
เอกเขนกดูหนัง:'the master'
19 ธ.ค. 2557
'the master' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ด้วยความเห็นส่วนตัว the master เป็นหนังสารคดีไทยที่ดูสนุกที่สุดของปีนี้ครับ และโดยเฉพาะคอหนังแล้วล่ะก็ เรื่องราวของ ‘พี่แว่น’ ‘พี่คนนั้น’ รวมถึงการติดต่อหาซื้อวิดีโอจากร้านของพี่เขา ยิ่งสร้างความเชื่อมโยง รำลึกถึงความหลัง ความทรงจำ และความผูกพัน ในฐานะผู้ก่อร่างสร้างสวรรค์ของคนรักหนังให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ห้วงหนึ่งของสังคมไทย
น่าสนใจอย่างมากครับ ที่เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เกิดแรงกระเพื่อมเล็กๆ ที่ส่งผลสะท้อนสะเทือนกลับมายังวงการหนังไทยมาจนปัจจุบัน ด้วยฐานะหนึ่งในผู้เปิดโลกทัศน์ของผู้กำกับหลายคน นักวิจารณ์-นักวิชาการด้านภาพยนตร์หลายท่าน รวมถึงคอหนังอีกมากมายของ ‘แว่นวิดีโอ’ ผู้จำหน่ายหนังละเมิดลิขสิทธิ์แต่กลับเป็นที่ยกย่องยอมรับจนกลายเป็นฮีโร่ของนักดูหนังแต่คงไม่อยู่ในฐานะของผู้ค้ารายใหญ่ในตลาดหนังละเมิดลิขสิทธิ์เทียบเท่าพ่อค้าย่านคลองถมสะพานเหล็กพันธุ์ทิพย์ ฯลฯ เพราะหนังที่พี่แว่นก๊อปปี้มาขายเป็นหนังนอกกระแสหนังอาร์ตหนังที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของตลาดเป็นหนังที่บริษัทผู้จัดจำหน่ายหรือค่ายหนังรายใดกล้านำเข้ามาฉายในบ้านเราเด็ดขาดไม่เพียงเสี่ยงต่อการขาดทุนหากแต่ยังยากต่อการเสาะหา หรือติดต่อซื้อลิขสิทธิ์มาด้วยราคาที่สูงใกล้เคียงกับหนังฮอลลีวู้ดที่น่าจะมีคนดูเยอะกว่า
ก้อง ฤทธิ์ดี หนึ่งในนักวิจารณ์ภาพยนตร์ในสารคดี the master บอกว่า “ไทยเป็นหนึ่งในประเทศโลกที่สามแทบไม่เคยให้ความสำคัญกับงานด้านวัฒนธรรมเลยแม้แต่น้อย ไม่เพียงรัฐจะไม่เห็นความสำคัญของศิลปะภาพยนตร์แล้ว หน่วยงานเอกชนก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะลงทุนในด้านนี้” การเกิดขึ้นของแว่นวิดีโอ จึงแทบจะเป็นเหมือนโอเอซิสทางภาพยนตร์ที่ผุดขึ้นกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งของปัญญา การจำหน่ายวิดีโอภาพยนตร์ละเมิดลิขสิทธิ์หนังคลาสสิกหายาก หนังนอกกระแส และงานวิดีโออาร์ต จากแผงเช่าเล็กๆ ในสวนจตุจักร พี่แว่นจึงเปรียบได้กับโรบินฮู้ด จอมใจรคนยากที่แบ่งปันทรัพย์สินให้คนยากไร้ เพียงแต่ในประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้ ทรัพย์สินที่พี่แว่นฉกฉวยมา คือหนังหายาก จากทั่วทุกมุมโลก หนังอาร์ตที่นำเสนอแง่มุมทางศิลปะ หนังเก่าขึ้นหิ้งแสนคลาสสิกที่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งทุกหอภาพยนตร์หรือสถาบันการศึกษาด้านภาพยนตร์ทั่วโลกเก็บรักษาไว้ในฐานะตำราอันมีค่า และการแบ่งปันของพี่แว่น คือการจำหน่ายหนังละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านั้นในราคาเแค่ร้อยบาทต้นๆ ต้นผลกำไรที่ได้รับ ไม่สำคัญเท่ากับโอกาสของการเข้าถึงทรัพยากรทางศิลปะที่นักดูหนังหลายคนได้รับ เช่นที่ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา เภสัชกรและนักวิจารณ์หนังอีกท่าน ใน the master ได้กล่าวเอาไว้
เมื่อคนยากไร้ของพี่แว่นคือคอหนังที่โหยหาความแปลกต่าง และรสชาติใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์ มีจำนวนมากขึ้น ในช่วงปลายยุค 90’s จนถึงต้น 2000’s จอมโจรทางปัญญา ก็เกิดขึ้นมาอีกหลายราย อาทิ ร้านอ๊อดวิดีโอ ร้านเฟมท่าพระจันทร์ ร้านอ้วนฟอร์จูนฯ (รวมถึง ‘นิตยสารหนังและวิดีโอ’ ‘ฟิล์มวิว’ อันเป็นที่มาของคำถามว่าจะหาหนังเหล่านั้นได้จากไหน) ต่างก็แข่งกันสรรหาหนังที่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้พี่แว่นผันตัวเองจากผู้ขายหน้าร้าน ไปอยู่บนโลกออนไลน์ที่ซื้อหากันง่ายขึ้นเพียงคลิกด้วยปลายนิ้ว และเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลก้าวตามมาติดๆ การดูหนังผ่านสื่อทางจับต้องได้ทางกายภาพอย่าง วิดีโอและดีวีดี ก็ถึงกาลล่มสลาย และถูกแทนที่ด้วยการดาวน์โหลดในที่สุด
นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ ทำหนังสารคดีเรื่องนี้ ด้วยสายตาของคนที่มีประวัติศาสตร์ส่วนตัวร่วมกับช่วงเวลาที่ธุรกิจแว่นวิดีโอบูมสุดขีด แม้จะไม่ออกมาเล่าเรื่องของพี่แว่นในมุมตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แต่ภาพม้วนวิดีโอจำนวนมากมาย(ที่น่าจะเป็นของเขา) ซื้อจากร้านแว่นที่ปรากฏอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ ทั้งในลักษณะของอุปกรณ์ประกอบฉาก การจำลองเหตุการณ์ฯ พิสูจน์ได้ถึงความเป็นคนชอบดูหนังของเขา เช่นเดียวกับแหล่งข่าว หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพี่แว่น ตั้งแต่ลูกค้าประจำที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมงาน ในฐานะคนแปลซับไตเติ้ล) ผู้กำกับหนัง นักวิจารณ์ นักวิชาการ ซึ่งต่างก็เป็นลูกค้าของพี่แว่นทั้งสิ้น
ทั้งๆ ที่ the master เป็นเรื่องของพี่แว่น แต่กลับไม่ปรากฏภาพเจ้าของเรื่องให้เห็น แต่นวพล กลับเล่าเรื่องของพี่แว่นได้หลากมิติ หลายมุมมอง อีกทั้งยังใช้ชั้นเชิงของการตัดต่อ และวางจังหวะอารมณ์ของดนตรีประกอบเพื่อใช้ในการลำดับเหตุการณ์แต่ละยุคสมัยและทั้งใช้เป็นแรงจูงใจชวนให้ติดตามอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการลำดับภาพซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งงานทดลอง ใช้เป็นลูกเล่นและอารมณ์ขัน ทั้งเพื่อเสียดสีธุรกิจหนัง หยอกเอินคนดู ส่วนการเลือกใช้ภาพประกอบอื่นๆนอกเหนือจากการจำลองเหตุการณ์ประกอบคำสัมภาษณ์ ทำได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะภาพเหตุวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตกหรือต้มยำกุ้งดีซิสปี 1997 (พ.ศ. 2540) ที่เป็นทั้งการสื่อความหมายและอธิบายเรื่องราวได้ครบถ้วนสมบูรณ์ในเวลาเดียวกัน ภาพในหนังส่วนใหญ่การสัมภาษณ์แบบ talking head ที่เน้นจับภาพครึ่งตัวขึ้นไป จนถึงภาพใกล้ที่เห็นเฉพาะใบหน้า และปล่อยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดผ่านกล้องบอกเล่าความเกี่ยวข้องของตนกับพี่แว่น ชายผู้ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ามากไปกว่าคำทักทายแค่ไม่กี่ประโยค (แม้ลูกค้าบางรายจะอุดหนุนสินค้าของเขาแต่ละครั้งด้วยเงินจำนวนหลักหมื่นก็ตาม เช่นป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม) จนกลายเป็นหนังอัตชีวประวัติ ที่ปะติดปะต่อเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่ง ผ่านคำบอกเล่าของคนที่มีความเชื่อมโยง ข้องเกี่ยวกันทั้งโดยตรงและมีความสัมพันธ์ผ่านทางธุรกิจ ที่สำคัญ สิ่งที่พวกเขามีร่วมกัน ล้วนแล้วแต่บอกเล่าความเป็นมาเป็นไปของสังคมไทยที่ครั้งหนึ่ง โลกแห่งศิลปะถูกเผยอออกโดยธุรกิจนอกกฎหมาย และสุดท้ายมันก็ได้สร้างพื้นที่ทางศิลปะใหม่ๆ ให้กับสังคมไทยในท้ายที่สุด แม้ตอนนี้จะยังเป็นพื้นที่เล็กๆ ในแวดวงจำกัดอยู่ก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่เหล่านั้นอย่างเท่าเทียม
.......................................
(หมายเหตุ 'the master' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



