บันเทิง

'บางระจัน':ตอนที่5-6

'บางระจัน':ตอนที่5-6
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

'บางระจัน':ตอนที่5-6

 
ตอนที่ 5 
 
          ทัพหลับอยู่ด้วยความอ่อนเพลีย ทหารอังวะ 2 คน ย่องเข้ามาเตรียมจะฟัน ทัพรู้สึกตัว ยกดาบขึ้นยัน สองฝ่ายต่อสู้กัน ทหารอังวะอีกกลุ่มเข้ามารุมทัพอีก ฟัก เคลิ้ม ช่วง เอิบ เข้ามาช่วย ทหารอังวะตายเรียบ
 
          ทัพนั่งอยู่ท่ามกลางทุกคนที่ล้อมก่อไฟกองเล็กๆ ไม่ให้เป็นที่สังเกตกับข้าศึก
 
          "เห็นทีกระทุ่มด่านจะไม่ปลอดภัยอีกแล้ว ทหารที่พวกเราฟันเป็นผีเฝ้าป่า มันคือกองลาดตระเวน ต่อไปที่นี่ต้องมีกองทหารมันขึ้นมากวาดเสบียงเต็มทุ่งแน่" เคลิ้มหวั่น
 
          "ศัตรูเข้ามาใกล้อย่างนี้ ดาบเราคงได้ชุ่มเลือดทุกวัน" ฟักเปรย
          "พี่ทัพคิดว่ายังไง" ช่วงถาม 
          "ถ้าไอ้พวกลาดตระเวนที่เราฟันมันไม่กลับไปที่ค่าย พวกมันก็คงต้องยกไพร่พลเดินทัพมาที่นี่เพื่อปราบเรา มันคงรู้แล้วว่า          คนกระทุ่มด่านซ่องสุมต่อต้านมัน"
          "พี่ทัพกลัวว่ากระทุ่มด่านจะกลายเป็นทุ่งนองเลือด" เอิบถาม
          "ถ้าอย่างงั้นจะหนีไปไหนก็คงไม่พ้น" ฟักบอก 
          "มันมาก็ฟันกันให้ยับไปข้างหนึ่ง" เคลิ้มฮึกเหิม
 
          "ระหว่างทางมานี่ ข้าได้ช่วยพวกอพยพที่มาจากสามโก้ มีหญิงคนหนึ่งชื่อสไบ ถูกทหารอังวะจับตัวไปที่ค่ายเก็บเสบียงแขวงวิเศษไชยชาญ สไบเล่าให้ฟังว่าพวกมันกวาดต้อนเสบียงอาหารเก็บไว้มากมายสุดจะนับ กวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลยทำงานให้มันก็มาก แสดงว่ามันขนทหารมาเป็นภูเขาเลากา คงตั้งใจจะลบชื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นแน่" 
 
          "แผ่นดินปู่ย่าตายายของเรา จะไม่มีลูกหลานไทยคนไหนยอมยกให้มันง่ายๆ ดอก เราจะสู้" ฟักมุ่งมั่น 
 
          "กูก็จะสู้ ถึงได้ชื่อว่าเป็นคนหนีทัพ กลายเป็นโจร ก็ขอให้กูได้ภูมิใจว่าโจรอย่างกูจะปกป้องบ้านเมืองด้วยเลือดด้วยเนื้อไม่ต่างจากทหารคนใด โจรไพร่อย่างกูจะขอเอาเลือดเนื้อแลกเพื่อให้พี่น้องไทยของเรารอด หลับและตื่นจะต้องเป็นสุขทุกวัน" ทัพยืนกรานหนักแน่น 
 
          กองเรือกรุงศรีอยุธยาระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่ค่ายกระโจมย่อยริมน้ำของพวกอังวะ ทหารเรือกรุงศรีพากันตะลุมบอนกับทหารอังวะอย่างถวายชีวิต 
          ใจกำลังดูแลดอกรักอยู่ จาดบดยาให้ แล้วนำมาทาที่แผลดอก
          "ตอนนี้ชาวบ้านพากันอพยพหนีศึกขึ้นไปทางเหนือ" เจิดบอก 
          "เห็นทหารกรุงมาตั้งทัพช่วยที่ใดบ้าง" จาดถาม
                    "ยังไม่เห็นเลย แต่มีทหารกรุงศรีบางกองเอาเรือติดปืนใหญ่ตามขึ้นมายิงพวกอังวะ แล้วก็ถอยกลับเข้ากำแพงไป"
          "พี่ชายสไบดีขึ้นแล้ว เอาตัวมันไปปล่อยไว้ชายป่าด้านโน้น ทิ้งยากับน้ำไว้ให้ก็พอ" 
          จาดสั่ง ใส่ท้วงขึ้น "ถ้ารออีกหน่อย"
 
          "เราเสียเวลามากแล้ว ใจ" 
          "แต่หากช่วยแล้วต้องช่วยให้ตลอด" 
          "อยากเป็นคนดี นักรึ ระวังไว้ให้ดีเถอะแกเองจะเดือดร้อน"
          จาดหันหลังจะออกไปด้วยความไม่พอใจ เจิดรีบไกล่เกลี่ย
          "ใจ เราช่วยครอบครัวสไบมาหลายหนแล้ว ความจริงเราไม่ควรให้คนพวกนั้นเข้ามาใกล้เรามากนัก อย่าลืมซิว่า"
          "แต่ข้าปล่อยให้ดอกรักตายไม่ได้" 
          "งั้นเองก็เลือกเอาว่าจะเดินทางต่อไปกับข้าและอูทิน หรืออยู่ช่วยมันจนมันหาย"
          จาดยื่นคำขาด ใจเศร้า ดอกรักนอนลืมตา ฟังการโต้เถียงกันมาตั้งแต่แรก
          "ใจ"  ใจรีบหันไป 
 
          "พ่อข้าให้ยามารักษาเองด้วย ข้าจะต้มยาให้เอง"
          ดอกรักมองใจด้วยสายตาขอบคุณ ซึ้งใจ พยายามยันตัวขึ้น แต่เจ็บแผล ใจต้องห้าม
          "ข้าอยากไปหาสไบ ข้าไปได้"
          "ข้ารู้ว่าอยากไปหาสไบ"
          "ไอ้ใจเอ็งรักสไบหรือเปล่า"
          ใจมองหน้าดอกรัก ตอบไม่ถูก
          "บอกมาตรงๆ ว่าเอ็งรักสไบหรือเปล่า"
          "ข้าช่วยสไบเพราะสงสาร"
 
          "ข้า อาแสงกับสไบเป็นหนี้ชีวิตเอ็ง ข้าขอบใจเอ็งมาก มีโอกาสเมื่อใด ข้าจะชดใช้ ไม่รีรอ แต่สำหรับเรื่องสไบ ข้าขอเตือนเอ็ง สไบโตมากับข้า ข้าเห็นสไบเป็นเหมือนน้อง ข้าไม่อยากให้สไบเสียใจ" 
 
          "เองไปพักเถอะ รอข้าต้มยา กินยาที่พ่อข้าให้เสียก่อน แล้วค่อยเดินทางกัน"
 
          ใจยิ้มให้ เดินห่างออกมา เศร้าที่ต้องปิดบังความในใจเรื่องสไบ
 
          ทัพกำลังดูแลอ้ายเลาอยู่กับพวก ฟัก เคลิ้ม เอิบ ช่วงวิ่งมาจากป่าด้านหลัง รายงานว่าเจอพวกอพยพเล่าว่าพวกทหารอังวะลาดตะเวณอยู่มากมาย ทัพสั่งให้ผลัดกันเฝ้าเวรยาม
 
          ในป่าเขตกระทุ่มด่านสังข์กับขาบนำทหารกรุงติดตามมาด้วย 5 คน ขาบดึงม้ามาใกล้สังข์
          "นายกอง เราให้พวกครัวพัก แล้วเดินทางแยกมาจับไอ้ทัพอย่างนี้ มันจะเสียเวลา เข้ากรุงนะ"
          "ไอ้ขาบ เอ็งนี่มันตาขาวจริงๆ"
          ขาบหน้าเสีย เมื่อสังข์ด่าเสียงดัง
          "ถ้าเอ็งกลัวไอ้ทัพจนขี้ขึ้นหัว ก็ชักม้ากลับไปซะ อย่ามาพูดให้ข้ารำคาญใจอีก"
 
          "ฉันไม่ได้กลัวไอ้ทัพ ห่วงแต่ว่าศึกมาประชิด ถ้าทางกรุงต้อนคนเข้าประตูเมืองหมด เราจะทำยังไง"
          "ข้าเป็นใคร นายกองสังข์ ทหารของคุณพระนาย ใครมันก็ต้องให้ข้าผ่านไป ข้าจะบอกอะไรให้นะไอ้ขาบ ยังเป็นแค่หัวหมู่เพราะเอ็งมันขี้ตื่น ขี้กลัว" 
          สังข์หันมามองขาบวางท่าเหนือกว่าทุกอย่าง
          "ข้ารู้ว่าเอ็งเป็นยังไง แต่ไม่เคยรังเกียจ เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนกันมา เอาเอ็งติดสอยห้อยตามมาด้วยเพราะอยากให้เอ็งได้ดิบได้ดี"
          ขาบมองสังข์แววตาเก็บกดไม่พอใจ แต่ก็จำต้องพูดออกไปอีกอย่าง
          "ขอบน้ำใจนายกองเหลือเกินที่ช่วยอุปถัมภ์ค้ำชูฉัน วันหนึ่งฉันคงได้ตอบแทน" 
          "เอ็งไม่ต้องคิดจะตอบแทนข้าหรอก ลำพังเอาตัวให้รอดซะก่อน ข้าต้องช่วยคน ช่วยเพื่อน หนุนบารมีอยู่แล้ว" 
          "เสียดายไอ้ทัพมันไม่อยู่เป็นฐานบารมีของนายกอง"
          สังข์มัวปลื้มเปรมวางท่า เลยไม่ทันเห็นสายตาแดกดันของขาบ
 
          "ไอ้ทัพ มันโง่กว่าเอ็งอีกน่ะสิ ถ้าเชื่อข้าสักนิด ข้าก็อยากจะอุ้มชูมันกับนังจวง น้องสาวมันอยู่แล้ว"
          สังข์หัวเราะ ขาบดึงม้าตามไปใกล้ๆ
          "ไว้เจอตัวมัน จับมันไปรับโทษครานี้ให้สำนึก มันจะได้จดจำชื่อข้า ว่านายกองสังข์ มีบุญมีคุณกับชีวิตมันแค่ไหน"
          สังข์เร่งม้าเร็วออกไป ขาบมองสังเวชใจ กับความกร่างของสังข์ 
 
          ทัพบอกกับฟักและพวกว่าเขาจะไปลาดตะเวณดูใกล้ๆ เขาควบอ้ายเลามาถึงชายป่า อ้ายเลาทำจมูกฟืดฟาดแล้วหยุดเดิน ทัพมองไป เห็นกลุ่มม้าที่ดาหน้ามาเป็นแถว สังข์ ขาบ ยืนนำอยู่
          "ในที่สุด เอ็งก็ไม่รอดมือข้า"
          "เอ็งกับข้าคงต้องจองเวรกันไปถึงชาติหน้า ไอ้สังข์"
          "จับมัน"
 
          ขาบนำทหารกรุง 4 คน พุ่งม้าเข้ามาหาทัพ ทัพกำดาบเตรียมสู้ แต่ขาบถีบเข้ากลางตัวทัพ ทัพเสียหลักหงายตกลงมา ทหารกรุงเข้าจับตัวทัพไว้ สังข์เดินมาเตะเข้าหน้าทัพกระเด็นล้มไป ขาบได้แต่มอง ทัพเงยมา เลือดกลบปาก สังข์หัวเราะ แล้วเตะเข้ากลางตัว ทัพตัวงอ
          "เอ็งทำกูไว้มากนะไอ้ทัพ นี่ยังน้อยไปสำหรับโทษขบถหนีทัพอย่างเอ็ง"
          "ถ้ากลัวตาย ก็ฆ่าข้าซะ ไอ้สังข์ อย่ามัวแต่เห่าหอนให้หนวกหู"
          "จับมันเถอะ นายกอง แล้วเราจะรีบพามันไปรับโทษ"
          "เอ็งเป็นใครไอ้ขาบ ถึงมาสั่งข้า"
          ขาบเงียบแต่ทัพมองแล้วเยาะ
          "เอ็งเคยเห็นอึ่งอ่างมั้ยวะ ขาบ อึ่งอ่างที่มันพองตัวให้ใหญ่จนท้องแตกตาย เพราะคิดจะอวดศักดิ์อวดศรี"
 
          สังข์พุ่งเข้ามาเตะทัพ แต่ทัพรอโอกาสอยู่แล้ว โหนตัวขึ้นด้วยแรงที่ทหารกรุงยึดแขนไว้สองข้าง ถีบเข้ากลางอกสังข์ สังข์หงาย ทัพหันมาเหวี่ยงทหารสองคนเข้าชนปะทะกันเอง ทหารหลุดมือที่จับทัพไว้ ขาบถอยไปขึ้นม้า กำดาบไว้ ระวังตัวเต็มที่ สังข์ลุกขึ้นเห็นทัพกำลังเตะ ถีบทหารล้มคว่ำไป ก็ตะโกนสั่ง 
          "ฆ่ามัน"
          ทหารรุมเข้าไป ทัพกำดาบ แต่ยังไม่ดึงออกจากฝัก
          "ถอยไป ดาบข้าไม่ได้มีไว้ดื่มเลือดไทย"
          ทหารยังล้อมทัพไว้ ไม่กล้าเข้าไป สังข์ตะโกนเร่ง
          "ฆ่ามันสิวะ"
 
          ทหารพุ่งเข้าไป หมายจะฟันแต่ทัพเอาดาบรับ ทหารคนหนึ่งฟันทัพจากด้านหลัง ทัพสะดุ้ง สังข์ ขาบเห็นรอยดาบหลังทัพ เลือดซึมออกมาจากแผลยาว
          "รุมมันให้ตาย กูอยากเห็นไอ้ทัพขาดใจ" 
          สังข์ตะโกนสั่งบ้าเลือด ลืมตัว ทหารพากันเข้ามารุม จนทัพจำต้องชักดาบออกไปสู้ อ้ายเลาวิ่งไปจากตรงนั้นทันที
          ทัพตะลุยฟันทหารกรุงล้มตายไปคนหนึ่ง สังข์กับขาบตกใจ 
          "ไอ้ทัพ มึงฆ่าทหารหลวง"
 
          ทหารคนหนึ่งลอบเข้ามาฟันซ้ำที่กลางหลัง ทัพเซล้มไป ทหารพุ่งตามมาจะแทงดาบแต่เจอทัพพุ่งดาบสวนไปเข้ากลางท้อง ล้มลงขาดใจตายเป็นคนที่ 2 สังข์ ขาบเห็นทหารเหลืออีก 3 คน 
          "พวกเอ็งคนไหนกุดหัวไอ้ทัพได้ กูจะอวยยศให้"
          ขาบสีหน้าไม่ดี ตรงข้ามกับสังข์ที่ท่าทางบ้าเลือดจนลืมความเป็นเพื่อน
          "เข้าไปสิวะ ฟันมัน มึงมีตั้งสามกลัวมันทำไม"
          ทหารรุมเข้ามา ทัพพยายามหลบ แต่โดนฟันลงอีกแผลที่แขน ทัพถึงกับดาบหลุดจากมือ สังข์มองแล้วดีใจ
 
          อ้ายเลาวิ่งกลับมา เอิบ ช่วงกำลังหลับ อ้ายเลามาใกล้แล้วสะบัดหัว ร้องเสียงดัง เอิบ ช่วงตกใจ อ้ายเลาสะบัดหัว หันไปทางที่วิ่งมา เอิบนึกสังหรณ์ ช่วงรีบวิ่งไป เอิบเป็นห่วงทัพ
          ทัพกำลังโดนรุมจากทหารกรุง 3 คน ขาบเห็นใจทัพ
          "ไอ้ทัพ ยอมให้จับเถอะ โทษมึงจะได้เบาลง"
          ทัพหูอื้อไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น พยายามป้องกันชีวิตตัวเอง
          ฟ้าแลบแปลบปลาบ เฟื่องนอนพลิกกระสับกระส่าย อยู่ๆ ก็ลุกขึ้น แฟงตกใจตื่น มองพี่สาว
          "พี่เฟื่อง เป็นอะไร"
          จวงกับสไบตื่นขึ้นมาดู เฟื่องหายใจแรง สีหน้าซีดขาว เอ่ยขึ้นด้วยความหวาดหวั่น
          "พี่ฝัน ฝันว่าพี่ทัพเลือดท่วมตัว" 
          แฟง สไบ จวง หน้าเสีย 
 
          ทัพเลือดท่วมตัวจากแผลที่ถูกฟันทั้งสามแผล ขาบมองไม่สบายใจ ทหารพุ่งเข้าหา แต่ทัพฝืนเจ็บ ทั้งฟันทั้งแทงด้วยฝีมือดาบที่มีชั้นเชิงกว่า จนล้มตายไปอีก 1 ทหารที่เหลืออีก 2 ต่างช่วยกันรุม สังข์รีบขึ้นม้า เริ่มหวาดกลัว 
          "ไอ้ทัพ มึงฆ่าทหารหลวงตาย"
 
          ทัพฟันทหารคนที่ 4 ล้มลงตายกับพื้น แล้วหันมามองสังข์กับขาบด้วยสายตากร้าว ทหารที่เหลืออีก 1 ผงะถอย ทัพยันตัวลุกขึ้น ขาบค่อยๆ ดึงม้าถอยแบบเตรียมพร้อม สังข์ข่มความกลัว ตะโกน
          "มึงฆ่าทหารกรุงศรี ไอ้ทัพ มึงเป็นขบถ วางดาบซะ กูบอกให้วางดาบ"
          ทัพไม่วางดาบ กำแน่น เดินตรงเข้าหาสังข์กับขาบ
          "มึงอยากได้หัวกูไม่ใช่หรือไอ้นายกองสังข์ เข้ามา กูจะยอมให้เกลอรักตัดหัว เอาไปปูนบำเหน็จตัวเอง"
          "มึงอย่าท้า กูไม่กลัว"
 
          "กูไม่ท้า เข้ามาไอ้สังข์ ไอ้ขาบ ถ้ากูจะต้องตายด้วยมือเกลอรัก กูยอม กูจะได้จำไว้ว่ากูถูกเกลอทรยศ เพราะเห็นแก่ลาบยศ ความเป็นใหญ่ ลาภ ยศ อำนาจ มันบังตาพวกมึงจนไม่เห็นแก่ความสัตย์ซื่อใดใดแล้ว"
          ทัพมองจ้องสังข์ ขาบ เดินย่างสามขุมเข้าหา 
          "ขอให้กูได้มองหน้าเกลอรักจนวินาทีสุดท้าย" 
          ขาบฟังแล้วขนลุก หวั่นกับแววตาของทัพ สังข์ชักดาบออกมากำดาบแน่นพร้อมฟัน
          "ไอ้ทัพ อย่าเข้ามา เดี๋ยวมึงคอขาดจริงๆ" ขาบเตือน
          "โทษกูมันขบถแล้วไม่ใช่หรือ นายกองสังข์ ฟันกูเลย พ่อแม่พี่น้องกูจะได้พ้นผิด" 
          "กูบอกว่าให้หยุดอยู่ตรงนั้น" ขาบเตือนอีก
 
          "กูหยุดไม่ได้แล้วไอ้เกลอยาก ถ้าวันนี้กูไม่ตาย มึงก็ตาย เท่านั้น"
          "นายกองสังข์อย่าอยู่เลย ไอ้ทัพมันกำลังบ้าเลือด"
          ขาบนึกกลัว ดึงม้าวิ่งถอยหนีไปก่อน ทหารที่เหลืออีกคนรีบขึ้นมาควบตาม
          "ไอ้ขาบ ไอ้ขาบกลับมา" สังข์ร้องเรียก
          "ว่ายังไง นายกอง จะต้องนอนตายเป็นผีตรงนี้คนเดียวแล้ว"
 
          ทัพพุ่งเข้ามา สังข์ดึงม้าให้เตะทัพ ทัพกระโดดล้มลงหลบได้หวุดหวิด สังข์ดึงม้าพุ่งเข้ามา ทัพยกดาบขึ้น ม้าตกใจ สังข์บังคับม้าไม่ให้ตื่น ทัพได้โอกาสวิ่งเข้ามาใกล้ สังข์เห็นเสียทีจึงชักม้าควบออกไปจากตรงนั้น หนีตาย 
 
          ทัพยืนอยู่เลือดท่วมร่าง เคลิ้มขี่ม้า นำฟัก เอิบ ช่วง เข้ามา เห็นทัพมีบาดแผล ร่างสะบักสะบอม ยืนอยู่ท่ามกลางศพของทหารกรุงทั้ง 4 ศพ ทัพมองศพทหารแล้วเอ่ยขึ้นอย่างขมขื่น 
 
          "เพราะไอ้คนทรยศ ที่เห็นแก่สุขข้างตัวเหนือความเป็นเกลอร่วมตาย ทำให้ข้าต้องมายับ เพราะหันสู้กับพวกเดียวกัน ทหารพวกนี้มันต้องทำหน้าที่ ต้องตายเพราะมีนายชั่ว" 
 
          ทัพเอาดาบตัวเองที่เลอะเลือดถากลงไปในต้นไม้ใหญ่ ถากลงไปอย่างแรงหลายทีด้วยความผิดหวัง
 
          "ทุกคนเป็นพยาน เลือดนี่เป็นเลือดข้าแผ่นดิน เลือดทหารที่ข้าเคยลั่นปากว่าจะไม่หันคมดาบฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ข้าไม่รู้จะขอขมาโทษกับพ่อแม่ญาติพี่น้องทหารพวกนี้ได้อย่างไร ครอบครัวข้างหลังจะร่ำไห้เฝ้ารอหาคนที่รักอีกนานแค่ไหน"
ทุกคนมองทัพซึ่งรู้สึกผิดบาปต่อคำสัตย์ที่เคยให้ไว้
 
          "ข้าขอขมาต่อเลือดไทยทุกชีวิต ขอเชิญผีเจ้าของเลือดมาเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้นี้ จะชื่อเรียงเสียงไรก็แล้วแต่ ชีวิตดับแล้วไปอยู่หนไหน แต่เลือดพวกเอ็งจะติดไม้กร่างนี้อยู่ให้คนบูชาตลอดชีวิตไม้" 
          ทัพก้มลงกราบศพทหารกรุง ที่นอนตายด้วยคมดาบของตน
          "ข้าขออโหสิต่อพี่น้องคนไทยด้วยกัน ขออโหสิให้ข้าด้วย" 
          ทัพน้ำตาหยดด้วยความปวดร้าวเสียใจที่ต้องฆ่าคนไทยกันเอง 
          ขาบนอนพักเอาแรงใต้ร่มไม้ สังข์พุ่งเข้ามาเหยียบอก ขาบตื่นทันที
          "เมื่อคืนทำไมเอ็งหนี ทำไมเอ็งไม่ฟันไอ้ทัพ เอ็งขัดคำสั่งข้า"
          "ข้าทำไม่ได้"
          "ไอ้ขี้ขลาด"
          "ไอ้ทัพมันเกลอเรา" 
          สังข์ชะงัก ขาบอึดอัด
 
          "ยังไงก็คนบ้านคำหยาดเหมือนกัน" 
          "ถุย เอ็งกลัวมัน"
          "ใช่ ข้ากลัว เพราะถ้าไอ้ทัพไม่ลั่นปากไว้ว่าจะไม่ฆ่าเพื่อน เราคงตายไปตั้งแต่แรกแล้ว"
          สังข์อึ้งเมื่อขาบเอ่ยเตือนสติให้รู้ว่าทัพไม่คิดจะฆ่าตัวเองกับขาบเลย
 
          "ถ้าไอ้ทัพมันหันคมดาบมาหาเรา มีหรือเราจะรอดมาถึงนี่ เราก็ต้องตายเป็นผีเฝ้าป่าเหมือนทหารพวกนั้น ลาภ ยศที่นายกองบอกจะให้ มันเอาไปใช้ในนรกไม่ได้เลย"
          ขาบแววตาจริงจังหนักแน่น เดินไปขึ้นม้า สังข์เถียงไม่ออก
 
          "ขึ้นม้าเถอะ นายกอง งานของเราคือต้องต้อนครัวไทยเข้ากรุงศรี เราปล่อยให้พวกมันพักรอเราที่สะแกโทรมอยู่นานแล้ว งานนี้ต่างหากที่นายกองต้องทำ ไม่ใช่ตามไล่ฆ่าคนบ้านเดียวกัน"
          สังข์ค่อยๆ ขึ้นม้าไม่พูดอะไร 
 
          สไบกับแฟงถือเคียวเดินมาในนา จะไปเกี่ยวข้าว แต่เห็นทหารอังวะ 5 คน ขี่ม้ามา จึงรีบกลับไปบอกคนที่บ้านพัน พันสั่งให้ทุกคนเก็บข้าวของเตรียมหนี แต่แฟงยังอยากจะรอทัพ 
          "พี่เฟื่อง เราต้องรอพี่ทัพนะ พี่ทัพต้องกลับมาช่วย เราไปกันหมดแล้วพี่ทัพจะตามเราเจอได้ยังไง"
          เฟื่องตัดสินใจลำบาก แฟงมองพี่สาวด้วยแววตาวิงวอน เพราะเชื่อมั่นในตัวทัพ 
 
จบ ตอนที่ 5
 
0000000000000
 
บางระจัน ตอนที่ 6
 
 
          ทัพเพ้อเพราะพิษบาดแผลที่ถูกฟัน ทุกคนมองอย่างเป็นห่วง ฟักคิดว่าถ้าสภาพนี้ทัพคงไปไม่ถึงกระทุ่มด่านแน่ ช่วงยกมือพนมเหนือหัว
 
          "คุณพระคุณเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีป่า ผีไพร คุ้มครองพี่ทัพด้วยเถิด วิญญาณไพร่พลที่ตายลงด้วยดาบพี่ทัพ อโหสิให้พี่ทัพด้วย แกทำเพราะเกลอรักมันทำเลวกำแหงใส่ ไม่ได้จงใจฆ่าพี่น้องไทยด้วยกันเลย" 
          ทัพสั่นไปทั้งร่าง ครางฮือ เอิบยกมือพนมเหนือหัวไปด้วย
 
