บันเทิง

'ท๊อปไลน์ดิจิทัล'เสริมคมบริษัทแม่ขยายเน็ตเวิร์ค

'ท๊อปไลน์ดิจิทัล'เสริมคมบริษัทแม่ขยายเน็ตเวิร์ค
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ท๊อปไลน์ดิจิทัลเสริมคมบริษัทแม่ขยายเน็ตเวิร์ค รับคอนเท้นท์ทุกแบบ

 
 
          สงครามธุรกิจเพลงบนโลกโซเชียลมีเดียเริ่มร้อนขึ้นแล้วโดยเฉพาะแพลตฟอร์มบนยูทูบ ซึ่งทั้งนักร้อง-ค่ายเพลงหรือคนเบื้องหลังต่างหวังว่า "ยูทูบ" จะช่วยสร้างรายได้และเป็นช่องทางโปรโมทให้กับการทำเพลงนับจากนี้ “กอล์ฟ" พงษ์ศักดิ์ จริยะเอี่ยมอุดม (ลูกชาย ของนายห้างท็อปไลน์ “ทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม”) ผู้บริหารท็อปไลน์ดิจิทัลบอกกับทีมข่าวบันเทิง "คมชัดลึก" ถึงธุรกิจด้านดิจิทัลคอนเท้นท์ที่เขาเตรียมจะนำมาเสริมแกร่งให้กับบริษัทแม่อย่างท็อปไลน์
 
          "ที่แพลนงานเอาไว้เราไม่ได้โฟกัสเหมือนคนอื่น ท็อปไลน์ดิจิทัลเราเป็นคนสร้างเน็ตเวิร์กด้วย เราจะขยายเน็ตเวิร์ก (เครือข่าย) ของเราโดยการรับคนที่ทำเพลงอิสระให้เข้ามาร่วมเป็นเน็ทเวิร์กกับเราได้ด้วย ตอนนี้ตลาดดิจิทัลมันโตมาก สิ่งที่คนไทยยังขาดอยู่ก็คือความรู้ที่จะพัฒนาในส่วนของแชลแนลตัวเอง การทำการตลาดในแชลแนลของตัวเองว่ามันจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด ทางเราก็จะเอาความรู้ต่างๆ เหล่านี้มาถ่ายทอดลงไปในเน็ตเวิร์กของพวกเราเพื่อพัฒนาคนที่เข้ามาสู่ตลาดดิจิทัลให้มีความรู้ความสามารถจริงๆ และไปแข่งกับตลาดสากลได้มากขึ้น เราจะมีทีมงานที่ช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มต้นว่า แต่ละคนอยู่ในส่วนใหน มีความรู้ระดับไหนและยังขาดอะไรรึเปล่าที่เราจะช่วยเติม ให้ผลงานของแต่ละคนได้ออกไปสู่ตลาดผู้ชมที่ตรงกลุ่ม แล้วก็สร้างมูลค่ากลับมาได้มากขึ้น"
 
          "กอล์ฟ" พงษ์ศักดิ์ เริ่มต้นแผนงานที่เขาวางไว้ให้ฟัง ซึ่งนอกจากการให้ความรู้ในการทำธุรกิจเจ้าตัวยังบอกถึงเรื่องลิขสิทธิ์บนยูทูบแล้วที่หลายคนยังเข้าใจคาดเคลื่อน รวมทั้งรายได้จากยอดวิวด้วยว่า
 
          "เรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะในเมืองไทยปัญหานี้บนยูทูบมีเยอะมาก เรียกว่าเป็นปัญหาระดับต้นๆ เลย บางทีเราเข้าใจว่าเราสามารถเอาเพลงคนนั้นมายำๆ รวมกันเป็นคอนเทนท์ใหม่ขึ้นมาเป็นสิทธิของเรา ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งตรงนี้เราจะทำความเข้าใจธุรกิจที่มันเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เหล่านี้ที่มันถูกต้องจะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลังให้กับคนที่จะมาร่วมงานกับเราด้วย ส่วนยอดวิวมันก็มีส่วนเหมือนกันครับกับการได้รายได้เข้ามา แต่ว่าการทำธุรกิจบนยูทูบรายได้เขาจะมาจากค่าโฆษณา การคิดเฉลี่ยต่อวิวมันไม่ได้ตายตัว แต่มันจะแปรผันกับรายได้ของยูทูบในแต่ละประเทศที่คลิปวิดีโอของเราไปฉาย เหมือนตอนนี้ถ้าเกิดเป็นค่าต่อคลิก (CPM) ในเมืองไทยมันจะตํ่ามากประมาณ 2 บาทกว่าๆ เท่านั้นเอง ในขณะที่อเมริกายอดต่อการคลิก 1 ครั้งมันจะประมาณ 27-28 บาท มันเลยเป็นจุดที่ว่าเราน่าจะโฟกัสว่า คอนเทนท์ที่เราสร้างขึ้นมาในเมืองไทย เราต้องสร้างให้มันเป็นสากลมากขึ้นได้ไหม เราจับตลาดโลกได้ไหม เช่น มิวสิกวิดีโอกังนัมสไตล์ 95% ของเพลงนี้มาจากต่างประเทศหมดเลยมีแค่ 5% ที่มาจากภายในเกาหลี"
 
