
เอกเขนกดูหนัง:'รักหมดแก้ว'
26 ธ.ค. 2557
'รักหมดแก้ว' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
“เวลา ไม่ได้มีเหลือเฟือสำหรับชีวิตหรอกนะ” คำกล่าวของผู้เป็นพ่อ ที่เหมือนทั้งคำตักเตือน ปลอบใจให้ "บั๊กโจ้" ลูกชายที่มานั่งปรับทุกข์และสารภาพผิดในชีวิตที่ไม่เป็นโล้เป็นพายตลอดสามปีที่เรียนจบมา หลังกล่าวสั้นๆ กับผู้พ่อว่า “ลูกอาเจ็ก สามปีกำลังทำดอกเตอร์ ส่วนเขา ทำร้านเหล้าเจ๊งคามือ”
"เหล้า" ในความหมายของของหนัง รักหมดแก้ว สื่อได้กับชีวิตและความรัก หากเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตหรือความรักในความหมายของหนังเรื่องนี้ คงมีรสชาติขมปร่าพิลึก ซึ่งปรากฏว่ารสชาติชีวิตและความรักของตัวละครในหนังเรื่องนี้ มีรสชาติเช่นนั้นจริงๆ
ตัวละครหลักๆใน “รักหมดแก้ว” ไม่เพียงจะใช้ชีวิตอย่างเมามายเช่นในวงเหล้ากับเพื่อนๆ คนสนิทของพวกเขา หากแต่ความรักที่เกิดขึ้นกับบางคนในวงเหล้า หลายครั้งดำเนินไปอย่างดื่มด่ำ บางครั้งก็ขมขื่น บางครั้งเพิ่งสนุกกันได้ไม่ทันไร ถัดมาไม่นานต้องกลับมานั่งตั้งคำถามและตรวจสอบความสัมพันธ์กันอย่างงงๆ เหมือนคนที่มีอาการแฮงก์ เมาค้างเพราะฤทธิ์สุราที่ร่ำกันมาอย่างครื้นเครงเมื่อค่ำคืน
หนังโฟกัสไปที่คู่รัก "บั๊กโจ้" นิสิตหนุ่มแห่งคณะศิลปศาสตร์กับ "ไฟเลี้ยว" สาวมั่น ที่อ่านกวีของคาริล ยิบราน และฟังเพลงของโจ้ วงพอส ตั้งแต่อายุ 15 จนคิดว่าชีวิตและความรักของเธอนั้นไม่ควรตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของใครนอกจากในกำมือเธอเองหนังเล่าความรักความสัมพันธ์ที่มีทั้งระยะห่างความใกล้ชิดความเหมือนความต่างของทั้งคู่จนเมื่อเรียนจบชีวิตวัยรุ่นและความรักของทั้ง "บั๊กโจ้" และ "ไฟเลี้ยว" ก็เติบโตขึ้นในวงเหล้าที่นำโดยพี่อุ๊ เจ้านายของไฟเลี้ยว และบรรดาเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนร่วมเรียน ร่วมงาน ที่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการสังสรรค์เฮฮาในวงเหล้าที่ร้านของ "บั๊กโจ้" ที่เขาขอเงินพ่อมาเปิดกิจการ
“รักหมดแก้ว” เปรียบการใช้ชีวิตและความรัก เหมือนการดื่มด่ำ เมามาย ในวงเหล้า ซึ่งดูเหมือนนัยนี้จะชัดเจนในพาร์ทของชีวิตพี่อุ๊ สาวใหญ่ หัวโจกในการร่ำสุราของน้องๆ ไม่เพียงหนังพยายามแทรกบทสนทนาคมคายในวงเหล้า แต่หลายครั้งที่บทสนทนาของชีวิตและความรัก ก็ถูกเติมเข้ามาผ่านเสียงเฮฮาของเพื่อนกลุ่มนี้ หนังเปรียบชีวิตกับเครื่องดื่มแต่ละรสชาติได้อย่างเข้าท่าเข้าที ทีเดียวในฉากที่จู่ๆพี่อุ๊ ก็นัดทุกคนมากินเหล้าที่บ้านโดยไม่มีจุดหมาย เครื่องดื่มหลากสีมากรสที่เธอรินเหล้าเคล้าผ่านขวดผ่านแก้วหลายขนาน ไม่เพียงสีสันชวนให้ดื่มเท่านั้น แต่รสชาติของมันเหมือนถูกเลือกให้เหมาะกับแต่ละคนที่ต่างผ่านโลก ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านชีวิตมาแตกต่างกันด้วย เช่น บั๊กโจ้ เพิ่งเรียนจบ ผ่านชีวิตมาไม่เยอะ ก็ควรดื่มวิสกี้รสดีบ่มนานในแบบออนเดอะร็อก จะได้สัมผัสรสชาติของมันอย่างเต็มที่ หรือ "เจษ" หนุ่มห้าวรักสนุกเฮฮา ก็ดื่มเหล้าทุกขนานที่รินผสมปนเปกันไปมั่วๆ อะไรก็ได้ที่ขอให้เมาเพราะเขาก็แค่รักสนุกหาได้ใส่ใจในรสชาติของเหล้า (ซึ่งหนังเทียบเคียงถึงความจริงจังของการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาว)
ถ้าความรักของบั๊กโจ้ กับ ไฟเลี้ยว ที่แม้ดูเหมือนเคมีของอุปนิสัยและไลฟ์สไตล์หลายอย่างของพวกเขาดูเหมาะสมเข้ากัน แต่บางเวลาก็มีทั้งแง่งอนรักๆ เลิกๆ ตามประสาวัยรุ่นภายใต้เงื่อนไขที่ไฟเลี้ยว ตั้งเอาไว้ว่า จะไม่มีการผูกมัดใดใดเพราะพวกเขามีสิทธิ์พบเจอและคบหากับคนอื่นได้หากพอใจแน่นอนว่าความรักของทั้งคู่ หาได้หวานเลี่ยน จนมดแมลงไต่ตอม หากแต่มีช่วงขื่นขม ตรมใจบ้าง แต่มันก็เป็นก็เป็นสิ่งที่ทั้งสองเลือกกระทำ เหมือนเหล้าที่พวกเขาดื่ม ทั้งซาบซ่า สนุกเฮฮาเวลาดื่ม มีขม มีเมาค้างด้วยความทรมานอยู่บ้าง แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือก พอใจและมีความสุขในการดื่ม แน่นอนว่า รัก และเหล้าของพวกเขาต้องมีวันหมดแก้ว ในขณะที่เจ๊อุ๊ ชีวิตที่เลือกจะอยู่เป็นโสดของเธอ เธอได้ใช้มันสนุก ดื่มด่ำและเมามายกับมันเหมือนอย่างการมีความสุขกับการร่ำสุรา และแน่นอนว่า มันก็มีวันหมดแก้วลงไปเช่นกัน (ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่เธอตัดสินใจใช้ชีวิตเช่นนี้) เสียดายที่เมื่อวันที่มันหมดแก้ว เธอไม่มีโอกาสรินเติมมันเข้ามาใหม่เหมือนกับความรักของหนุ่มสาว
ไม่เพียงแค่เป็นหนังที่หันมาจับต้องประเด็นใหม่ๆ ในตลาดหนังไทยเท่านั้น “รักหมดแก้ว” ยังเต็มไปด้วยการแสดงดีๆ ของนักแสดง ที่ไม่ค่อยมีโอกาสปรากฏตัวบนจอให้ได้เห็นกันบนจอบ่อยนัก อาทิ มาช่า วัฒนพานิช ในบท เจ๊อุ๊ ที่ถือเป็นดราม่าที่ดีมากๆ เรื่องหนึ่งของเธอนับจาก “แฝด” รวมถึงบทตลกหน้าตายใน "คนกอง" ตอนหนึ่งในหนังผีห้าแพร่ง ส่วนอีกหนึ่งการแสดงที่เข้าถึงบทบาทมากๆ มาจาก "อ๊อฟ" ปองศักดิ์ รัตนพงษ์ นักร้องเสียงดี ที่สามารถเอาดีทางการแสดงได้ไม่ยาก
นี่เป็นหนังไทยที่มีงานสร้างสวย รุ่มรวยด้วยองค์ประกอบศิลป์แทบทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งานกำกับภาพ การออกแบบสี แสง-เงา ฉาก สถานที่ ไปจนถึงการตัดต่อลำดับภาพ ที่ทั้งเล่าเรื่องและเล่นกับสไตล์โดยไม่รบกวนหรือเบียดบังจังหวะการเล่าเรื่องและเนื้อหา ฉากที่สมบูรณ์ที่สุดของหนัง คือฉากที่เจ๊อุ๊ บรรจงผสมเครื่องดื่มรสชาติต่างๆ ให้น้องๆ นั่นเอง ที่มีทั้งความสวยงามของงานกำกับศิลป์ กำกับภาพ และการตัดต่อภาพและเสียง ที่ใช้ประโยชน์ทั้งการเล่าเรื่อง การอุปมาอุปมัย และความสวยงามในเชิงสุนทรียะ (เป็นฉากที่ดูแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกเปรี้ยวปาก อยากจิบเครื่องดื่มเหล่านั้นตามไปด้วย)
ษรัณยู จิราลักษม์ เขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ ได้อย่างมีทิศทางใหม่ๆ น่าสนใจ (น่าเสียดายที่ในครึ่งเรื่องหลัง นับจากฉากที่เจ๊อุ๊ ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นต้นไป หนังกลับไปสู่พล็อตซ้ำๆและวิธีเล่าเรื่องเดิมๆ) ถือเป็นคนทำหนังไทยที่น่าจะพอฝากความหวังเอาไว้ได้คนหนึ่งเลยทีเดียว
.......................................
(หมายเหตุ 'รักหมดแก้ว' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



