บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:'สะพานลอย...

ขบคิดขีดเขียน:'สะพานลอย...

23 ธ.ค. 2557

'สะพานลอย... : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
 
          ได้อ่านข่าวน้องคนหนึ่งที่ถูกรถชนจนเสียชีวิตตรงถนนย่านอโศก สลดใจและหดหู่อย่างไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องเขา และขอให้ดวงวิญญาณของน้องจงไปสู่สุคตินะคะ... หลังจากเหตุการณ์นั้น หญิงยศก็ตามข่าวมาเรื่อยๆ ได้ความว่าเขาจะแก้ปัญหากันด้วยการสร้าง “สะพานลอย”...
 
          อืม...ถามว่า เป็นทางออกที่ดีไหม? ก็ไม่แย่ค่ะ แต่ไม่ค่อยตรงประเด็น 
 
          ทุกวันนี้เรากำลังอยู่กับสังคมที่หญิงยศเรียกว่า “สังคมปลายเหตุ” คือเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างหนึ่งนั้น เราจะไม่ค่อยสนใจ แต่ทันทีที่ปัญหานั้นได้รับความสนใจ มีการแชร์ออกไปอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล หรือเมื่อปัญหานั้นเกิดขึ้นกับคนที่เป็นที่รู้จัก ปัญหาจะได้รับความสนอกสนใจขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน อย่างเช่นอุบัติเหตุครั้งนี้ก็เช่นกัน ถามว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถูกรถชนที่แยกนี้หรือไม่ ก็ไม่ใช่ เคยมีคนโดนชนมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่มันไม่เป็นโศกนาฏกรรม ไม่เป็นเหตุสลดใจเท่าครั้งนี้ ทุกฝ่ายก็เลยดูจะปล่อยผ่านไป แต่ครั้งนี้เมื่อมันเป็นกระแส และได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในหมู่ “ผู้สื่อข่าว” นั้น แน่นอนว่ามีการตอบรับกันอย่างทั่วถึง คนขับรถที่ชนน้องก็โดนจับแล้ว และมีการถกถึงปัญหากันอย่างแพร่หลาย และอย่างที่บอกก็คือ สุดท้ายการแก้ปัญหาที่ออกมาคือ เขาจะสร้างสะพานลอย... 
 
          สร้างทุกอย่าง แต่ไม่มีใครพูดถึงการสร้างจิตสำนึก...
 
          สะพานลอยไม่ผิดค่ะ แต่สะพานลอยคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุที่ทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นมานั้น มันอยู่ที่จิตสำนึกของคนขับรถที่แชร์ท้องถนนกับคนเดินเท้า จักรยาน มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ รถบรรทุก ไปจนถึงรถเข็นขายของข้างทาง ไม่ทราบมีใครเคยสังเกตบ้างหรือเปล่า ว่ามันชักจะวุ่นวายกลายพันธุ์มากขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่ขับรถเราต้องหงุดหงิด หัวเสีย เราแช่งด่า เราตบพวงมาลัย เราเร่งเครื่อง เราขับจี้ เราไม่ให้ทางใครทั้งสิ้น ไฟเหลืองเราเร่ง รถเปิดไฟขอทางเราเร่ง คนข้ามถนนเราก็เร่ง.... 
 
          เคยถามตัวเองกันบ้างไหมคะว่าเราเร่งไปทำไม?
 
          ทุกวันนี้ผู้ใช้รถใช้ถนนนั้น หญิงยศมีความรู้สึกจริงๆ ว่าใครก็ใช้ได้ ใครก็มีรถแล้วขับออกมาได้ เรามีเงินซื้อรถ เรามีเสียงที่จะเรียกร้องสิทธิ แต่เราไม่รู้จักหน้าที่และกฎกติกามารยาท จิตสำนึกและน้ำใจคือสิ่งที่หายไปจากท้องถนนเมืองไทย และมันถูกแทนที่ด้วยจำนวนรถที่มากขึ้น มากขึ้น รถแท็กซี่ที่นึกจะจอดตรงไหน เมื่อไหร่ก็จอด จอดกินเลนมาสองเลนแต่ไม่เคยรับผู้โดยสาร ขับชะลอไปเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่มีคนเรียกจะปฏิเสธ เรามีรถเมล์ที่ขับมาอยู่ในเลนขวาเพียงเพื่อจะเบียดทุกคันกลับมาในเลนซ้าย เรามีมอเตอร์ไซค์ที่กระแทกรถทุกคันไปเรื่อยๆ และเรามีรถบรรทุกของที่ขนของเกินขนาด และขับประหนึ่งว่ารถคันนั้นไม่มีเบรก....
 
          เรามีทุกอย่าง ยกเว้นน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้รถ ใช้ถนนกับเรา 
 
          การที่จะแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่การสร้างสะพานลอย แต่เป็นการสร้างสะพานใจ... เราต้องข้ามมาหากันบ้าง เห็นใจกันบ้าง หยุดให้กันบ้าง ชะลอให้กันบ้าง ยอมกันบ้าง
 
          หากจะยอมรับกันอย่างไม่อาย ท้องถนนในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆในแต่ละจังหวัดนั้น มันไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป และผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนออกจากบ้านไปด้วยความคิดที่ว่า เอาน่า เดี๋ยวเงินก็ช่วยได้ เงินช่วยซื้อผิดเล็กๆ ให้เป็นถูกได้ แต่เงินซื้อชีวิตคนกลับมาไม่ได้ ความประมาทของและความเห็นแก่ตัวของคนใช้เงินปิดกลบได้ไม่มิด หากอยากจะแก้ไขกันที่ต้นเหตุจริงๆ แล้ว เราไม่ต้องเสียงบประมาณจากเงินภาษีมาสร้างนู่นนี่ให้รถติดมากขึ้นไปอีกเลย เราขอแค่ช่วยกันสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง สร้างสะพานใจ ปลูกเมล็ดเมตตา ใช้สติให้ใจเย็นลง และมองเห็นผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนเป็นเพื่อนร่วมทาง รู้จักหน้าที่และให้เกียรติกันบ้าง อย่ามองว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องไกลตัว อย่ามั่วว่าเมานิดหน่อยแปลว่าขับรถได้ อย่ามักง่าย เพราะตอนนี้ความมักง่ายนี่แหละที่มันทำให้ประเทศเสื่อมถอยลงทุกที...
 
          ปีใหม่นี้ลองอีกที แก้ปัญหาจิตสำนึกกันที่ต้นเหตุ เริ่มวันนี้เผื่อว่าอีกสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า ท้องถนนในประเทศเรามันจะดีขึ้นกว่านี้...
 
.......................................
(หมายเหตุ 'สะพานลอย...  : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)