บันเทิง

การสาบสูญของเควินและริชีย์

การสาบสูญของเควินและริชีย์

27 พ.ย. 2557

การสาบสูญของเควินและริชีย์ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ

 
 
          ภาพหนึ่งภาพแทนถ้อยคำได้นับพัน ...แต่บางภาพอาจแทนได้เป็นล้าน
 
          อย่างภาพถ่ายภาพหนึ่งจากฝีมือของช่างภาพหนุ่มชาวแอฟริกาใต้ชื่อ เควิน คาร์เตอร์ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ไพรซ์ในปี 1994 มันเป็นภาพของเด็กน้อยผิวดำชาวซูดานตัวผอมแห้งเนื้อติดกระดูก กำลังฟุบหน้าลงกับพื้นดินคล้ายสวดมนต์อ้อนวอน หรือไม่เธอก็กำลังอ่อนแรงคล้ายจะสิ้นลม ด้านหลังของเด็กน้อยมีแร้งตัวหนึ่งนั่งคอยและจดจ้องอยู่อย่างใจเย็น
 
          ภาพนี้ก่อให้เกิดอารมณ์ท่วมท้น แล้วมันก็กลายเป็นภาพที่แพร่หลายในสื่อสิ่งพิมพ์ประจำปีนั้น แถมยังก่อให้เกิดคำถามมากมายตามมา ตั้งแต่ว่า เป็นการจัดฉากหรือเปล่า? แล้วเด็กน้อยคนนั้นรอดตายไหม? ไปจนถึง ...แล้วตกลง เควิน คาร์เตอร์-ในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ ได้ช่วยชีวิตเด็กคนนั้นหรือเปล่า?
 
          การค้นหาความจริงเบื้องหลังภาพถ่ายนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด สื่อตามสัมภาษณ์ทั้งตัวเควินเอง และเพื่อนๆ ช่างภาพที่ไปถ่ายภาพที่ซูดานพร้อมกับเขา ข้อเท็จจริงหลายอย่างถูกขุดคุ้ย เรารู้ว่าเควินยกกล้องรออยู่ถึง 20 นาทีกว่าที่แร้งและเด็กน้อยจะทำมุมได้อย่างในภาพ และเรารู้ว่าหลังจากถ่ายภาพนี้เสร็จ เขาก็ช่วยไล่นกแร้งให้พ้นไปจากเด็ก แต่ไม่ได้ช่วยเหลือเด็กน้อยต่อจากนั้น ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งเพราะเขาถูกเจ้าหน้าที่สั่งห้ามไม่ให้ยุ่งกับชนพื้นเมือง และอีกส่วนหนึ่ง-ตามปากคำของช่างภาพที่ไปด้วยกันเคยบอกว่า พ่อแม่ของเด็กก็น่าจะอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น เนื่องจากภาพนี้ถ่ายขึ้นใกล้กับศูนย์ช่วยเหลือที่พ่อแม่ของเด็กก็น่าจะไปต่อคิวรับอาหารที่ศูนย์อยู่ห่างไปไม่กี่เมตรนั่นเอง
 
          แต่ไม่ว่ารายละเอียดของความจริงที่อยู่เบื้องหลังภาพนี้จะเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงในชีวิตของเควินก็คือเขาเป็นช่างภาพข่าวอิสระที่เคยถ่ายภาพอันโหดร้ายมาแล้วมากมาย ...และบางทีอาจจะมากเกินไป 
 
          เควินเป็นเด็กหนุ่มผิวขาวที่เติบโตมาในดินแดนที่สงครามระหว่างสีผิวร้อนระอุ การใช้ชีวิตเป็นทหารในช่วงวัยหนุ่ม ทำให้เขาได้พบภาพโหดร้ายในสมรภูมิและในสังคมรอบกาย หลังจากปลดประจำการจากกองทัพ เควินก็หันมาเอาดีในอาชีพช่างภาพ เขาเริ่มต้นโดยการถ่ายภาพข่าวกีฬา แต่แล้วเควินก็พบจุดหมายในชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เขาหันมาเป็นช่างภาพข่าวสงคราม แล้วก็ออกตามติดภาพความขัดแย้งในบ้านเมืองของตัวเองร่วมกับกลุ่มเพื่อนช่างภาพที่มีอุดมการณ์เดียวกัน โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า The Bang-Bang Club 
 
          เควินสร้างชื่อด้วยการเป็นช่างภาพคนแรกที่ถ่ายภาพการฆ่ากันด้วยวิธีเอายางรถยนต์มาแขวนคอเหยื่อแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา ที่เรียกว่าการฆ่าด้วย ‘สร้อยคอ’ (Necklacing) ซึ่งเป็นทั้งกรรมวิธีและพิธีกรรมแบบศาลเตี้ยที่ใช้ตัดสินความผิดในหมู่คนผิวสีในขบวนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพวกเขาในแอฟริกาใต้ มันเป็นภาพถ่ายที่สยดสยองจนอาจทำให้ผู้พบเห็นต้องเก็บไปฝันร้ายได้ การที่เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพถ่ายเหล่านี้ก็ทำให้เควินต้องตอบคำถามต่อตัวเองอย่างหนักหน่วงในเรื่องเส้นแบ่งระหว่างความเป็นสื่อมืออาชีพกับมนุษยธรรม เขาและเพื่อนๆ ยังได้กลายเป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ภาพการฆ่ากันด้วยวิธีการป่าเถื่อน ภาพสงครามกลางเมือง และภาพซากศพ ผ่านสายตาของเควินไปพร้อมกับความเครียดที่ทับถม 
 
          ภาพถ่ายเด็กน้อยและแร้งผู้หิวโหยจากฝีมือของเควินถูกตีพิมพ์ใน เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ในเดือนมีนาคม 1993 แล้วมันก็ก่อให้เกิดผลตอบรับอย่างมากมาย ก่อนหน้านั้นเขาใช้ชีวิตแบบฟรีแลนซ์ทำให้ต้องคอยปวดหัวกับปัญหาการเงินอยู่เสมอ แต่ชีวิตของเควินเริ่มดีขึ้นหลังจากนั้น เขาเริ่มได้รับงานจ้างจากสื่อใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าการพยายามรับผิดชอบงานให้ได้ดีกลับเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับเควิน ความเครียดและความกลัวที่สะสมมาเริ่มแสดงผล บางครั้งเขาเพียงนั่งตัวสั่นอยู่ท่ามกลางการยิงต่อสู้อันดุเดือดโดยไม่ได้กดชัตเตอร์เลย แถมเควินยังมีปัญหาเรื่องยาเสพติดที่เขาต้องเสพเพื่อลดความเครียดในการทำงานมาพักใหญ่ เควินยังมีปัญหาไม่น้อยในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว ต้นเดือนเมษายน คนรักของเขาก็ให้เขาย้ายออกจากบ้าน
 
          แต่พอถึงวันที่ 12 เมษายน 1994 เขาก็ได้รับโทรศัพท์บอกว่าภาพของเขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์!
 
          เหมือนได้หลุดจากปัญหาชีวิตที่รุมเร้าไปชั่วขณะ เควินบินไปรับรางวัลที่นิวยอร์ก เขากลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่ใครๆ รุมล้อม ได้ออกสื่อมากมาย แต่ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มต้องรับมือกับคำถามเกี่ยวกับมนุษยธรรมของช่างภาพไปด้วย บางเสียงวิจารณ์ถึงกับกล่าวหาว่าเขาก็ไม่ต่างจากอีแร้งในภาพที่จ้องจะฉกฉวยผลประโยชน์จากเด็กน้อยผู้อดอยาก จนเมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดในไม่กี่วันถัดมา ชีวิตจริงก็กลับมาถาโถมใส่เขาอีกครั้ง 
 
          3 เดือนหลังจากได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ เควิน คาร์เตอร์ ฆ่าตัวตายด้วยการรมแก๊สตัวเองในรถยนต์
 
          ตลอดอายุขัย 33 ปีของ เควิน คาร์เตอร์ ช่างท่วมท้นไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งซึมเศร้าแต่เปี่ยมอุดมการณ์ ตื่นเต้นและหน่วงหนัก สูงสุดไปสู่ต่ำสุด จนเรื่องราวของเขากลับเพื่อนๆ ถูกนำมาเล่าซ้ำๆ ในสื่อมากมาย และยังเคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย
 
          ในแวดวงดนตรีเองก็มีบทเพลงที่โด่งดังระดับท้อปเทนเพลงหนึ่งที่บอกเล่าชีวิตของเขาได้อย่างน่าทึ่ง นั่นก็คือเพลง Kevin Carter ของ Manic Street Preachers วงอัลเทอร์เนทีฟร็อกชื่อดังจากเวลส์ 
 
          Kevin Carter อยู่ในอัลบั้ม Everything Must Go (1996) เป็นอัลบั้มลำดับที่ 4 ของวง เพลงๆ นี้มีจังหวะคึกคัก ริฟฟ์กีตาร์ตอดตลอดเพลง เติมสีสันด้วยโซโลทรัมเป็ตกลางเพลง แต่ตลอดเพลงจะมีจุดเด่นอยู่ที่เสียงร้องของนักร้องนำ เจมส์ ดีน แบรดฟีลด์ ที่ร่ายเนื้อเพลงได้อย่างเปี่ยมพลัง
 
          นอกจากท่อนฮุกที่ร้องชื่อ เควิน คาร์เตอร์ ซ้ำๆ แล้ว ในท่อนอื่นเมื่อฟังรวมๆ ในทีแรกจะดูเป็นถ้อยคำที่กระจัดกระจาย บ้างก็ถึงกับฟังดูไม่มีความหมาย แต่ถ้าหากใครลองค้นลึกๆ ถึงเรื่องราวในชีวิตของ เควิน คาร์เตอร์ ก็จะพบว่าถ้อยคำส่วนใหญ่นั้นเกี่ยงข้องกับชีวิตของช่างภาพคนนี้จริงๆ 
 
          อย่างการพูดถึงรางวัลพูลิตเซอร์, นกแร้ง, กลุ่มแบงแบงคลับ, ปืน AK 47 ที่พวกนักรบประชาชนในแอฟริกาใต้ใช้ถือติดมือ หรือกระทั่งเรื่องบาดแผลของชนเผ่าต่างๆ 
 
          แต่ความลึกซึ้งที่สุดของเพลงนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทเพลง หากแต่อยู่ที่เรื่องราวของคนที่แต่งเพลงนี้ต่างหาก
 
          คนที่แต่งเพลงนี้คือ ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส มือกีตาร์ผู้อ่อนไหวของวง เขาเป็นนักแต่งเพลงหลักๆ ของวงในยุคแรกที่สร้างเนื้อเพลงอันลุ่มลึก เชื่อมเอาเรื่องการเมือง ปรัชญา เข้ากับอารมณ์ร่วมสมัย ริชีย์ยังแสดงออกถึงความเอาจริงเอาจังในชีวิตเสมอ ครั้งที่เป็นที่จดจำที่สุดก็คือตอนที่มีนักข่าวพยายามถามถึงความจริงใจต่อบทเพลงของวง เขาก็เอามีดกรีดแขนของตัวเองเป็นตัวอักษรว่า ‘4 Real’ เพื่อแสดงถึงความจริงจังต่อดนตรีของเขา
 
          วงแมนิคฯ กลายเป็นวงที่มาแรงสุดๆ ในช่วงต้นทศวรรษ 90 ชื่อเสียงและความสำเร็จถาโถมเข้ามา พร้อมๆ กับความเป็นเซเลบฯ ที่ทำให้สื่อมวลชนคุ้ยข่าวและข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาไม่เว้นวัน ความเครียดเริ่มก่อตัว แล้วในที่สุดจุดแตกหักก็มาถึง
 
          วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1995 ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส หายตัวไปอย่างลึกลับ
 
          Everything Must Go เป็นอัลบั้มแรกที่วงแมนิคฯ ปล่อยออกมาหลังจากการหายตัวของริชีย์ และเพลง Kevin Carter ก็สร้างขึ้นจากเนื้อเพลงที่ริชีย์เขียนทิ้งเอาไว้ก่อนหายตัวไป
 
          ในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ฉายให้เห็นภาพสมาชิกที่เหลืออยู่ 3 คนของวงแมนิคฯ ใส่ชุดหรูเล่นดนตรีตัดสลับกับภาพของกล้องถ่ายรูปที่ลั่นชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงหนึ่งการยิงชัตเตอร์ก็ดูคล้ายกับการยิงกระสุนปืน แล้วร่างกายของเหล่าสมาชิกแมนิคฯ ก็กระเด็นตามแรงกระสุน
 
          กลายเป็นว่า Kevin Carter อาจจะเป็นเพลงที่ริชีย์และวงแมนิคฯ ต้องการพูดถึงเรื่องผลจากการจิกทึ้งของสื่อมวลชนที่มีต่อพวกตน และการนำเอาชีวิตของ เควิน คาร์เตอร์ มาเป็นตัวแทนในการเล่าเรื่อง ก็ไม่ได้เป็นการโต้ตอบเหล่าช่างภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง หากแต่ก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นการมองอีกด้านอย่างพยายามเข้าอกเข้าใจ หรือจะเป็นการตักเตือน ไม่ก็เป็นการประชดประชันอยู่ในที
 
          จนวันนี้ยังไม่มีใครล่วงรู้ชะตากรรมของ ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
 
          สิ่งที่หลงเหลืออยู่ให้เราระลึกถึงตัวเขาก็คือบทเพลงที่เขาแต่งให้วง แมนิค สตรีท พรีชเชอร์ 
 
          ...และภาพถ่ายจำนวนมากที่สื่อมวลชนเคยบันทึกเอาไว้
 
 
.......................................
(หมายเหตุ การสาบสูญของเควินและริชีย์ : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ)