก็เข้ามาและจากไปแล้วกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง มีเป็นครั้งคราวที่เกิดนวัตกรรมแวกแนวอย่างสิ้นเชิง
 
           แบบที่เกิดเมื่อเกมระหว่างฮังการีและอังกฤษในปี 1953 ซึ่งเกิดการเปรียบเทียบระหว่างเสื้อน้ำหนักเบา เป็นมันเงาสไตล์ยุโรปกับเสื้อยืดผ้าขนสัตว์น้ำหนักมากอย่างไรก็ตามเมื่อกลางปี 70 เมื่อยี่ห้อผู้ผลิตปรากฏบนเสื้อ ทำให้เสื้อฟุตบอลกลายเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรและผู้ผลิตสินค้าไปพร้อมๆ กัน เมื่อฮิตาชิ เซ็นสัญญาสปอนต์เซอร์กับลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1979 ทำให้เกิดโลโก้ตัวที่สามซึ่งไม่เกี่ยวกับสโมสรบนเสื้อฟุตบอล ใครก็ตามที่อยู่ในวงการฟุตบอลต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า การผสมโลโก้ทั้งสามให้อยู่บนเสื้อยืดตัวเดียวโดยไม่ให้โลโก้แต่ละอันดูขัดกันเองและเสริมให้ตรายี่ห้อแต่ละอันเป็นที่จดจำนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
 
           เมื่อความนิยมเสื้อฟุตบอลเพิ่มมากขึ้นเมื่อต้นปี 90 ส่งผลให้ดีไซน์คำนึงถึงการสวมเสื้อฟุตบอลทั้งในสนามและนอกสนาม กลายเป็นความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่ง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาฝั่งธุรกิจของฟุตบอลอาชีพพากันกระโดดเข้าสู่ฟันเฟืองเสื้อผ้า ทำให้เสื้อฟุตบอลกลับเข้าสู่หลักความคิดแบบเพิ่มสมรรถภาพการเล่นในสนาม ทำให้เสื้อในเวานั้นทำจากผ้าน้ำหนักเบาเพื่อให้สวมใส่สบาย ระบายความร้อนและความชื้น (เหมาะกับอดีตวันชื้นๆ ในเมือง Gasgow ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการลงสนามตลอด 90 นาที 
 
           แน่นอนว่าเสื้อบอลยังเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี ด้วยจำนวนยอดขายนับพันในปัจจุบันแม้จะไม่ดีเท่าในยุค 90 ก็ตาม
 
           ในแง่ความเข้ารูปของเสื้อบอลเองก็เปลี่ยนแปลงอย่างหลากหลายเพียงไม่กี่ปี ตั้งแต่การเข้ารูปแบบพอประมาณไปจนถึงหลวมจนห้อยยานทำให้ขนาดตัวผู้เล่นดูใหญ่โต แล้วก็กลับมาฟิตอีกครั้ง ประเด็นสำคัญของความหลวมและความเข้ารูป คือ การข่มขู่คู่ต่อสู้ นั่นก็เพราะเสื้อขนาดใหญ่ทำให้ผู้เล่นดูแข็งแรงและแข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไประดับความแข็งแรงของนักฟุตบอลก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้เสื้อแบบพอดีตัวที่โชว์ความแข็งแรงทางร่างกายของนักฟุตบอลและสามารถใส่ลงสนามได้จริงกลับมานิยมอีกครั้ง เสื้อบอลที่มีเนื้อผ้าทันสมัยแบบหลายชิ้นผ้า (multi-panelled) ก็มีส่วนช่วยให้ดีไซน์เนอร์สามารถสร้างสรรค์รูปแบบเสื้อบอลที่จะช่วยเสริมศักยภาพทางร่างกายและสร้างภาพลักษณ์แบบเสื้อเกราะ            
 
           การลากเส้นเชื่อมระหว่างเสื้อฟุตบอลแบบโมเดิร์นกับเครื่องแบบทหารในอดีตเป็นเรื่องง่าย เพราะเสื้อผ้าทั้งสองแบบมีสีสดและตกแต่งขอบด้วยรูปแบบหลากหลาย พร้อมทั้งตราเครื่องหมาย เหรียญตราและเครื่องตกแต่งอื่นๆ ทั้งสองเครื่องแบบยังสวมใส่โดยกลุ่มผู้ชายที่ภูมิใจจะเปิดเผยสีสันทีมของตนต่อฝ่ายคู่ต่อสู้ นอกจากนี้วัฒนธรรมการแลกเสื้อฟุตบอลหลังแมทช์สำคัญที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน อาจมองได้ว่าเป็นของที่ระลึกหรือ "แผลฝากไว้" หลังจากชนะสงครามในสนามบอล
 
           และถ้าไปดูเสื้อที่ฝากหรือแลกกันไปมาในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา คุณอาจพบว่าเสื้อที่ลักษณะของ Multi-panelled มีมากที่สุด
 
.......................................
(หมายเหตุ 'เทรนด์ Multi-panelledความลับในรอยด้าย' : คอลัมน์ Eat play life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง