
วางปืนลงเถอะ : ขบคิดขีดเขียน
วางปืนลงเถอะ : ขบคิดขีดเขียน โดยหญิงยศ
เพื่อนสนิทของหญิงยศคนหนึ่งโดนยิงตายในที่จอดรถ
แม้เรื่องจะผ่านมาหลายปี แต่หญิงยศไม่เคยลืม แม้จะอโหสิกรรมต่อคนที่ลงมือ แต่หญิงยศก็ต้องอยู่กับความจริงที่ว่าเพื่อนสนิทของเราไม่มีวันกลับมาพบเจอกันได้อีกแล้ว ลูกกระสุนปืนเมื่อยิงออกมาแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้ คนที่ลงมือลั่นไกเขาให้เหตุผลว่ากระทำไปเพราะ "บันดาลโทสะ"
เหตุการณ์แบบนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรอกค่ะ แต่หลังๆ มานี่ หญิงยศเริ่มมีความรู้สึกว่าหญิงยศเห็นการยิงด้วยเหตุผลบันดาลโทสะบ่อยเหลือเกิน เพียงแต่เครื่องมือไม่ใช่ปืน... แต่เป็น "สเตตัส" ค่ะ คนสมัยนี้ตั้งสเตตัสด้วยการบันดาลโทสะกันอย่างดุเดือดเหลือเกิน และส่วนใหญ่ไม่รู้สึกผิด เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องซอฟท์ๆ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว กระสุนของสเตตัสมันทำร้ายความรู้สึกของคนถูกพาดพิงได้อย่างเลือดเย็นไม่แพ้กันเลยทีเดียว
การบันดาลโทสะทางสเตตัสที่แยบยลที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการโพสต์คำคมค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการหยิบยกคำสอนทางศาสนา ความคิดทางปรัชญา หรือคำพูดของบรรดาคนดังทั้งหลายมาลง โพสต์กันลอยๆ ไม่ได้พาดพิงถึงใคร ไม่ได้เจาะจง มันคือคำคมนะจ๊ะ อย่าร้อนตัว ทางเราไม่ได้หมายถึงใครซะหน่อยเลย จริงจริ๊งงงง... คนนึงโพสต์ อีกคนโพสต์กลับ ต่างคนต่างโพสต์กันไปมา หน้ายิ้มๆ เราให้ชื่อช่วงนี้ว่า "ช่วงคำคม" เพื่อนๆ ก็นั่งดูไป ไม่กล้ากดไลค์ ไม่กล้าคอมเม้นท์ เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับการควักมีดดาบออกมาแล้วฟันกันชั่วะๆ สุดท้ายก็ได้แผลกันไปทุกฝ่าย บางแผลอาจหายเร็ว บางแผลอาจลึกจนกลายเป็นแผลเป็น บางแผลอาจถึงขึ้นตัดอวัยวะหรือตัดขั้วหัวใจ จากเพื่อนก็กลายเป็นคนแปลกหน้า จากคนรักกันอาจกลายเป็นศัตรู เพียงเพราะไอ้คำคมที่ลงไว้ลอยๆ นี่แหละ เพื่อนหญิงยศคนหนึ่งเคยพูดว่า "ไอ้คำคมส่วนใหญ่นี่นะ มันเอามาทำกราฟได้เลยว่าโยงไปถึงใคร เกินครึ่งน่ะ ไอ้คนที่ลงคำคมลอยๆ จริงๆ มันมีน้อย ส่วนใหญ่เอามาแปะหัวได้เลยว่าคนนี้ด่าคนนั้น คนนั้นจิกคนนี้ แทบไม่มีหรอกไอ้คำคมลอยๆ น่ะ!!!" ที่น่ากลัวคืออะไรรู้ไหมคะ คือคนสมัยนี้ชอบมีอาการที่ฝรั่งเขาเรียกว่า "Take It Personal" แปลเป็น
ไทยง่ายๆ ก็คืองานมโนว่าต้องเป็นเรื่องของตรูแน่ๆ คือสมมุติว่านายเอโพสต์สเตตัสบันดาลโทสะด้วยคำคมลอยๆ ถึงนายบี แต่นายซีเห็นแล้วนอยด์แตกคิดว่านายเอพาดพิงตรูแน่นอน... กรณีนี้ไม่ต่างกับการโดนยิงแบบลูกหลง ผลพลอยได้คือเสียเพื่อนเพิ่มขึ้นไปอีกคน
คนสมัยนี้เสียงดังในเรื่องของการเรียกร้องสิทธิ์ เรียกร้องการแก้กฎหมาย เรียกร้องความยุติธรรมจากสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่มักลืมกันไปนั่นคือหน้าที่ของตัวเอง ก่อนที่เราจะเรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเองได้นั้น เราควรต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองเสียก่อน ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาไม่น่าสนใจใหญ่โตอะไร แต่คนที่เข้าใจในหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองนั้น จะไตร่ตรองดีกว่า คนที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีนั้น จะไม่หยิบปืนขึ้นมาข่มขู่หรือยิงเปรี้ยงเพียงแค่บันดาลโทสะ เขาจะไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์คำคมเพียงเพื่อจะบันดาลโทสะหรือเรียกร้องความยุติธรรมแบบสะใจให้กับตัวเอง
เมื่อก่อนเวลาที่นักแสดงในสังกัดของคุณแม่หญิงยศมีข่าวไม่ดี แม่มักจะพูดเสมอว่าอย่าไปสนใจ ข่าวบนกระดาษวันนี้ พรุ่งนี้ก็กลายเป็นถุงกล้วยแขกแล้ว แต่เวลาเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีล้ำหน้า ข่าววันนี้ คำพูดทุกคำของเราวันนี้ เมื่อเราตัดสินใจพิมพ์และโพสต์แล้ว มันจะอยู่ติดตัวเราไปตลอด ต่อให้เราโพสต์ไปหนึ่งนาทีแล้วรู้สึกไม่ดีลบรูปหรือสเตตัสนั้นทิ้ง แต่มันก็ไม่หายไปหรอกค่ะ และมีความเป็นไปได้สูงว่ามีคนถ่ายครอปหน้าจอไปโพสต์เม้าท์กันต่อในกรุ๊ปไลน์ต่างๆ คำพูดหรือการโพสต์สเตตัสมันเหมือนลูกปืนนะคะ คุณตัดสินใจยิงออกไปแล้ว ความเสียหายเกิดขึ้นแน่นอน ไม่มีใครวิ่งเร็วกว่าลูกปืน ความสะใจหรือการได้ระบายเพียงชั่วครู่ชั่วยามนั้นมันทำร้ายตัวคนพูดคนโพสต์ได้มากกว่าแค่สะใจ ส่วนใหญ่ความสะใจมักกลายเป็นความเสียใจ ไม่เสียใจเพราะรู้สึกผิดที่ตัวเองโพสต์ ก็เสียใจที่ผลตอบรับจากคนรอบข้างมันกลายเป็นความห่างเหินไป ความไม่ไว้ใจกันเหมือนเดิม มิตรภาพที่เริ่มแหว่ง ความรักที่บูดเบี้ยว ทั้งหมดนี้มาจากการตัดสินใจลั่นไกเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
ทุกวันนี้เราเรียกร้องให้กฎหมายเข้มงวดในการพกพาอาวุธ โดยที่บางครั้งเราลืมไปว่า อาวุธที่ทรงพลังและน่ากลัวที่สุดก็คือตัวเรา ความคิดของเรา คำพูดของเรา มนุษย์ทุกวันนี้พกปืนกันโดยไม่รู้ตัว เรายิงคำพูดออกไปกันอย่างพร่ำเพรื่อ ครั้งหน้าก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์แล้วกดโพสต์ คิดเสียว่านี่คือปืนที่อยู่ในมือ เราอยากยกมันเล็งไปที่ใครคนนั้นจริงๆ หรือไม่ เพราะสุดท้ายทั้งปืนและโซเชียลมีเดียไม่ได้ผิด คนที่ผิดคือคนที่หยิบมันขึ้นมาใช้ต่างหาก



