
เล่นหูเล่นตา:ขัดหูขัดตา
24 พ.ย. 2557
ขัดหูขัดตา : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
งานรับจ้างเขียนนั้นได้รับทั้งค่าตอบแทนและผลตอบรับน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ ในแวดวงสื่อสาธารณะ แต่ถ้าจะวัดกันที่ “คุณค่าทางใจ” แล้ว ...มัน “สูงค่า” กว่าที่ใครจะคิด เกินกว่าที่จะวัดกันด้วยตัวเลข นี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงรักงานเขียนและยังคงเขียนต่อไปจนกว่าเขาจะไม่จ้าง ...
ขอบคุณ “คม ชัด ลึก” ที่ให้โอกาสฉันได้แสดงความคิดและจิตวิญญาณที่ฉันไม่อาจแสดงออกได้เมื่ออยู่ในสายอาชีพอื่น ...แม้ผู้คนในปัจจุบันจะชอบเสพสื่อที่มีสาระเบาบางถึงขั้นไร้สาระบ้างในบางที แต่ก็ยังพอมีคนรักที่จะเสพความคิดอันเป็นสาระจริงจังผ่านตัวหนังสือ และเมื่อสาระนั้นตกผลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดอันแยบยลของคนคนนั้น การแสดงออกใดๆ จะไม่ค่อยพร่ำเพรื่อเพราะความฉลาดปราดเปรื่องไม่ได้ถูกวัดด้วยการเขียน หรือพูด แต่วัดกันที่ “การกระทำจริง” คนฉลาดมักจะคิดไตร่ตรองและคัดกรองก่อนที่จะพูดหรือเขียน (ห่างจากตัวฉันเหลือเกิ๊น!) ซึ่งส่งผลกระทบทางความคิด ความรู้สึก และจิตใจของผู้อ่านเพื่อไม่ให้เป็นการชี้นำ จับผิด หรือตัดสินสิ่งใดๆ จนเกินไป ...
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “คนคิดเป็น” กับ “คนคิดไม่เป็น” เพราะหลายครั้งที่การแสดงออกทางความคิดเป็นเพียงข้ออ้างในการระบายอารมณ์ ผลจากการอ่านสาระมากๆ ทำให้ความคิดและการแสดงออกทางคำพูดของฉันค่อนข้างที่จะเป็นแนวนามธรรมในบางครั้ง ซึ่งก็คือ “พูดเองงงเองค่าคุณตำรวจ” (ก่อนที่ใครจะมาด่าว่า “อีนี่พูดไม่รู้เรื่อง” เสียอีก) แต่โดยสายอาชีพนักร้องอย่างฉันเป็นอาชีพที่ “โชว์เดี่ยว” เขียนหนังสือไปร้องเพลงไป มึนบ้างโง่บ้างเป็นบางที เกิดขึ้นและจบลงด้วยตัวเอง ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงหรือมีการประเมินผลตามมา
จนกระทั่งฉันได้มานั่งทำหน้าที่บน “อีเก้าอี้สีแดง” นี่แหละ! ...มันเหมือนขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา ไม่รู้ว่ามันจะพาโค้ชทั้ง 4 คนและลูกทีมหัวทิ่มหัวตำหกคะเมนตีลังกาอีท่าไหน จะลงกลางทางก็ไม่ได้ ต้องรอจนกว่าจะหมดรอบ ระหว่างนั้นบางคนอาจร่วงตกจากรถไฟ ยังไม่ทันหายมึนก็ถูก “อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต” โหมกระหน่ำใส่อย่างเมามันค่ะคู้ณ! ผ่านคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็นทางการแต่เป็นลายลักษณ์อักษร ความจริงแล้วการประเมินผลเกิดขึ้นตั้งแต่ยังคาอยู่บนรถไฟเหาะแบบวินาทีต่อวินาทีแล้วค่าคุณ! อารมณ์ดี อารมณ์เสีย อารมณ์ค้าง ฟาดงวงฟาดงา ตีอกชกนม ผสมกันหลายอารมณ์ ...แปรปรวนเสียยิ่งกว่าสภาพอากาศ ...
ด้วยว่าเป็นรายการที่ฮอตฮิต ผู้ชมก็ย่อมอยากเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นธรรมดา จะมีพวกเอาอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ ที่อ้างว่ามีเหตุผลคอยจับผิด “ชี้ขาด” “ตัดสิน” บนความรู้สึกส่วนตัวที่สามารถเขียนออกมาได้เป็นวรรคเป็นเวร เป็นคุ้งเป็นแคว รู้เยอะกันจริง ตั้งกระทู้ด่าทอ โจมตี ขับไล่จะถอดถอนโค้ชออกจากตำแหน่ง “คิดเห็น” ได้แต่อย่า “คิดแทน” พวกเราเลย อยากเรียนเชิญคนพวกนี้มาทำหน้าที่โค้ชแทนพวกเราจริงๆ เล้ย ...อย่ามัวแต่ชี้นิ้วจิกตีอยู่เลย ดูซิว่าจะทนคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาได้มั้ยคะคุณ! การแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ตั้งอยู่บนความรู้และประสบการณ์จริง จะไม่มีวันเป็น “คนรู้จริง” ได้เลย...
ในรายการโค้ชทั้ง 4 คนต่างใช้ “สัญชาตญาณ” เป็นสิ่งแรกในการเฟ้นหา “เสียงจริง” ก่อนจะเจอ “ตัวจริง” (สัญชาตญาณ คือ ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดของคนและสัตว์ทำให้มีความรู้สึกและการกระทำได้เองโดยไม่ต้องมีใครสั่งสอน เป็นความรู้ที่เกิดเอง ไม่ต้องเรียน) … พวกเราใช้สัญชาตญาณในเส้นทางอาชีพมาหลายสิบปี มันจึงค่อนข้างเฉียบคมและพร้อมใช้งานทุกเมื่อ (คุยทับซะเลยงี้!) “สัญชาตญาณ” ที่แม่นยำและเฉียบคมเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบต่อสิ่งกระตุ้นที่อยู่ตรงหน้าอย่างฉับพลัน ไม่ได้คิดมาจากบ้าน ไม่ได้ “choose from the house” เสียงนะคะคุณ ไม่ใช่ยกทรงกางเกงในจะได้เลือกใส่มาจากบ้าน
ในความเป็น “คน” ทุกคนย่อมมี “จริต” (ความชอบที่ต่างกัน) “จริต” คือ ความลำเอียง (อคติ) ...มันทำให้เราเลือกเอาเฉพาะเสียงที่เราชอบเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้คนเสียงดีบางคนไม่ถูกเลือก เมื่อพวกเราใช้สัญชาตญาณเป็นอย่างแรก ตามมาด้วย “จริต” เรากำลังเข้าไปอยู่ในหมวดหมู่ของ “ความชอบ ความไม่ชอบ” มันเป็น “อารมณ์” ไม่ใช่ “เหตุผล” ดังนั้นมันอยู่นอกเหนือ “ความยุติธรรม” โค้ชนะคะคุณไม่ใช่ “ผู้พิพากษา” จะได้มาถามหาความยุติธรรม! ชอบก็เลือก ไม่ชอบก็ตกรอบไปแค่นั้น มันอยู่นอกเหนือความยุติธรรม แต่เราใช้ “จริต” ของ “หู” ฟังเสียงเพื่อหา “เสียงจริง” ที่เราชอบและเมื่อเราเห็นหน้าคนคนนั้น เราก็จะใช้ “จริต” ของ “ตา” เลือกหา “ตัวจริง” ที่เรามองว่าจะเป็นคนที่น่าจะได้รับความเมตตาเอ็นดูจากคนดู (ไม่จำเป็นต้องหน้าตาดี แต่ต้องมีลักษณะบางอย่างที่เปิด น่าสนใจ น่าค้นหา หรือน่าสงสารก็แล้วแต่) ซึ่งส่งผลให้คนนั้นได้เข้ารอบลึกๆ แต่มีเงื่อนไขว่า … ทำแต่ละรอบให้มัน “เข้าหู” เข้าถึงเพลงให้ได้ก่อนแล้วมันจะ “เข้าตา” ไปเอง …
มีคนถามฉันว่าได้อะไรจากการเป็นโค้ช? … การเป็นโค้ชมันท้าทายความเป็น “มนุษย์” ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง อย่างที่สุด! เวลาที่เลือกใครเข้ารอบ-ตกรอบ มันแค่ 2-3 นาทีเท่านั้น ไม่มีครั้งไหนหรอกที่คนเป็นโค้ชจะไม่รู้สึกผิด หรือเสียดายคนที่ตกรอบไป ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ต้องมาเป็นพวกเราจะเข้าใจ พวกเราสัมผัสได้ถึงความสมหวัง ผิดหวัง ความสุข ความทุกข์ ความเจ็บปวดและความกลัวที่มีอยู่ในตัวโค้ชและผู้เข้าแข่งขัน เราอยากให้ทุกๆ คนที่ผ่านเข้ารอบมาเป็นที่จดจำ แม้จะต้องตกรอบก็จากไปอย่างน่าประทับใจ เป็นที่รัก เป็นที่น่าเสียดายของคนดู เพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขากลับไปสู่ชีวิตจริง ความเป็นที่รู้จักในช่วงที่เคยอยู่ในรายการจะนำมาซึ่งชื่อเสียงและงานให้พวกเขาทุกๆ คนให้ได้ใช้มันหาเลี้ยงชีพ โค้ชทั้ง 4 คนหวังจะให้ชีวิตของทุกคนที่ผ่านเข้ามาในรายการดีขึ้นหลังจากจบรายการ พวกเราต่างใช้ความเมตตาสงสารกันอย่างฟุ่มเฟือยภายใต้คำว่า “ให้ (เท่าที่พวกเราจะให้ได้) เรามองเห็นพวกเขา “360 องศา” เรารู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้าง และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง เมื่อดูจากความสามารถทั้งหมดที่แต่ละคนมีอยู่ เราพอจะเดาได้ว่าคนไหนจะสุดอยู่ที่รอบไหนด้วยซ้ำไป! จนกว่าจะไปถึงรอบที่คนทางบ้าน “โหวต” นั่นแหละที่เราจะคาดเดาอะไรไม่ได้อีกแล้ว … ดูรายการให้สนุก ดูให้มีความสุขตามจุดประสงค์หลักของการทำรายการนี้ อย่ามาทำตาขวาง ขัดหู ขัดตา ดราม่ากันให้มากนักเลยค่าคู้ณ! ไม่มีใครตายเพราะตกรอบ ไม่มีใครเอาพวกเขาไปฝังดินที่ไหน นอกเสียจากฝังไว้ “ในใจ” ของคนดู!!!
ป.ล.อย่ามาดราม่ากันนักเลยค่าคุณ 2 ซีซั่นที่ผ่านมาก็เห็นลืมกันไปเกือบหมดแล้วมะ?
.......................................
(หมายเหตุ ขัดหูขัดตา : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



