บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ปรับเปลี่ยน ... ปล่อยวาง'

เล่นหูเล่นตา:'ปรับเปลี่ยน ... ปล่อยวาง'

17 พ.ย. 2557

'ปรับเปลี่ยน ... ปล่อยวาง' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
          โลกหมุนไป … อะไรๆ ก็เปลี่ยน หากเราสังเกตดีๆ เราจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวัน มันค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อย เราคือสิ่งมีชีวิตบนโลกที่ต้องปรับเปลี่ยนตามไปให้ทันโลกและทันความคิดของตัวเอง ไม่เช่นนั้นกว่าจะรู้ตัวอีกที เราจะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หลงยุค หลงเวลา แล้วหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองไปว่า เราไม่เคยเปลี่ยน เรายังเหมือนเดิม “เวลา” ไม่สามารถเปลี่ยนเราได้ หันไปโทษผู้คนรอบตัวที่เปลี่ยนไปเพราะอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ หรือ ไม่ยอมเข้าใจก็แล้วแต่ … ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า “โลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน” เกิด ดำรงอยู่ และดับไปตามเวลาของมัน ดังนั้น “จงอย่ายึดติด” ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เป็นของเราแม้แต่ตัวของเราเอง ไปห้ามหรือบังคับไม่ให้มัน เกิด แก่ เจ็บ ตายไม่ได้ ไม่มีใครหนีพ้น “วัฏสงสาร” ไปได้ ทุกชีวิตเกิดแต่กรรม … การกระทำของเราเองทั้งชาติที่แล้วและชาตินี้ เราทุกข์เพราะ “กรรม” (ที่ได้ทำมา) และบางครั้งเราก็ทุกข์เพราะเรา “กำ ทุกอย่างไว้จนแน่น ยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง … เหมือนกับในเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” ของพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ที่แฝงสัจธรรมเอาไว้อย่างแนบเนียนและชาญฉลาด ในท่อนที่ว่า …
 
          “บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือมันเริ่มสั่น ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง … ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอรับไว้เอง”
 
          เหตุแห่งทุกข์หลายทีมันก็มาจากแค่เรา “ไม่ยอมปล่อยวาง” มันจึงเกิดความทุกข์ขึ้นกับตัวเอง ไม่ใช่ใครเลยที่จะมาทำร้ายจิตใจเราได้ นอกเสียจากตัวเราคิดไปเอง … จะว่าไป ความ “ทุกข์” มันอยู่ในคำว่า “ชีวิต” ตลอดเวลา มันไม่ได้เข้ามาแล้วจากไปสลับกับความสุขอย่างที่ใครเขาเชื่อกัน! ลองคิดดูว่าในช่วงที่เราคาดหวัง ฝักใฝ่ ไขว่คว้าสิ่งใด แม้จะเป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิต นั่นก็เกิด “ทุก ” ขึ้นแล้วเพราะเรากระวนกระวายและวุ่นวายใจ จิตใจไม่สงบสุข … สิ่งใดที่เราสมหวังได้มาครอบครอง เราก็ยังเป็นทุกข์อีกเพราะกลัวจะสูญเสียไป กลัวจะเปลี่ยนแปลงไป และยิ่งในเวลาที่สูญเสียไป เมื่อยอมรับหรือทำใจไม่ได้ก็จะรับรู้ถึงความทุกข์ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อชีวิตมนุษย์เกือบทั้งโลกยังไม่ไปสู่ “นิพพาน” ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกชีวิตย่อมมีเรื่องราว เหตุการณ์ และผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องผูกพัน เรื่องนี้จบลง เรื่องนั้นเกิดใหม่ วนเวียนไปบนเส้นทางแห่ง “ทุกข์” อันมีความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลงเป็นตัวกระตุ้น … เป็นเช่นนั้นจนวันตาย เราหนีมันไม่พ้น ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีอยู่กับมันให้ได้อย่างไม่ทุกข์ร้อนจนเกินไป … หนทางบรรเทาทุกข์ง่ายๆ หนทางหนึ่ง ก็คือ “การปล่อยวาง ไม่ยึดติด” ปรับเปลี่ยนจิตใจไปตามสิ่งที่มากระทบใจเราในแต่ละช่วงอย่างมีสติ รู้ว่ากำลังทำอะไร เจออะไร และต้องรับมือกับมันอย่างไร เขียนหรือพูดนี่มันง่ายกว่าทำจริงแยะเลย ในความเป็นจริงปัญหาส่วนใหญ่มันชอบกระโจนใส่เรา ถาโถมเข้ามาไม่ยอมให้เราตั้งตัว เล่นเอามึนอยู่นานกว่าจะรู้ว่ากำลังเจอกับอะไร สำหรับฉันๆ มักจะโวยวาย กำหมัด ตั้งการ์ดใส่ก่อนในตอนแรก แล้วค่อยกลับมาคิดทบทวนไปมาอย่างซ้ำๆ ช่วงเวลาที่ช้าๆ นี่แหละ ฉันจะเริ่มคลายมือที่เคยกำหมัดแน่นไว้ สติก็จะค่อยๆ กลับเข้ามาสู่จิตใจ และถ้าไม่ตั้งป้อมตั้งเป้าเอาอะไรมากมาย ฉันจะเริ่มมองเห็นปัญหาซึ่งแก้ได้จาก “ตัวเรา” … แค่ “เปลี่ยนทัศนคติ” ชีวิตก็เปลี่ยน เพราะไอ้คำว่า “ทัศนคติ” (Attitude) เนี่ยแหละ ตัวดีเป็นตัวตีกรอบชี้นำความคิดเรา มันมีความอคติ ความคิดเข้าข้างตัวเอง ความเห็นแก่ตัว หลงตัวเอง ข้อเสียสารพัดที่ซ่อนอยู่ในนั้น ทัศนคติเกิดจากการจัดเรียงตัวของการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาในรูปแบบต่างๆ สร้างขึ้นมาได้ก็เปลี่ยนโครงสร้างมันได้ตลอดเวลาเช่นกัน แค่ยอม “เปิดใจ” และ “ปล่อยวาง” ให้ได้เสียก่อน ยกตัวอย่างจากตัวฉันเองง่ายๆ ว่า สมัยร้องเพลงกลางคืน ฉันเคยคิดว่าตัวเองไม่เป็นลูกน้องคนโปรดของเจ้านาย เจ้านายมักจะโปรดปรานคนอื่นมากกว่าฉัน มันทำให้รู้สึกน้อยอกน้อยใจ ในที่สุดฉันก็หาคำตอบเจอว่า … ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เจ้านายจะรักใครมากรักใครน้อย แต่มันอยู่ที่ฉันไปคาดหวังให้เจ้านายรักฉันก็เท่านั้นเอง ฉันยึดติดว่าจะต้องเป็นไปอย่างที่คาดหวังและตั้งใจ ลืมนึกไปว่า ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง แม้แต่ตัวเอง เมื่อปรับทัศนคติใหม่ฉันก็เดินหน้าทำส่งที่ฉันทำอย่างดีที่สุด โดยไม่หวังว่าจะเป็นลูกรักของเจ้านายคนไหนอีกต่อไปตั้งแต่นั้นมา!
 