          "พี่ทัพเป็นคนดี ไม่มีพี่ทัพเสียคน ข้าศึกมันคงได้ใจ ไม่มีคนสับคอพวกมันให้แหลก หากมีอะไรแลกกับชีวิตพี่ทัพได้ แม้แต่ชีวิตไอ้เงิบ พญามัจจุราชอย่าเพิ่งมาเอาชีวิตคนดีๆ ไปเลย"
          ช่วงกับเอิบยกมือพนมเหนือหัว ทัพสั่นกระตุกไปทั้งร่างอย่างแรง ก่อนจะหยุดนิ่ง สลบไป 
          กลุ่มของพันกับผู้ใหญ่แสงกำลังเตรียมขบวนย้ายขึ้นเกวียน แฟงพยายามอ้อนวอนเฟื่องให้รอทัพก่อน
 
          "แฟง แฟง ฟังพี่นะ ไม่ว่ายากลำบากแค่ไหน พี่ทัพต้องตามหาเราเจอ ตอนนี้เราต้องพาแม่กับทุกคนไปจากกระทุ่มด่านก่อน เราต้องรักษาชีวิตไว้เจอพี่ฟักพี่ทัพ เชื่อพี่นะแฟง"
          "พี่เฟื่อง"
          "ไม่ต้องกลัวนะ แฟง เสร็จศึก พี่ทัพจะต้องตามไปรับเราทุกคนกลับบ้าน"
          เฟื่องยิ้มแล้วผละไปที่เกวียนที่จันทร์กับเฟี้ยมช่วยขนของขึ้นเกวียน แฟงมองขบวนเกวียนและทุกคนที่กำลังวุ่นวายแล้วตัดสินใจ หันไปหยิบขวาน 
          "ฉันจะไม่หนี พวกข้าศึกมันต้องรู้ว่าคนอย่างนังแฟง ยอมตาย"
 
          แฟงวิ่งออกไปทางป่า โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็น เฟื่องขึ้นเกวียนเสร็จหันมามองน้องสาว ไม่เจอ คิดว่าแฟงต้องไปตามทัพ เฟื่องจะตามน้องสาวไปด้วยความเป็นห่วง แต่พันห้ามไว้ เฟื่องใจจะขาดเมื่อนึกถึงความบ้าบิ่นของน้องสาว
 
          แฟงวิ่งมาในนา กำขวานแน่น มองไปรอบๆ เจอทหารอังวะ 5 คน พวกนั้นพอเห็นผู้หญิงก็หัวเราะ หน้าตาหื่นกระหาย คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจะจับ แฟงฟันขวานลงฉับ ข้อมือทหารขาด เลือดกระฉูด 
          "พวกมึงเข้ามาเลย ตายเสียตรงนี้ด้วยกัน พ่อแม่พี่น้องกูจะได้ปลอดภัย"
          ทหารพุ่งเข้ามา ตบแฟง แล้วแย่งขวานไป เงื้อขวานจะฟัน แฟงหลับตา ยอมตาย แต่แล้วใจกับดอกรักพุ่งมาช่วย จัดการ          ทหารอังวะจนล้มตายไปทั้งหมด 
          แฟงพาใจกับดอกรักมาที่บ้านพัน ซึ่งทุกคนยังไม่ได้ออกเดินทาง สไบดีใจที่ดอกรักยังไม่ตาย และยังได้เจอใจอีกครั้ง 
          "พี่สองคนนี้ช่วยฉันไว้จากพวกข้าศึก" 
 
          แฟงยิ้มอวด แต่พอหันมา เฟื่องเงื้อมือตบหน้าแฟงอย่างแรง แฟงอึ้ง ทุกคนมองตกใจ แฟงกุมแก้ม มองเฟื่องด้วยสายตาผิดหวัง
          "สนุกนักหรือแฟง รู้มั้ยว่าทุกคนเขาเป็นห่วง" 
          "ฉันผิดด้วยหรือพี่เฟื่องที่อยากไปฟันพวกอังวะ" 
          "ผิด ดูตัวเองสิแฟง ตัวเองเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"
 
          "แล้วผู้หญิงมันจะสละชีวิตเพื่อป้องกันบ้านเมืองไม่ได้หรือ หรือว่าพอเป็นผู้หญิงก็มีหน้าที่แค่เก็บผ้าผ่อนหนีแต่ข้างเดียว ผู้หญิงมันจะจับขวานจับดาบสู้ศึกเยี่ยงชาย เพื่อปกป้องพ่อแม่พี่น้องตัวเองไม่ได้เลยเชียวหรือ" 
          แฟงย้อนถามด้วยเสียงอัดอั้น แล้ววิ่งหันหลังหนี เฟื่องวิ่งตามไป
          "ฉันไม่กลัวหรอก ชีวิตหนึ่ง ถ้าจะให้แผ่นดินได้ ฉันไม่กลัวตายเลยสักนิด"
          "แล้วชีวิตพี่ ชีวิตแม่ล่ะ แฟง เราจะอยู่กันยังไง ถ้าปล่อยให้แฟงไปถูกข่มเหง" 
          "พี่เฟื่องก็ดูแลแม่ไป แม่รักพี่เฟื่อง"
          "แม่รักทุกคน" 
 
          "ไม่จริงหรอก พี่ฟัก พี่เฟื่องเป็นลูกรัก นังแฟงมันลูกชัง ให้นังแฟงมันตายเสียดีกว่า" 
          "แฟง เอ็งคิดน้อยใจประสาเด็ก"
                    "ฉันไม่เด็กนะพี่" 
          "ไม่เด็กยังไง เสียใจก็พาลว่าแม่ไม่รัก ไม่มีคนรัก เอ็งคิดจะไปตายแทนทุกคน แล้วคิดหรือไม่ว่าพี่ แม่ พี่ฟักจะอยู่อย่างไร พี่ทัพอีกล่ะ"
          แฟงหันมามองเฟื่องซึ่งอมยิ้มอยู่
          "ไม่มีแฟง พี่ทัพจะต่อปากกับใคร"
          "พี่ทัพเขาจะดีใจน่ะสิ พี่ทัพเขาชังน้ำหน้าฉันนัก" 
 
          "เอ็งคิดแบบเด็ก แต่พี่ก็นับถือน้ำใจเด็กอย่างเอ็งนะ แฟง แต่ครานี้ ยังไม่ถึงเวลาที่จะสละชีวิต เรายังต้องเจอศึกข้างหน้าที่ใหญ่กว่านี้ ลำพังทหารอังวะแค่หยิบมือ เอ็งไม่ควรวู่วามที่จะเอาชีวิตไปแลก พี่ทัพกับพวกผู้ชายสละความสุข กินนอนกลางป่า ซุ่มทำลายทหารอังวะ เพื่อให้เราได้อยู่รอด และรอจะได้กลับบ้าน เราต้องรักษาชีวิตไว้นะ แฟง ชีวิตเรามีค่าเพราะได้มาจากความเสียสละของคนที่เรารัก และรักเรา"
          แฟงมองพี่สาวด้วยสายตาอ่อนลง
          "ฉันขอโทษจ้ะพี่เฟื่อง ต่อไปฉันจะไม่ใจร้อนอย่างนี้อีก ถ้าฉันจะตาย ชีวิตเดียวของฉันจะต้องแลกกับชีวิตทหารอังวะเป็นร้อย"
          "พี่ไม่ให้น้องพี่ตายหรอก เดี๋ยวจะเหงาปาก" 
          สองพี่น้องหัวเราะให้กันด้วยความเข้าใจ 
 
          พันฟังดอกรักเล่าว่าฆ่าทหารอังวะไปหลายศพ แสดงว่าถึงเวลาที่พวกเขาต้องอพยพหนีแล้ว ใจบอกว่าเขาเดาว่าทหารพวกนั้นคงไม่ได้มาดูลาดเลา เพราะที่นี่ไม่ใช่ทางเดินทัพ ถ้าจะมาลาดตะเวณจริงๆ น่าจะมีทหารมากกว่านี้ คิดว่าเป็นพวกทหารหนีค่ายออกมาปล้นชาวบ้านมากกว่า 
          "หนีไปตอนนี้ ถ้าไม่หนีให้ดี ก็อาจจะเจอทัพใหญ่เข้าจริงๆ" ใจบอก
 
          "ฟังที่ไอ้ใจพรานหนุ่มพูดมันก็มีเหตุผลอยู่ เราตกใจ จะพากันหนีแบบกระต่ายตื่นตูม กลัวว่ากลางทางจะไปเจอภัยที่หนักกว่า ลูกเด็กเล็กแดงก็มาก" พันเห็นด้วยกับใจ
          "รอพี่ทัพก่อนมั้ยจ้ะอากำนัน พี่ทัพมาค่อยคุยกันว่าจะอพยพกันไปทางไหน" จวงเสนอ
 
          "ก็ดีเหมือนกัน รอไอ้ทัพมาเล่าความว่าพวกอังวะมาทางไหนบ้าง ถ้าไม่ผ่านทางกระทุ่มด่านบ้า
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง