
ปีมะเมียวงการหนังไทยยังคงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
02 ม.ค. 2558
เอกเขนกดูหนัง : ปีมะเมีย วงการหนังไทยยังคงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง : โดย...ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ปีมะเมีย ที่ผ่านมา เป็นปีม้าที่สร้างความคึกคักให้แก่วงการหนังไทย แต่เป็นความคึกคักแบบถดถอยเสียมากกว่า เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกสถิติเอาไว้ มีหนังไทยที่ทำรายได้น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เพียงแค่ 2 หมื่น 9 พันบาท เป็นหนังจากผู้สร้างอิสระเรื่อง "หมวยจิ้น ดิ้นก้องโลก"
ทว่า ปีมะเมีย ก็ยังเป็นปีม้าศึกคึกคะนองของจีทีเอช ค่ายที่มีหนังทำเงินเกินร้อยล้านถึงสองเรื่องในปีเดียวกัน ไม่เพียง "ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู้" จะทำรายได้แตะสามร้อยล้านบาท ครองแชมป์หนังไทยทำเงินสูงสุดประจำปีแล้ว หนังร้อยล้านอีกเรื่องของค่ายนี้คือ "คิดถึงวิทยา" ที่ได้ทั้ง บี้ เดอะ สตาร์ และพลอย เฌอมาลย์ ช่วยกันสร้างกระแส รวมถึง "ฝากไว้ในกายเธอ" หนังผีวัยรุ่นที่อาศัยพลังดาราจากซีรีส์ฮอร์โมน มาช่วยดันให้หนังเก็บเงินไปกว่า 68 ล้านบาท รายได้ของหนังทั้งสามเรื่อง คงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "จีทีเอช" คือแบรนด์ที่แฟนๆ ยังไว้ใจ พร้อมจะซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังของพวกเขาโดยไม่ลังเลใจ ไม่ว่าจะทำหนังเรื่องไหน แนวใดออกมา ก็จะมีแฟนหนังคอยให้การสนับสนุนอยู่เสมอ
แวดวงหนังอินดี้ ยังมีผู้สร้างอิสระหลายรายใจกล้าพาหนังตัวเองเข้าฉายชนหนังในกระแสหลักและหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู้ดอย่างไม่เกรงกลัว แม้สุดท้ายจำนวนมากกว่าครึ่งจะบาดเจ็บจากรายได้อันน้อยนิด ชนิดที่บางรายถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย เช่น ผู้สร้าง "ศรีธนญชัย 555+" ที่ลงทุนไปร่วม 10 ล้าน แต่กลับทำรายได้ไม่ถึง 3 แสนบาท ส่วนหนังที่เก็บเงินแค่หลักหมื่นตามรอย "หมวยจิ้น ดิ้นก้องโลก" มาติดๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้ง "รักฝังเขี้ยว" "ฟ้าแก้มโต" และ "หล่อลากไส้" แต่ที่กลายเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ก็คือ หนังพูดอีสาน เรื่อง "ผู้บ่าวไทบ้าน" ที่เริ่มต้นจากการตระเวนฉายในจังหวัดภาคอีสานและได้รับความนิยมถล่มทลายกวาดเงินไปกว่า 15 ล้าน ก่อนจะมีโอกาสเข้ามาฉายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในเวลาต่อมา
ในขณะที่หนังอินดี้ อาร์ตเฮ้าส์ ที่เข้าฉายแบบจำกัดโรง จำกัดรอบ โดยผู้สร้างอิสระทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ตลอดปีที่ผ่านมาถือว่าคึกคักทีเดียว หนังอย่าง วังพิกุล, Mother, ภวังค์รัก, W, เอวัง, ปู่สมบูรณ์ และ The Master แม้เนื้อหาจะไม่อิงกระแสสังคมหรือหวังเรียกความสนใจของตลาด มากกว่าที่จะมุ่งหวังนำเสนอความคิดของคนทำเป็นหลัก แต่ด้วยความที่หนังถูกสร้างขึ้นด้วยชั้นเชิงทางศิลปะ และผ่านการถอดรหัสตีความทางความคิดอย่างมีนัย การได้สนุกคิดของคนดู จึงทำให้หนังเหล่านี้ได้การตอบรับที่ดีมีเสียงชื่นชม แซ่ซ้อง แม้จะไม่สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้คนทำชื่นใจนัก