          แม้แต่เรื่องผู้ชายที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตฉัน … แต่ละคนจบไม่สวยอย่างที่คิด เพราะฉันคาดหวังให้พวกมันรักฉันที่สุดและรักฉันคนเดียวจนตายแบบที่เตี่ยกับแม่ฉันเป็น (ผิดตรงไหนอ่ะ!) นี่ก็ยึดติดอีกนั่นแหละ! แค่รักตัวเองให้เป็น อยู่กับใครแล้วสบายใจ ไม่ต้องเป็นภาระ มีความสุขเท่าที่มีได้ ถึงวันต้องจากกันก็จะไม่ทุกข์จนเกินไป จะให้รักแค่ไหนสุดท้ายก็ต่างคนต่างตายมั้ยคุณ … สมบัติยังผลัดกันชม นี่ผู้ชายแย่งกันดมจะตาย! ต่อให้คิดได้ในวันนี้ ฉันก็ยังเกลียดพวกมันอยู่ดี! แล้วอย่าตัดสินฉันถ้าไม่ได้เจอกับคนอย่างพวกมันด้วยตัวเอง! … เรื่องนี้ธรรมะไม่ช่วยค่าคุณ! 
 
          ยิ่งแก่ตัวลง ก็ยิ่งต้องปรับตัว อย่าไปเคยชินกับสิ่งที่เคยเป็น หรือเคยได้รับ ผ่านโลก ผ่านร้อน ผ่านหนาวมามากมาย ฉันเห็นความรุ่งโรจน์ ตกต่ำ และความพลิกผันของชีวิตผู้คนมากมาย มีหลายเหตุผลที่เข้าใจได้และอีกหลายเรื่องราวที่ต้องปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น บางคนก็ทำตัวเอง บางคนก็เหมือนกรรมเก่าตามมาให้ชดใช้ในชาตินี้ หาเหตุผลไม่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเหตุผล มองไม่เห็นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอยู่จริง ชีวิตมนุษย์ช่างสลับซับซ้อน เป็นดั่งสมการของใครของมันที่ต้องแก้ด้วยตัวคนคนนั้นเอง … ตราบเท่าที่เรายังคงต้องหายใจและใช้ชีวิตอยู่ต่อไป แค่เข้าใจตัวเองให้ได้ ยอมรับในตัวเองให้เป็น และประคับประคองปรับเปลี่ยนชีวิตไปในทุกๆ วัน จะทุกข์หรือสุขก็แค่ผ่านมันไปวันๆ ใช้สติปัญญาและความสามารถทำให้เต็มที่และดีที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะขีดความสามารถของแต่ละคนต่างกัน ดีที่สุดของแต่ละคนจึงต่างกันไปด้วย ยังมีบางสิ่งซึ่งเป็นตัวช่วยที่มองไม่เห็น ทำให้บางคนประสบความสำเร็จและบางคนล้มเหลว มนุษย์เรียกมันว่า “โชค” หรือ “วาสนา” ไม่มีวันรู้ว่ามันจะมีอยู่ในตัวเราหรือไม่ มันจะเข้าข้างเราเมื่อไหร่ … อยู่อย่างมีความสุขนั้นไม่ต้องคาดหวัง หรือสิ้นหวังจนเกินไป การหาสมดุลระหว่าง 2 สิ่งนั้นช่างยากเย็นจนเกิดเป็นทุกข์ เมื่อเราไม่อยู่ “สายกลาง” อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนก็ต้องตายไปจากโลกนี้ จะมั่งมีล้นฟ้าแค่ไหนตายไปก็เอาไปไม่ได้ เหลือไว้แต่คุณงามความดีที่มีต่อผู้คนและสังคม พระท่านว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยาก เกิดเป็นคนทั้งทีก็จงอยู่อย่างมีความสุข สุขเพราะปรับเปลี่ยน ปล่อยวาง และอยู่อย่างพอเพียง … สาธุ!!
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ปรับเปลี่ยน ... ปล่อยวาง' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)