          ส่วนการลงทุนโดยเฉพาะเรื่องมิวสิกวิดีโอที่หลายคนยังกังวลและคิดว่าต้องลงทุนมาก ผู้บริหารหนุ่มจากท็อปไลน์ดิจิทัลบอกว่า
          "พอมาเป็นแพลตฟอร์มในยูทูบแล้วมันไม่ต้องใช้งบประมาณสูงๆ หรือทำให้มิวสิกวิดีโอมันอลังการ มันอยู่ที่ไอเดียมากกว่า ที่เราต้องการบอกคนที่เข้ามาชมว่า นี่เป็นไอเดียเรา ตัวตนของเรามันจะมีประโยชน์มากกว่าการที่เราไปทุ่มงบสูงๆ ทำให้ใครก็ได้เข้ามาสู้ธุรกิจของยูทูบได้ ถ้ามีตรงนั้นไม่จำเป็นต้องมีทุนมหาศาล ที่เราดูอยู่ก็มีหลายตัวที่ทำกันง่ายๆ แต่มันโดนใจคนดู บางทีใช้งบถ่ายทำไม่กี่พันบาท ถ้าคนดูเขารับไอเดียเราแล้วชอบเขาสามารถดูซํ้าแล้วซํ้าอีกแล้วก็เอาไปแชร์ต่อ เรามีแผนที่จะขยายไปสู่ตลาดเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งเราก็ได้คุยไว้ระดับหนึ่งแล้วคือถ้าใครที่ยังไม่พร้อมเราก็พร้อมเป็นระบบหลังบ้านให้กับเขาเพื่อให้เขาก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจได้โดยไม่ต้องรอให้ยูทูบเปิดในประเทศของเขา"
 
          "กอล์ฟ" พงษ์ศักดิ์ เสริมถึงการเติบโตของธุรกิจยูทูบว่ายังจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีกฉะนั้นเรื่องลิขสิทธิ์จึงต้องให้ชัดเจนโดยเฉพาะกับเพลงลูกทุ่ง
 
          "ตลาดยูทูบที่ผ่านมาในประเทศไทยโตกว่า 20% จากรายได้ของโฆษณาที่เขามาลง รายได้รวมๆ อยู่ที่ 5 พันล้าน ปีนี้เขาคาดการกันว่าจะโตขึ้นอีก 25% ตอนนี้บุคลากรทางด้านนี้ค่อนข้างหายาก ยูทูบค่อนข้างเป็นอะไรที่ใหม่ในบ้านเรา เราฝึกฝนคนรุ่นใหม่ขึ้นมาก็เริ่มมีทีมงานที่แข็งแรงขึ้น มันยากตรงที่ว่าบางทีสิ่งที่เรารู้มาในอดีตมันผิด เช่น รายได้จากยูทูบมาจากอะไร เมื่อก่อนเราเราเข้าใจว่า 1 พันวิวได้ 1 เหรียญ ซึ่งมันไม่ใช่เลยมันแปรผันไปหมดอย่างที่บอก เรื่องลิขสิทธิ์คือมันเปลี่ยนไปหมด พอเรามาดูลึกๆ ยูทูบซีเรียสเรื่องลิขสิทธิ์มากฉะนั้นปัญหาของคนไทยส่วนหนึ่งคือไม่เข้าใจเรื่องนี้ คนที่เข้ามาร่วมงานก็ยังไม่เข้าใจโดยเฉพาะเรื่องเพลงจะซับซ้อนมากเพราะสิทธิ์หลักๆ ของเพลงบนยูทูบมันจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ มิวสิกวิดีโอ คำร้องทำนอง เรียบเรียงเสียงประสานหรือดนตรี และทั้ง 3 ส่วนมันทับซ้อนกันอยู่ทั้งหมดเลย แต่ในการที่เราจะแสดงว่ามันเป็นสิทธิ์ของเรา มันจะต้องแยกบางครั้งเราเข้าใจว่าเราไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์เขา หรือเอาแค่ดนตรีมาประกอบก็ถือว่าละเมิดในส่วนของดนตรีกรรมแล้ว ถ้าเราเป็นคนสร้างผลงานนั้นขึ้นมาเองก็จะไม่มีปัญหา ซึ่งถ้าเกิดการละเมิดจริงๆ ทางยูทูบก็จะไปลงโทษกับคนที่นำคอนเทนท์นั้นมาใส่และอาจจะถูกปิดแอคเคาท์ ถูกลบวิดีโอ เดี๋ยวนี้มันจะมีการอนุญาติเผยแพร่ทางสื่อดิจิทัล"
 
เบิ๊บตรงนี้
“ตอนนี้ตลาดดิจิทัลมันโตมาก สิ่งที่คนไทยยังขาดอยู่ก็คือความรู้ที่จะพัฒนาในส่วนของแชลแนลตัวเอง”
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง