บันเทิง

ดีเจในโลกมืด
ลุงแจ้งแหลงใต้

ดีเจในโลกมืด ลุงแจ้งแหลงใต้

10 ก.ค. 2552

เผยชีวิตดีเจหนุ่มหน้ามนวัย 30 ผู้ขยันขันแข็ง สู้ชีวิต จากหมอนวดแผนโบราณก้าวสู่นักจัดรายการวิทยุ นามลุงแจ้ง แหลงใต้ ประจำสถานีวิทยุท้องถิ่นเพื่อการท่องเที่ยว อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี เอฟเอ็ม 97.25 ตัวอย่างของคนสู้ชีวิตและคิดทางบวกที่คนอวัยวะครบ 32 ควรนำ

 "โจ" วิรัตน์ แมนเมือง อายุ 30 ปี จากนักเรียนชาย ป.3 ที่มีร่างกายครบถ้วนเหมือนคนทั่วไปต้องกลายมาเป็นคนตาบอด เพราะความประมาทของคนขับรถดื่มสุรา ย้อนถึงชีวิตในวัยเยาว์ว่า

   “ผมเกิดที่กรุงเทพฯ แม่เป็นคนลำปาง พ่อคนสุราษฎร์ ผมเลยมาอยู่ที่บ้านพ่อ ผมเป็นลูกคนโตจากพี่น้อง 3 คน ตอนเรียน ป.3 ที่ ต.บ้านส้อง เวียงสระ สุราษฎรธานี ผมยืนเฉยๆ กับแม่ที่หน้าร้านของชำ มีรถมอเตอร์ไซค์บรรทุกของพวกเหล้าเบียร์เข้ามาชน เขาบอกว่า เห็นผมยืนอยู่กลางถนน คาดว่าเขาคงเมา เพราะที่จริงเรายืนอยู่ริมถนน ผมหัวแตก หน้าแตก สลบไป 2 วัน ดวงตาก็ค่อยๆ มืดไป หาหมอทั้งหาดใหญ่ กรุงเทพฯ จนกระทั่งอายุ 14-15 มองไม่เห็นเลย แต่ผมก็ยังมาเรียนในโรงเรียนปกติ จนจบปริญญาตรีนิติศาสตร์ รามคำแหง เรียนที่กรุงเทพฯ  เมื่อปี 2541 พอจบมาแล้วมาเลี้ยงเป็ดหมูไก่ที่บ้าน และสอนเล่นดนตรีทั้งกีตาร์ ออแกน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

  จนมีคนชวนมาเป็นหมอนวดแผนโบราณ ซึ่งปู่ผมก็เป็นหมอใหญ่แผนโบราณอยู่แล้ว ผมจึงมาอยู่ที่วัดนาสาร เรียนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และประกอบอาชีพเปิดร้านนวด”

 หมอโจเปิดร้านที่ซอยร่วมใจ ก่อนถึงโรงเจ มีชื่อเสียงขจรขจาย ก่อนที่จะมาเป็นดีเจ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากนักจัดรายการรุ่นลายครามประจำสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

 “ผมได้แรงบันดาลใจมาจากคุณ ปรีชา ทรัพย์โสภา (ล่วงลับไปแล้ว) เป็นขวัญใจของผม พอมีโอกาสก็มีดีเจพี่หลวง มาชวนไปจัดรายการวิทยุชุมชน 97.25 ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2548 ตอนนั้นก็เริ่มจากการซื้อเวลาจัด เป็นรายการคุยเกี่ยวกับ สมุนไพรไทยลูกทุ่ง เกี่ยวกับธรรมะ ชวนคนไปวัด และธรรมะในการครองเรือน เมื่อก่อนจัดสองช่วง ตอนนี้เหลือช่วงเดียว บ่าย 3-4 โมงเย็น จันทร์-ศุกร์ เปิดเพลงลูกทุ่ง เพื่อชีวิต”

 แม้สายตาจะใช้การไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคในการทำงาน  ตรงกันข้ามดีเจหมอโจ ทำแทบจะทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่เคยบอกแฟนเพลงว่า มองไม่เห็น

   “เวลาจัดวิทยุผมจะไม่ได้บอกคนฟังว่า เรามองไม่เห็น คนส่วนใหญ่เขาจะไม่ทราบกัน ผมนั่งคอนโทรลเครื่องเอง เปิดปิดไมโครโฟนรับโทรศัพท์เอง และมีช่างเทคนิคมาหาเพลงและเปิดสปอตให้ เพราะเขาหาเพลงจากคอมพิวเตอร์  เวลามีคนมาลงโฆษณาในรายการ ผมจะฟังสปอตรอบเดียวก็จำรายละเอียดได้ มีสคริปต์ในใจ การโฆษณา มีทั้งร้านขายของ เฟอร์นิเจอร์ ร้านอาหาร ที่ส่วนใหญ่เขาจะมาให้เอง เพราะเขาอยากจะช่วย เวลาจะพูดข่าว ก็ให้ช่างคอนโทรลอ่านให้ฟัง 1 รอบก่อนแล้วก็จำเอา หรือฟังแต่หัวข้อข่าวแล้วก็บรรยายเอง”

 ดีเจลุงแจ้ง คุยอย่างเรียบง่าย ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเล่าว่า เคยมีแฟนเพลงมาหาที่สถานีแล้วไม่เชื่อว่า มองไม่เห็น

 “คนมาดูที่สถานีก็สงสัยว่า ทำไมชื่อลุงแจ้ง อายุยังน้อย  ที่ใช้ชื่อว่า ลุงแจ้งแหลงใต้นี้ เพราะพ่อเรียกชื่อนี้มาตั้งแต่เด็ก พอแฟนเพลงเขามาที่สถานีก็จะถามว่า มองไม่เห็นจริงๆ เหรอ แล้วถามว่า จัดได้เหรอ ผมมาจัดรายการ โดยมีภรรยา(สวย)กับลูกสาว(ตัวเล็กน่ารัก)ขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งที่สถานี”

 สำหรับเพลงที่ลุงแจ้งชอบ ก็อยู่ในกระแสความนิยม แต่ลึกๆ แล้วก็ชอบเพลงอมตะด้วย
 “เพลงหรือนักร้องที่ชอบก็ ตั๊กแตน เพลง ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ หรือ แฟนเก็บ ผมชอบเพลงแนวครูสลา และก็ชอบหญิง ธิติกานต์ บ่าววี หลวงไก่ เพลงเก่าๆ ก็เปิดถ้าคนขอมา  เพราะผมจะรับสายหน้าไมค์ด้วย ปกติผมเป็นคนชอบฟังเพลง ฟังทั้งวันทั้งคืน ใช้โทรศัพท์มือถือฟังเพลงฟังทุกแนว แต่ปัจจุบันชอบเพลงลูกทุ่งและเพลงเก่า ฟังแล้วสบายใจ ภาษาสวยงาม มีสัมผัสนอกใน ชอบทั้งครูสุรพล ผ่องศรี ทูล ทองใจ เพลงที่ชอบที่สุด คือ “โปรดเถิดดวงใจ” ฟังได้ตลอด“

 นอกจากการเป็นนักจัดรายการที่มีลีลาการพูดกระฉับกระเฉง เฉกเช่นดีเจวัยรุ่นทั่วไปแล้ว ดีเจลุงแจ้งยังชอบทำงานการกุศล เป็นอย่างมาก

 “เราจะมีการนวดแผนไทยทุก 5 ธันวาคมมหาราช ที่ อ.บ้านนาสาร ระดมหมอกับชมรมผู้สูงอายุมานวดการกุศล ฟรีๆ ตอนมีเหตุการณ์สึนามิ ก็ลงไปช่วยกันนวดผู้ป่วย และพนักงานต่างๆ เคยนวดให้คณะ(คุณหญิง)หมอพรทิพย์ด้วย และก็มีโครงการนวดตามวัด หารายได้เข้าวัด มีคนตาดีมาทั้งหมด ผมคนเดียวที่มองไม่เห็น”

 ดีเจหมอนวดหนุ่ม กล่าวทิ้งท้าย อย่างน่าคิดถึงคติประจำใจและความภูมิใจที่ยืนได้ด้วยลำแข้ง โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และไม่เคยบ่นน้อยใจหน่วยงานใดๆ

 “บางโอกาสท้อบ้าง แต่ไม่ถอย ส่วนใหญ่จะไม่เคยท้อเลย สู้ตลอด เพราะชีวิตทุกคนมีค่า แต่บางคนไม่สู้ กว่าจะเกิดเป็นคน โตมาได้แสนลำบาก กว่าพ่อแม่จะเลี้ยงเรามาขนาดนี้ได้ บางคนยอมจบชีวิตเพราะตกงาน ผมว่างานมีเยอะ แต่คนเลือกงาน ทำไมคนต่างด้าวเขามาทำงานบ้านเรา ผมมีสโลแกนประจำใจ คือ คิดดี พูดดี ทำดี ช่วยเหลือสังคม

 “สำหรับตัวผมได้เงินชดเชยคนพิการเดือนละ 500 บาท ตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา แต่ผมก็ช่วยเหลือตัวเองมาตลอด ไม่เคยคิดขอความช่วยเหลือจากใคร อยากให้เอาเงินไปช่วยคนอื่นที่ลำบากมากกว่า ทั้งคนพิการ คนแก่ เด็กกำพร้าที่ต้องการความช่วยเหลือดีกว่า รัฐบาลควรสร้างอาชีพให้เขา”

 ใครที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลุงแจ้งแหลงใต้ สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 08-1747-6895 แล้วคุณจะทราบว่า ความพิการไม่ใช่อุปสรรคในการดำรงชีวิต