บันเทิง

หนังโรงเล็ก:'หนังดีๆ ทนทานต่อวันคืน'

หนังโรงเล็ก:'หนังดีๆ ทนทานต่อวันคืน'

05 ธ.ค. 2557

'หนังดีๆ ทนทานต่อวันคืน' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

�
� � � � � เคยมีคนพูดว่า เราจะเหมาความ ตีความ หรือเอาความเกี่ยวกับคำว่า Classic ไปในแง่มุมไหนดี�
�
� � � � � ทั้งที่ในความจริงนั้น คำว่าคลาสสิกกับหนังมันมีตั้ง 2-3 ความหมาย คลาสสิกในการคงทน คลาสสิกในกาลเวลาและคลาสสิกในคุณค่าความรู้สึก ล้วนได้หมด
�
� � � � � หนังแบบนี้ มักอยู่ยาวและถูกนำมาตีความพูดถึงใหม่ ไม่ว่าจะเป็น To Kill a Mockingbird หรือ The Graduate แต่ที่เป็นงานแบบนี้ในยุคหลัง ผมชอบ American Beauty ที่ครบรอบ 15 ปีไป (1999-2014)
�
� � � � � งานชิ้นนี้ของ แซม เมนเดส นักการละคร ไม่ขายดีแบบ Titanic และไม่ได้ขายได้ตลอดเวลาอย่าง Gone with the Wind แต่เป็นหนังตีความนิยมของผมเวลาเอาไปสอนตามมหาวิทยาลัย
�
� � � � � ผมว่า American Beauty เป็นงานตีความได้ตลอดเวลาอย่าง The Graduate ของไมค์ นิโคลส์ ที่สำคัญเคยเขียนถึงแง่มุมของ infidelity ไปจนถึง affair ที่เร้นซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ของเลสเตอร์และแคโรลีน (แต่ชู้รักคือกลิ่นหอมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่หลายคู่มิอาจต้านทาน แม้ทนทาน)
�
� � � � � แคโรลีน (แอนเนต เบนนิ่ง) กับ เลสเตอร์ เบิร์นแฮม (เควิน สเปชีย์) เป็นสามีภรรยาที่มีลูกสาวชื่อ เจนนี ทั้งสามคนถือเป็นครอบครัวที่ได้มาตรฐานตามค่านิยมของสังคมอเมริกันยุคใหม่ นั่นคือมีฐานะ การศึกษา รถและบ้าน รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ราคาแพง
�
� � � � � แต่ถึงจะมีทุกอย่างแล้ว แต่สามีภรรยาคู่นี้ก็ดูจะยังเหนื่อยไม่จบอยู่ดี เนื่องเพราะสิ่งที่เขาและเธอต้องสร้างอยู่เรื่อยๆ ก็คือ ภาพลักษณ์ (image) ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่า ทำไม แคโรลีน ถึงชอบตัดดอกกุหลาบใส่แจกันทุกเช้า (เพราะการเอากุหลาบใส่แจกัน เป็นการเข้าใจกันไปเองว่ามันคือความสวยงามตามค่านิยมของสังคมอย่างหนึ่ง)
�
� � � � � ภาพที่เราเห็นจากนอกบ้านนั้น ครอบครัวของเบิร์นแฮมดูดีแน่นอน แต่เมื่อกล้องได้อนุญาตให้สายตาเราค่อยๆ เข้าไปสำรวจตรวจตราสิ่งที่เป็นไปในบ้านหลังนี้ เราก็จะพบว่าบ้านที่ดูดีนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว "ดูแย่" และถึงขั้น "ดูไม่ได้" ด้วยซ้ำ
�
� � � � � ที่ว่าดูไม่ได้เพราะทั้งสามีภรรยานั้น "ต่างคนต่างนอน" กันมานานแล้ว เลสเตอร์ บอกว่าความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเขาอยู่ที่การทำมาสเตอร์เบทตัวเองในตอนอาบน้ำ ส่วน แคโรลีน ดูร้ายกว่า เธอไปคบชู้กับนักธุรกิจขายบ้านคนหนึ่ง
�
� � � � � บ้านของครอบครัวนี้ ถึงแม้ดูสวยงามจากสนามหญ้าหน้าบ้านและรั้วไม้ที่รายล้อม แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว สิ่งที่อยู่ในบ้านก็คือความโสมมเน่าเหม็นที่ปกปิดต่อกัน
�
� � � � � เมื่อพ่อกับแม่เป็นแบบนี้ เราจะฝันอะไรได้ถึงชีวิตที่ดีของลูกสาวอย่างเจน
�
� � � � � หนังเปิดฉากให้เห็นว่า เจน ก็ไม่ได้ดีไปกว่าแม่ เธอหมกมุ่นอยู่กับการเปิดเว็บไซต์ที่จะแต่งตัวอย่างไรให้ดูดี มีหุ่นแบบไหนที่เตะตาชาย ถ้าสาระของแม่คือ "ภาพลักษณ์" แต่แก่นความสนใจของลูกสาวคือ "เปลือก"
�
� � � � � แล้วเราก็ค่อยๆ เห็นพฤติกรรมของแคโรลีน ในทางที่เลวร้ายมากขึ้น เธอเอาตัวเองไปนัวเนียกับนักธุรกิจจนนอกใจสามีและมีความสัมพันธ์ทางเพศ ข้างสามีอย่าง เลสเตอร์ เมื่อมีโอกาสได้ไปเห็นเพื่อนของลูกสาวที่ชื่อ แองเจล่า ซึ่งสวยและเซ็กซี่ ก็เกิดความรู้สึกอยากจะนอนกับเพื่อนลูก
�
� � � � � เขาลุ่มหลงถึงขนาดที่ว่า เมื่อ แองเจล่า แกล้งพูดว่าถ้าคุณล่ำกว่านี้สักหน่อย เธอจะแสดงความสนใจ แค่นั้นก็พอที่จะทำให้ เลสเตอร์ ออกวิ่งทุกเช้า ลดไขมัน เรียกกล้ามเนื้อ �เราจะเห็นว่าตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ตัวละครในครอบครัวเธอที่ปรากฏอยู่ในเฟรมภาพนั้น มักจะตกอยู่ "กรอบ" แบบใดแบบหนึ่งตลอดเวลา (อาทิ กรอบประตู, หน้าต่าง, ลวดลายของผ้าม่าน, ผนังกั้นในที่ทำงานซึ่งเป็นกรอบอย่างชัดเจน, ลายของเสื้อผ้าตัวละครที่เป็นเส้นกรอบ, ลายผ้าของโซฟาอิตาลี)�
�
� � � � � ใครบางคนก็อาจเป็นเช่นนี้ ไม่อยู่ในกรอบของสังคม ก็มีกรอบที่ตัวเองสร้างไว้ในเพื่อจองจำตัวเอง หนังบอกเราว่าชีวิตของตัวละครหลายๆ คนนั้น ไร้สาระแค่ไหน �เลสเตอร์ พยายามจะออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเพื่อการเป็นที่ประทับใจของเพื่อนลูกสาว, เจนนี สับสนในตัวเองและพยายามที่จะเป็นแบบแองเจล่า คือสวยและสะดุดตาผู้ชายบ้าง, แคโรลีน หลุดออกจากการมีชีวิตที่ดีไปนานแล้ว เธอเหมือนตกเหวสูง เป็นทาสของวัตถุนิยมโดยเบ็ดเสร็จ เมื่อเป็นแบบนี้ เมียก็ไม่ใช่คนรักที่ดีของผัวอีกต่อไป และสามีก็ไม่ใช่คนรักที่น่าไว้ใจของภรรยา
�
� � � � � ฉากที่ทุกคนกินข้าวในบ้าน เป็นการบอกที่ชัดเจนที่สุด โดยปกตินั้นการกินข้าวคือกิจกรรมที่มีความสุข แต่เพลงที่แคโรลีน ชอบบังคับให้ทุกคนฟังเหมือนตัวเอง กลับสร้างบรรยากาศที่น่าวังเวงเหมือนอยู่ใน "สุสาน" มากกว่าอยู่ในบ้านของคนที่มีความสุข
�
� � � � � แต่ความเป็นไปที่ว่านี้ ถูกรับรู้โดย "ริคกี้" เพื่อนบ้านที่ชอบใช้กล้องวิดีโอถ่ายภาพสิ่งต่างๆ ในครอบครัวเจนนี นั่นก็เพราะว่าเขามีใจให้เจนนี �ตัวริคกี้พยายามจะบอกเจนว่าอย่าไปหลงตามสิ่งที่แองเจล่า เป็น เพราะความสวยของ เจน นั้น ก็คือสิ่งที่เจนเป็น
�
� � � � � ในตอนหนึ่ง เจน เคยบ่นว่าทำไมการเป็นคนธรรมดาถึงเป็นทุกข์ขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่าเธอมีเพื่อนอย่าง แองเจล่า ที่เป็นคนพิเศษ (ในสายตาของมาตรฐานสังคม) เนื่องเพราะแองเจล่ามีตาสีฟ้า, ผมสีบลอนด์ (ซึ่งเป็นอีกคลาสหนึ่งของอเมริกัน)
�
� � � � � ถ้าลองสังเกตดู ชื่อของ "เจน" ก็ดูธรรมดาที่สุด ไม่เหมือนนามของ "แองเจล่า"
�
� � � � � แต่จะมีประโยชน์อันใดเล่า ถ้าชื่อของคุณไพเราะงดงาม แต่พฤติกรรมและชีวิตคุณมีแต่ความอัปลักษณ์เหมือนตัวละครบางคน แองเจล่า อาจจะแปลว่านางฟ้า แต่พฤติกรรมของเธอทุกอย่างไม่ใช่นางฟ้า หากแต่เป็นปีศาจหรือผีร้าย
�
� � � � � มีอยู่ฉากหนึ่งที่หนังฉายภาพซ้ำเกี่ยวกับแองเจล่า นั่นคือตอนที่เธอกำลังเอื้อมมือไปแตะไหล่ของเลสเตอร์ มือของเธอที่ค่อยๆ เอื้อมนั้น ไม่ต่างอะไรจากการเคลื่อนไหวของ "งู" ซึ่งกำลังจะฉกเหยื่อ (และเหยื่อก็คือ ผู้ชายที่มาสนใจเธอนั่นเอง)
�
� � � � � ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าตีความ แต่นี่คือส่วนหนึ่งของหนังคลาสสิกในอนาคต...
�
.......................................
(หมายเหตุ 'หนังดีๆ ทนทานต่อวันคืน' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)


