พบกับปีเตอร์ แจ็คสันผู้สร้างสรรคThe hobbitสู่แผ่นฟิล์ม
28 ธ.ค. 2557
พบกับ"ปีเตอร์ แจ็คสัน" ผู้สร้างสรรค The hobbit สู่แผ่นฟิล์ม : สกู๊ปวันอาทิตย์
ภาพยนตร์ไตรภาค เรื่อง “The hobbit” เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่อง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนมิดเดิร์ลเอิร์ธ 60 ปี ในเรื่อง “the lord of the rings” ซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์ ปีเตอร์ แจ็คสัน เจ้าของรางวัล academy award และทีมงานของเขา นำเสนอสู่จอยักษ์ในรูปแบบผลงานไตรภาค “the hobbit: the battle of the five armies” ตอนที่ 3 จากผลงานไตรภาค ที่ดัดแปลงมาจากผลงานชิ้นเอกของเจ.อาร์.อาร์.โทลคีน จนได้รับรางวัล oscar จาก “the lord of the rings: the return of the king” โดยภาคนี้ เป็นการนำเสนอบทสรุปการผจญภัยของบิลโบ แบ๊กกินส์ (มาร์ติน ฟรีแมน) ธอริน โอเคนชีลด์ (ริชาร์ด อาร์มิเทจ) และคณะคนแคระ ที่ทวงคืนบ้านเกิดของตัวเอง จากมังกรสมอว์ก ซึ่งเหล่าคณะได้ปลุกพลังอันชั่วร้ายขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ สมอว์กโกรธแค้นและได้พ่นไฟทำร้ายมนุษย์ทั้งหญิงชายและเด็กๆ ที่ไม่มีทางสู้ในเมืองทะเลสาบด้วยความเดือดแค้น ซึ่ง ปีเตอร์ แจ็คสัน (ผู้กำกับ/มือเขียนบท/ผู้อำนวยการสร้าง) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า
@ เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินมาถึงตอนนี้ คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง
ผมหมดความรับผิดชอบนั้นแล้วครับ ก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อความจริงที่ว่า เรากำลังพยายามสร้างความบันเทิงให้ผู้คน และสำหรับผมแล้ว ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ก็คือการทำหนังที่คนจ่ายเงินเข้ามาดูแล้วกลับไม่ชอบ ดังนั้นจากมุมมองนั้น ผมแน่ใจว่า มีคนที่ได้ดูหนังเหล่านี้แล้วไม่ชอบ แต่แน่นอนว่า จากที่เราเห็น คนส่วนใหญ่ก็ได้ดูหนังและสนุกกับมัน นั่นเป็นเหตุผลที่เราทำสิ่งนี้ขึ้นมาครับ
@ คุณคิดว่าคนรุ่นหลังจะมองภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างไร
อีกสามสี่ปีข้างหน้า คนรุ่นหลังน่าจะได้ดูหนังทั้งหกภาคตามลำดับที่ควรจะดู คือตามลำดับของเรื่องราว แทนที่จะเป็นลำดับการถ่ายทำ เด็กๆ ที่ยังเล็กเกินไป ในตอนนี้ อาจจะยังเล็กเกินไป ที่จะดูหนังเหล่านี้ แต่ในเวลาอีกไม่นาน เด็กๆ ก็จะสามารถดูหนังเหล่านี้ได้ ซึ่งผมหวังว่า พวกเขาจะได้ดูมันตั้งแต่ Hobbit ภาคแรกจนมาจบที่ The Return of the King ดังนั้นอีกไม่นานเราจะไม่ได้มองหนังพวกนี้ว่าสร้างย้อนหลัง แต่มันจะอยู่ในฐานะเรื่องราวที่มีหกภาค ไม่ใช่ตั้งแต่ตอนเราทำไตรภาค The Lord of the Rings ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าผมจะได้ทำ The Hobbit แต่พอเรารู้ว่าเราจะได้ทำหนังเหล่านี้ เราก็คำนึงถึงขอบเขตเรื่องราวทั้งหมดมาตลอด เพราะหลายสิ่ง ที่เราทำในหนังเรื่อง The Hobbit ได้วางแผนไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ดูเรื่องนี้ตามลำดับที่ถูกต้อง
@ เวลาที่คุณถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณคิดถึงอะไร
ตามความเป็นจริงแล้ว ผมคงคิดถึงความสนุกในกองถ่าย การทำหนังเรื่องนี้ยากมากๆ และถ้าคุณทำหนังแบบนี้ออกมาสามภาค ถ่ายทำ 266 วัน มันคงเลวร้ายที่สุดเลย ถ้ามันไม่สนุก ดังนั้นผมอยากไปทำงานในตอนเช้าและมีความสุขกับมัน ผมอยากได้สนุกเพลิดเพลิน และโชคดีที่เราได้ทีมนักแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก ทุกคนเป็นคนสนุกสนาน นอกเหนือจากเรื่องที่ว่า ขณะกล้องกำลังเดินอยู่ เราทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อสร้างหนังขึ้นมา ทันทีที่กล้องหยุดเดิน ก็มีแต่ความสนุก มันเป็นการใช้เวลาแต่ละวันอย่างชวนรื่นรมย์และผมต้องคิดถึงเรื่องนั้นแน่นอน
@ แล้วหลังจากคุณอยู่กับโลกจินตนาการในระหว่างวันแล้ว ตอนกลางคืนคุณฝันถึงอะไร
ทุกครั้งที่ผมทำหนังวันแรกที่ผมเริ่มถ่ายทำ ผมจะเริ่มฝันร้ายซ้ำๆ กันทุกคืน ว่าผมนอนลงบนเตียงแล้วทีมงานหนังก็มาล้อมรอบเตียงผม รอคำสั่งว่าผมจะให้ทำอะไร (หัวเราะ) ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าผมกำลังทำหนังเรื่องอะไรอยู่ด้วย ผมคิดว่าไม่มีบทเสียด้วยซ้ำ แต่ทุกคนจะยืนอยู่ที่นั่น รอข้อมูลจากผมแล้วผมก็เหนื่อย ผมหมดแรง ผมคิดอะไรไม่ออกเลย นั่นคือความจริง ฝันร้ายเริ่มขึ้นในวันแรกของการถ่ายทำ และจะเป็นอย่างนั้นทุกคืนจนกระทั่งวันสุดท้ายของการถ่ายทำผมก็จะหยุดฝัน
@ คุณรู้สึกภาคภูมิใจไหม ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ได้สร้างอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ให้แก่โลก
ผมต้องพูดว่านักแสดงเหล่านี้มีส่วนรับผิดชอบในการทำให้คุณรู้สึกผูกพันกับตัวละคร ผมคิดว่าต้องอาศัยความคิดที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อที่จะไม่ปล่อยให้การรับบทเป็นพ่อมดหรือฮอบบิทหรือเอลฟ์หรือคนแคระมาครอบงำการแสดง ทุกคนพบความจริงในตัวละครที่ตนเล่น ดังนั้นคุณจึงสามารถเชื่อมโยงกับเอลฟ์หรือคนแคระหรือฮอบบิทหรือพ่อมดก็ได้ การที่หนังเหล่านี้จะต้องมีสิ่งนั้นอยู่เป็นเรื่องสำคัญมาก มันต้องอาศัยทักษะของนักแสดงและนักแสดงเหล่านี้ก็ทำได้เยี่ยมมาก
@ คุณได้ยกระดับมาตรฐานในแง่เทคนิคการทำหนังไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเรื่องนี้จบลง คุณวาดภาพตัวเองไว้ว่าจะทำสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมบ้างไหม
ประเด็นของการยกระดับเทคโนโลยีนั้น อยู่ที่ว่าที่คุณทำอย่างนั้น ก็เพราะว่าคุณจำเป็นต้องทำ เมื่อเรารู้ว่าจะทำหนังเหล่านี้ เราก็ต้องสร้างฉากการสู้รบและเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นมา เราต้องสร้างตัวละครและสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้นเทคโนโลยี จึงถูกผลักดัน ด้วยความจำเป็นของเรื่องราวที่เราเล่า ถ้าเมื่อ 17 ปีก่อน แทนที่จะทำไตรภาค The Lord of the Rings ผมไปทำหนังดรามาในร้านฟิชแอนด์ชิพแทน เราก็คงไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีขนาดนี้ ที่จริงนักเขียนโปรแกรมและทีมงานที่เก่งกาจสร้างมันขึ้นมา คือว่าผมใช้อีเมลยังไม่เป็นด้วยซ้ำ ผมโง่มากเรื่องคอมพิวเตอร์ แต่โชคดีที่ผมมีศิลปินเหล่านี้ ผมพูดแค่ว่า ‘เอาล่ะ เราจะทำยังไงดี’ แล้วคนฉลาดๆ เหล่านี้ก็ทำมันออกมา (หัวเราะ)
@ คุณหวังว่าหนังเรื่องนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ และคนรุ่นหลังอย่างไรบ้าง
ผมก็หวังว่าผมจะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ มาทำหนังนะ แน่นอนว่าหนังสามารถสร้างแรงบันดาลใจในแง่อื่นๆ ได้ด้วย แต่ผมนั่งอยู่ที่นี่วันนี้ก็เพราะรายการทีวีและหนังที่ผมดูตอนเป็นเด็ก ผมหมายถึงThunderbirds, King Kong และหนังของเรย์ แฮร์รีเฮาเซน ผลงานเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ผมอยู่ที่นี่เพราะมันทำให้ผมตื่นเต้น มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมลุ่มหลงในการทำหนัง ดังนั้นมันคงดีมากถ้ามีเด็กๆ ในตอนนี้ที่ได้รับอิทธิพลจากหนังของเราในแบบเดียวกัน ผมคงภาคภูมิใจมากถ้าเป็นอย่างนั้น



