บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม : ดาวดวงใหญ่ที่ส่องแสงเชื่องช้า

มองผ่านเลนส์คม : ดาวดวงใหญ่ที่ส่องแสงเชื่องช้า

11 ธ.ค. 2557

มองผ่านเลนส์คม : ดาวดวงใหญ่ที่ส่องแสงเชื่องช้า : โดย...วิภว์ บูรพาเดชะ

 
                  บางครั้ง งานศิลปะที่ดีก็ต้องใช้ ‘เวลา’ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการชี้วัดคุณค่า
 
                  อเล็กซ์ ชิลตัน (Alex Chilton) อาจจะเป็นคนหนึ่งที่รู้ซึ้งในเรื่องนี้ที่สุด เพราะบทเพลงของเขากับเพื่อนร่วมวงดนตรีชื่อ Big Star ต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปี ถึงจะกลายเป็นงานที่ได้รับการยอมรับของคนทั่วไป
 
                  อเล็กซ์ ชิลตัน เติบโตมาในครอบครัวนักดนตรีในเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี ทางตอนใต้ของอเมริกา ดินแดนแห่งดนตรีแจ๊สและบลูส์ เขาเริ่มหัดเล่นดนตรีและขึ้นเวทีประกวดตั้งแต่เด็ก พอเข้าวัยรุ่น ด้วยความที่หน้าตาหล่อเหลาและมีเสียงร้องอันเยี่ยมยอด เขาจึงถูกชักชวนให้มาเป็นร้องนำของวงดนตรีในท้องถิ่นวงหนึ่ง ซึ่งต่อมาโด่งดังกลายเป็นวงชื่อ The Box Tops ที่ได้มีโอกาสทำงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงฝีมือดี จนกลายเป็นวงสไตล์โซลและป๊อปร็อกที่มีเพลงติดอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดชื่อเพลง The Letter ในปี 1967
 
                  ตอนที่ได้เป็นเจ้าของเพลงฮิตอันดับหนึ่งของประเทศ อเล็กซ์มีอายุแค่ 16 ปีเท่านั้น
 
                  เดอะ บ๊อกซ์ ท็อปส์ มีเพลงดังอีกหลายเพลง และการเป็นนักร้องในวงดังก็ทำให้อเล็กซ์ได้ออกจากเมืองเล็กๆ ไปเห็นโลกกว้าง แล้วเขาก็เริ่มอยากทำเพลงในแบบของตัวเองบ้าง ในที่สุดวงดนตรีวงนี้ก็เลยสลายวง หลังจากนั้นอเล็กซ์ใช้เวลาแต่งและซุ่มทำเพลงของตัวเองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มจับคู่กับนักร้อง-นักแต่งเพลงอีกคนที่ชื่อ คริส เบลล์ ร่วมกันเป็นคู่หู เหมือน จอห์น เลนนอน กับ พอล แม็คคาร์ทนีย์ แห่งวงสี่เต่าทอง แล้วพวกเขาก็ก่อตั้งวงดนตรี 4 ชิ้นชื่อว่า บิ๊กสตาร์ โดยเอาชื่อมาจากชื่อร้านขายของชำที่พวกเขาแวะซื้อขนมบ่อยๆ
 
                  อัลบั้มชุดแรกของบิ๊กสตาร์ถูกตั้งชื่อว่า #1 Record ราวกับแสดงความมั่นใจเต็มที่ว่าต้องขึ้นไปอยู่บนยอดชาร์ตอัลบั้มขายดีแน่นอน แต่ในมุมกลับ การตั้งชื่อแบบนี้ก็คล้ายเป็นการเล่นมุกตลกร้าย พร้อมออกตัวหรือไม่ก็เสียดสีตัวเองว่า เพลงในอัลบั้มนี้ไม่ป๊อปเท่าไหร่หรอกนะ คงไม่ขึ้นอันดับสูงหรอก
 
                  เพราะว่าเพลงของพวกเขาก็ไม่ป๊อปสักเท่าไหร่จริงๆ นั่นแหละ คือจะว่าฟังยากก็ไม่ใช่ เพราะมันก็มีเมโลดี้เพราะๆ ให้จับต้องได้อยู่เหมือนกัน แต่สำหรับแวดวงดนตรีในปี 1972 แล้วต้องถือว่านี่เป็นเพลงป๊อปที่แปลกมาก เสียงประสานบางช่วงชวนให้นึกถึง The Beatles เสียงกีตาร์แกว่งๆ บางตอนชวนให้นึกถึงวงอย่าง The Byrds ในขณะที่บางเพลงกลับมีความดิบสดยิ่งกว่า The Rolling Stones เนื้อเพลงบางเพลงก็ดูแปลกประหลาด บางเพลงกลับเปี่ยมอารมณ์และเข้าถึงหัวใจคนฟังอย่างง่ายดาย บางเพลงมีการใส่เสียงเครื่องเป่าและสรรพเสียงที่ยากจะอธิบายลงไปอย่างอื้ออึง บางเพลงก็บางเบาและอ่อนโยนเหลือเกิน ที่สำคัญคือ โดยเนื้องานส่วนใหญ่แล้ว เราบอกได้เลยว่านี่คืออัลบั้มที่เป็น ‘ของใหม่’ อย่างแท้จริงในยุคนั้น
 
                  เหล่านักวิจารณ์ชื่อดังยุคนั้นเขียนสรรเสริญอัลบั้มชุดนี้อย่างพร้อมเพรียง บางคนถึงกับตั้งชื่อแนวดนตรีของพวกเขาว่า ‘พาวเวอร์ป๊อป’ แต่ปรากฏว่ายอดขายของอัลบั้มกลับย่ำแย่ เหตุเพราะค่ายเพลงที่พวกเขาสังกัดอยู่ดันมีปัญหาเรื่องการจัดจำหน่ายอย่างรุนแรง เป็นผลให้อัลบั้มของพวกเขาไม่สามารถวางขายในร้านทั่วไปได้!
 
                  บิ๊กสตาร์ห่างหายกันไปพักหนึ่ง คริสลาออกจากวง กลับไปทำงานในร้านอาหารของครอบครัว เหลือเพียงอเล็กซ์ที่ยังพยายามนำวงต่อไป
 
                  2 ปีต่อมา พวกเขาก็ได้โอกาสออกอัลบั้มมาอีกชุดชื่อว่า Radio City ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเหมือนเดิมเปี้ยบ คือนักวิจารณ์แซ่ซ้องสรรเสริญเป็นเสียงเดียว แต่ค่ายเล็กๆ ที่พวกเขาสังกัดดันเพิ่งถูกค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ซื้อไป แล้วค่ายใหญ่ก็ไม่สนใจจะผลักดันยอดขายของวงดนตรีแปลกๆ วงนี้ เป็นผลให้ยอดขายย่ำแย่ไม่แพ้อัลบั้มแรก
 
                  สมาชิกของบิ๊กสตาร์ถอดใจลาออกไปอีกคน แต่อเล็กซ์ยังคงทำอัลบั้มใหม่ต่อไป อัลบั้มชุดที่ 3 ของวงทำเสร็จอย่างทุลักทุเลพอสมควร และเมื่อมันเสร็จแล้ว คราวนี้ค่ายเพลงดูจะไม่แยแสวงดนตรีวงนี้หนักกว่าเดิม คือถึงขั้นไม่ยอมให้พวกเขาได้ออกอัลบั้มเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นทางเดินของบิ๊กสตาร์จึงมาถึงจุดสิ้นสุดลงเมื่อปลายปี 1974 ก่อนที่อัลบั้มชุดที่ 3 จะมีคนตั้งชื่อให้เสียอีก
 
                  แต่บทเพลงที่ดีจริงๆ ก็ยังพอมีที่ทางให้เดินไปต่อได้อยู่ดี เวลาผ่านไปอีก 3-4 ปี ปรากฏว่ายังคงมีการเอ่ยชื่อของบิ๊กสตาร์ในนิตยสารดนตรี โดยเฉพาะนิตยสารในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการอ้างอิงถึงวงใหม่ๆ บางวงว่ามีซาวนด์คล้ายบิ๊กสตาร์บ้าง ไม่ก็มีการประกาศหาซื้อแผ่นเสียงเก่าๆ ของบิ๊กสตาร์บ้าง จนเมื่อค่ายเพลงที่นั่นลองเอาอัลบั้มสองชุดแรกของบิ๊กสตาร์มาออกเป็นแพ็กเกจขายคู่กัน มันก็ดันเป็นงานที่ขายได้ขึ้นมา แถมยังทำให้มีแฟนเพลงใหม่ๆ ของวงเกิดขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง พอมาถึงปี 1978 อัลบั้มชุดที่ 3 ของบิ๊กสตาร์ที่ถูกดองเอาไว้ ก็เลยได้ออกมาวางขายจนได้
 
                  แต่ถึงตอนนั้น อเล็กซ์ ชิลตัน ก็ได้ท่องโลกดนตรีอันกว้างใหญ่จนกู่ไม่กลับเสียแล้ว หลังสลายวงบิ๊กสตาร์ เขาลองฟอร์มวงพังก์ร็อก ก่อนที่จะเริ่มทำอัลบั้มเดี่ยว แล้วเริ่มทำเพลงที่แปลกขึ้นไปเรื่อยๆ พอถึงยุค 80 อเล็กซ์ก็หันไปสนใจดนตรีแจ๊ซ แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นงานที่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อและแฟนเพลงเท่าไหร่
 
                  แต่ในปี 1987 ชีวิตของอเล็กซ์ก็มาถึงจุดเปลี่ยนเล็กๆ เมื่อวงพังก์ร็อกที่กำลังมาแรงในช่วงนั้นชื่อ The Replacement แต่งเพลงออกมาเพลงหนึ่ง ชื่อเพลงว่า Alex Chilton
 