การปลุกกระแสชาตินิยมของรัฐบาล คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้วงการหนังไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่เพียงการเปิดให้ชมฟรีทั่วประเทศของ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 5 ยุทธหัตถี จนทำให้คนที่พลาดต้องซื้อตั๋วดูภายหลัง ส่งผลให้หนังทำเงินกว่า 200 ล้านบาทแล้ว นโยบายค่านิยม 12 ประการ ที่ต่อยอดด้วยการทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านหนังสั้น 12 เรื่อง ก็ทำให้บุคลากรในวงการหนังไทยได้งบประมาณมาทำหนังสั้นชุดนี้ถึง 25 ล้าน เฉลี่ยเรื่องละกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบที่สูงพอสมควรสำหรับการทำหนังสั้นความยาวประมาณ 10 นาที
ปี 2557 ยังเป็นปีฉาวโฉ่ของคนในวงการ เมื่อกลุ่มคนรักนาฏศิลป์ออกมาต่อต้านการสร้างหนังเรื่อง เศียรสยอง โดยอ้างว่าหนังลบลู่ศิลปะการแสดงโขน ซ้ำร้ายหนังปิดกล้องได้ไม่เท่าไหร่ นักแสดงและผู้กำกับก็ถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหาอนาจาร จนผู้สร้างต้องออกมาประกาศปลด ภาม รังสี ออกจากการเป็นผู้กำกับ ข่าวฉาวที่ออกมาทำให้หนังได้รับผลกระทบตั้งแต่ยังไม่ออกฉาย เมื่อถูกชะลอการซื้อขายจากต่างประเทศ
ปี 2557 เป็นปีแห่งความหลากหลายของหนังรักร่วมเพศ หากนับจำนวนหนังที่พูดถึงประเด็นรักร่วมเพศ ไม่จะเป็นชายรักชายหรือหญิงรักหญิง จะพบว่าหนังแนวนี้ออกฉายเกือบๆ 10 เรื่อง แต่นอกจาก "พี่ชาย My Bromance" ที่เปิดตัวฉายแค่โรงเดียว แต่ด้วยกระแสความนิยมของแฟนหนังกลุ่มรักร่วมเพศ ทำให้โรงหนังต้องเพิ่มโรง สุดท้ายหนังเก็บเงินทั้งโปรแกรมไปได้ถึง 6 ล้านบาท หลังจากนั้นก็แทบไม่มีเรื่องไหนประสบความสำเร็จด้านรายได้เลย ไม่ว่าจะเป็น เลิฟคัมมิ่ง, ครูและนักเรียน, 1448 รักเราของใคร, รักสุดจิ้น ฟินสุโค่ย หรือ สัญญาแห่งคิมหันต์ แต่อาจจะมีลุ้นสำหรับ สตรีเหล็ก ตบโลกแตก หนังที่ว่าด้วยนักกีฬาวอลเลย์บอลสาวประเภทสอง ที่พจน์ อานนท์ นำกลับมาทำใหม่ ที่ดูจากกระแสแล้ว น่าจะเดินตามรอยความสำเร็จเวอร์ชั่นแรกได้ไม่ยาก
ปีม้าศึกที่ผ่านพ้นไป แม้ไม่มีหนังไทยทำเงินถล่มทลายระดับพันล้านเหมือนพี่มากพระโขนงเมื่อปี 56 แต่ก็มีหนังไทยทำเงินเกินหนึ่งร้อยล้านถึง 3 เรื่อง และหากนับรายได้หนังไทยที่เข้าฉายรวมกันตลอดทั้งปีแล้วก็มากกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นปีที่อาจพูดได้ว่า หนังอิสระเริ่มมีพื้นที่มากขึ้น แม้จะยังมีกลุ่มผู้ชมจำกัดอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็มีสัญญาณว่าหนังเหล่านั้นถ้าจับกลุ่มเป้าหมายให้ดี โอกาสที่จะกลายเป็นหนังทำเงินก็เป็นไปได้สูงเหมือนที่เกิดขึ้นกับ "พี่ชาย My Bromance" และ "ผู้บ่าวไทบ้าน" แต่เชื่อได้เลยว่า แนวหนังที่จะยังสร้างกันต่อไปไม่ว่าปีหน้าหรือปีไหนๆ ก็ยังคงเป็นหนังผีและหนังรักตลก เพราะคนดูยังมองว่าหนังคือความบันเทิง ที่สามารถนำพาพวกเขาหลบลี้หนีจากปัญหาต่างๆ ไปได้ชั่วขณะ เป็นมายาแห่งความสุขของทั้งผู้สร้างและผู้เสพอย่างแท้จริง