                  เพลง Alex Chilton อยู่ในอัลบั้ม Pleased to Meet Me ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 4 ของวงเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ ดนตรีเป็นพังก์ร็อกสนุกๆ เมโลดี้ฟังง่าย แค่ริฟฟ์กีตาร์กับกลองตีแบบโจ๊ะๆ ตอนอินโทรก็ติดหูแล้ว ส่วนเนื้อเพลงนั้นแปลกประหลาดจนถึงขั้นฟังไม่รู้เรื่อง แต่พอจะรู้คร่าวๆ ว่านี่เป็นเพลงที่พูดถึง อเล็กซ์ ชิลตัน นักร้อง-นักแต่งเพลงแห่งวงบิ๊กสตาร์คนนั้นแน่นอน
 
                  มีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งร้องว่า “I never travel far, without a little Big Star” ซึ่งจะมองเป็นการแซวว่า อเล็กซ์ไม่เคยทำเพลงที่ดังกว่าวงบิ๊กสตาร์เลย หรือไม่ก็อาจจะหมายถึงเหล่าสมาชิกวง เดอะ รีเพลสเมนต์ เองที่เป็นแฟนตัวยง ผู้พกอัลบั้มของบิ๊กสตาร์ติดตัวไว้เสมอ ก็ได้เช่นกัน
 
                  อย่างไรก็ตาม เดอะ รีเพลสเมนต์ ไม่ใช่วงดนตรีวงเดียวที่ได้อิทธิพลจากบิ๊กสตาร์ ในช่วงปลายทศวรรษ 80 ถึงต้นยุค 90 เริ่มมีศิลปินรุ่นหลังหลายรายพูดว่าตัวเองได้อิทธิพลจากดนตรีของบิ๊กสตาร์ คนที่มักจะพูดอย่างเต็มปากเต็มคำก็คือ ไมค์ มิลล์ แห่งวง R.E.M. ที่เป็นขาใหญ่ของดนตรีแนวคอลเลจซาวนด์ (ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ถูกเรียกว่าเป็นวงแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อก) แล้วยังตามด้วยนักดนตรีเท่ๆ อีกหลายวง อาทิ The Posies และ Teenage Fanclub ต่างก็บอกว่าชอบเพลงของบิ๊กสตาร์ หลายวงยังเอาร่องรอยดนตรีพาวเวอร์ป๊อปแบบบิ๊กสตาร์มาอยู่ในเพลงของตัวเองเสียด้วย
 
                  หากใครบอกว่า บิ๊กสตาร์กลายเป็นวงที่เป็นแรงบันดาลใจกับดนตรีอัลเทอร์เนทีฟในยุค 90 ก็คงไม่ผิดความจริงไปมากนัก
 
                  หลังจากมีเสียงเรียกร้องให้วงบิ๊กสตาร์กลับมาอยู่พักหนึ่ง ในปี 1993 อเล็กซ์ก็ตัดสินใจสร้างวงบิ๊กสตาร์ขึ้นใหม่อีกครั้ง เขาชวนมือกลองคนเก่ากลับมาร่วมงานด้วยกัน และได้สองนักดนตรีรุ่นน้องจากวง เดอะ โพซีส์ ที่เป็นแฟนเพลงตัวยงของบิ๊กสตาร์มาเสริมทัพ กลายเป็นบิ๊กสตาร์รุ่นใหม่ที่มีส่วนผสมน่าสนใจอย่างยิ่ง
 
                  แล้วบิ๊กสตาร์รุ่นใหม่ก็ได้ทำทุกอย่างอย่างที่วงดนตรีดีๆ วงหนึ่งควรจะได้ทำ พวกเขาออกแสดงสดหลายต่อหลายครั้ง ได้ไปทัวร์ยุโรปและญี่ปุ่น ได้แสดงออกรายการโทรทัศน์ชื่อดัง แถมยังร่วมกันทำอัลบั้มใหม่ชื่อว่า In Space ในปี 2005 อีกด้วย ซึ่งคราวนี้พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องการวางจำหน่ายอีกต่อไปแล้ว
 
                  ถ้าประโยค “I never travel far, without a little Big Star” ในเพลง Alex Chilton เป็นการแซว ก็คงเป็นการแซวที่ใช้ไม่ได้แล้วล่ะ
 
                  อเล็กช์ ชิลตัน เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายในเดือนมีนาคมปี 2010 ขณะมีอายุได้ 59 ปี เป็นการเสียชีวิตก่อนหน้าคอนเสิร์ตของวงบิ๊กสตาร์ที่มีคิวจะเล่นในเทศกาลดนตรี South by Southwest แค่ 3 วัน
 
                  เมื่อถึงวันคอนเสิร์ต วงบิ๊กสตาร์ขึ้นเล่นโชว์โดยไม่มีอเล็กซ์ แต่มีนักดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟชื่อดังนับสิบรายมาขอร่วมแจมเพื่อเป็นการคารวะให้กับ อเล็กซ์ ชิลตัน
 
                  และนั่นอาจจะเป็นค่ำคืนที่อเล็กซ์มองลงมาจากเบื้องบน แล้วได้เห็นแสงสว่างไสวบนเวที เป็นดั่งแสงสะท้อนจากวงดนตรีชื่อดาวดวงใหญ่ ที่เขากับเพื่อนๆ เคยพยายามส่งออกมา เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว