
'น่าน...น้านนาน ทรมานไปในรูปแบบที่ควรสบาย'
11 พ.ย. 2557
'น่าน...น้านนาน ทรมานไปในรูปแบบที่ควรสบาย' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
คืนวันศุกร์แห่งชาติ ผมไป “น่าน” มาครับ.. จังหวัดที่เอ่ยชื่อเมื่อไหร่ “ความรู้สึกไกลๆ” มันก็ลอยมาประกบชื่อจังหวัดทุกครั้ง.. ยิ่งวันศุกร์แห่งชาติครั้งที่ผ่านมา (31 ตุลาคม) ความวุ่นวายมันประดังกันทั้ง “สิ้นเดือน+ฝนตก+เปิดขายไอโฟน+ฮัลโลวีน” โอ้โห..รถก็ติดกันวินาศสันตะโรสิครัช! ผมไปถึงสนามบินดอนเมืองสายไปมากจากเวลา 17.30 น. ก็ “ตกเครื่อง” ตามระเบียบ ไฟลท์การเดินทางถัดไปในค่ำคืนนั้นที่ยังพอหาได้คือ “เชียงใหม่” หาใช่ “ลำปาง” “แพร่” หรือจังหวัดใดที่ใกล้ๆ เลย (ปัจจุบันไฟลท์ตรงไปลง “น่าน” มีแล้วนะครับ โดย “นกแอร์” ร่อนลงบนสนามบินปรับปรุงใหม่ที่ดูดีมากๆ แต่ก็จองยากมากในวันศุกร์-เสาร์ เขา “เต็ม” ตลอด) อาจเป็นเพราะความต้องการในการเข้าถึงน่านมีน้อย “นกแอร์” จึงจัดเครื่อง Q400 เครื่องบินใบพัดเงียบลำเล็ก (แต่รุ่นใหม่เอี่ยมนะครับ) มีที่นั่งเพียง 86 Seats ต่อไฟลท์ ก็จำต้องวางแผนกันล่วงหน้านานหน่อยหากจะจองไปน่าน ไอ้ผมก็คนจองช้า ได้รับหมายเรียกตัว 4 เดือนล่วงหน้าให้ไปดำเนินรายการงานแสดงภาพถ่ายและภาพวาดทางศิลปะที่นั่นก็ดันใจเย็น คิดว่าจองใกล้ๆ ก็น่าจะโอ (โอ..หม่าย ก๊อด เลยครัช) ...ผลปรากฏผมถึงน่านได้สมใจในเวลาใกล้พระบิณฑบาต กล่าวคือ ถึงเชียงใหม่ 4 ทุ่มครึ่ง ต่อรถลีมูซีนที่ให้บริการขับขี่โดยทหารอากาศรับจ๊อบหลังเลิกงาน ขับผ่าน จ.ลำพูน, ลำปาง, แพร่ และถึงน่านด้วยใจระทึก เพราะตกดึกพี่แกง่วงจัด แต่ฝืนขับให้ ผมตกใจตื่นเป็นระยะๆ ด้วยเสียง “ลูบขา” แบบเขย่าวิญญาณตนของพี่คนขับให้ใจอยู่กับเนื้อตัว #ผมนี่ลุกขึ้นเลย ไม่กล้าหลับ ก็ต้องคุยกับเขาไปตลอดทาง ซึ่งเห็นเส้นทางความไกลแล้วเข้าใจได้เลยว่า ทำไมหลายคนถึงพูดว่า “น่านเป็นเมืองปิด” สิริรวมเวลา 5 ชั่วโมง กว่าถึงน่าน
ตื่นเช้ามาในบ้านไม้กลิ่นเก่าเร้าใจคนถวิลหาอดีต บ้านหลังนี้ถูกตั้งชื่อว่า “ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ” (หรืออีกชื่อที่ค้นเจอได้ด้วย Google คือ “บ้านๆ น่านๆ ห้องสมุดและเกสต์โฮม”) เป็นห้องสมุดผนวกห้องพักด้วยในตัว ดำเนินงานโดย "ครูต้อม" ชโลมใจ ครูผู้สอนแห่งโรงเรียนสตรีศรีน่าน ผู้หลงรักเมืองน่านและมาปักหลักอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว เธอช่วยพัฒนาเมืองน่านด้วยการเปิดห้องสมุดที่มีหนังสือน่าอ่านจำนวนมากบนชั้น 2 ของตัวบ้านให้อ่านฟรี มีกาแฟชงแบบอบอุ่นและขนมปังโฮลวีตทำเองพร้อมกลิ่นยีสต์ร้อนระอุใหม่ๆ ให้อุดหนุนรับประทานได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วน 7 วันทำการ เราสามารถไปเช่าหลับนอนได้ในราคาถูกซะยิ่งกว่าการช่วยหารค่าน้ำประปากับบ้านเพื่อน
ผมมีนัดหมาย 7 นาฬิกาตรง ที่ต้องตื่นมาปั่นจักรยานกับเจ้าภาพและคณะ ทุกคนมาในบริบทเพื่อนใหม่ โดยคุณ “วรวุฒิ วรวิทยานทท์” หรือ “บก.แซงแซว” ผู้ร่วมสร้างตำนานสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ เป็นผู้นัดหมายทุกๆ คนมากองรวมกันที่นี่..กำหนดการง่ายๆสบายๆ คือ “ปั่นรอบเมือง” ไปชมเมืองน่าน, วิถีชีวิตผู้คน และวัดวาอารามที่ขึ้นชื่อ (ขึ้นชื่อทุกวัดครับ...มีป้าย!) ผมได้มองเมืองน่านได้นานกว่าครั้งมาบรรยายโซเชียลมีเดียให้ททท.เมื่อ 4 ปีก่อน ครั้งนั้นพิมพ์คำว่า “น่าน” ลงไปใน Google เชื่อไหมว่าไม่เจอผลลัพธ์เป็นชื่อจังหวัด เจอแต่คำอุทาน “น่านนนนนน...ไง” ใน Pantip.com ผมดีใจที่ 4 ปีผ่านไป การท่องเที่ยวน่านน่าสนใจขึ้นมากครับ.. น่านในปีนี้ยังคงวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและดูสบายๆไม่รีบร้อน (ขนาดดวงอาทิตย์ยังไม่รีบร้อนแดดเร็วเลย) บ้านเมืองเป็นระเบียบแบบไร้การแต่งแต้มให้เปลอะเลอะเทอะเหมือนเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ที่พอเติบโตแล้วเสียผู้เสียคน (เช่น เมืองปาย เป็นต้น) อดุลย์ ลูกน้องหัวแก้วหัวแหวนของผม เป็นคนน่านโดยกำเนิด จึงออกเดินทางมาด้วย และเมื่อปั่นมาถึง “วัดเจดีย์” วัดอาร์ตๆ ที่เจ้าอาวาสทุ่มเทกายใจให้กับการสร้างสรรค์งานศิลปะทั้งตัวเจดีย์ที่สลักปูนปั้นไว้และ “เรือแข่ง” ศิลปะตกแต่งตัวเรือเพื่องานประเพณีแข่งเรือของชาวจังหวัดน่าน ซึ่งแข่งขันกันทุกปีหลังออกพรรษา ปรากฏว่าเจ้าอาวาสคือ “พระสมจิตร” พระรุ่นพี่ ซึ่งเคยบวชเรียนอยู่ด้วยกันกับอดุลย์ในสมัยเด็ก แรกๆ อดุลย์ไม่กล้าทักท่าน เพราะหน้าตาตนเองผิดแผกเปลี่ยนแปลงไปมาก ผมเชียร์ว่า ทักเถิด "คนเป็นพระไม่ได้มีเพื่อนมากนัก ท่านต้องจำนายได้” แล้วปรากฏก็จำกันได้จริงๆ จับมือกันหนุงหนิง จากนั้นเราชาวคณะปั่นกันต่อไปพระธาตุแช่แห้ง ตลอดทางได้เห็นความเจตนาดีของพ่อเมือง “คุณอุกริช พึ่งโสภา” ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านคือ “ทำเลนจักรยาน” ไว้ให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวปั่นได้อย่างปลอดภัย เราพักกลางวันกันด้วยมื้อหนักๆ ที่ “โฮงก๋วยเตี๋ยว” ก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ตั้งใจทำ และมีเมนูคู่ขนานคือ “หมี่กรอบราดหน้า” อร่อยอย่าบอกใคร (แต่ก็บอก) ใครไปน่านแวะไปครับ ไม่ผิดหวัง เข้าซอยหน้าวัดมงคล ถ.มหาวงศ์ ใครชอบมากๆ ก็นอนพักที่นั่นเลยเขาเเปิดเป็น Hostel
ทริปนี้ผมได้รับการเชิญชวนจากสองสามีภรรยาผู้รักศิลปะและการปั่นจักรยานคือ บก.วรวุฒิ (@zangzaew) และพี่ตุ๊ก บุญคณิต (fb.com/boonkanitjonathan) ให้มาดำเนินรายการในวันเปิดนิทรรศการงานแสดงภาพถ่ายบนผืนผ้าใบ “ปั่น ลั่น กล้อง” และงานแสดงภาพวาดง่ายๆ สบายๆ “NAIVE DAY” (ศิลปะแนวนาอีฟ) ซึ่งสองผัวเมียนี้เขาแนวมากครับคือ เปิดกันคนละนิทรรศการในคราวเดียวกัน โดยจัดแสดงตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนนี้ นิทรรศการภาพถ่ายจัดที่ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ ส่วนนิทรรศการภาพวาดจัดที่ “สุดฤทธิ์ แกลเลอรี่” บริเวณใกล้ๆ กัน ..เมื่อผมสัมภาษณ์ทั้งคู่บนเวทีจึงได้ล่วงรู้ว่า บก.วรวุฒิ หันมาปั่นจักรยานเพื่อรักษาอาการโรคหัวใจจากการทำงานหนักในวงการสิ่งพิมพ์ (การ์ตูน) มานานหลายปี ส่วนคุณภรรยา เธอก็วาดภาพ เพราะอยากบำบัดตนเองจากความเครียดที่เกิดจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ที่ทำเธอตกงานจากตำแหน่งสวยหรูบนกองบรรณาธิการนิตยสารผู้หญิง (ทำงานสิ่งพิมพ์ทั้งคู่) วาดไปวาดมา ปั่นไปปั่นมา ก็สะสมภาพไว้ได้มากพอที่จะจัดแสดงผลงานได้อย่างน่ารักและเต็มภาคภูมิ มีเพื่อนพ้องน้องพี่จำนวนหนาตามาร่วมงานด้วย เพราะความรักใคร่ เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคู่นี้ทำกิจกรรมสังคมกับทางจังหวัดน่านไว้เยอะมาก พาคนมาปั่นจักรยานเพื่อความสุข แล้วยังดำเนินงานด้านเด็กและเยาวชน โดยรายได้จากการจำหน่ายภาพในงานนี้จะนำไปเปิดค่ายให้เด็กๆ หูหนวกจากโรงเรียนน่านปัญญานุกูล เข้าร่วมเรียนศิลปะแนวนาอีฟในวันที่ 28-29 พฤศจิกายนนี้ (หากสนใจซื้อภาพแต่ไม่มีเวลาไปน่านก็ส่องผลงานได้ที่ fb.com/boonkanitnaiveart เลยครับ)
ในงานวันนั้นผมยังได้สัมภาษณ์ “ทิลเดล์ บรูน” นักวิชาการด้านการเกษตรยุคใหม่ชาวเดนมาร์ก จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ที่เดินทางมาทำงานด้านวิจัยพันธุ์พืชในน่าน “ทิลเดล์” เป็นสาวจิตใจดี เธอทำพรีเซเทชั่นบอกเล่าความเป็น “เมืองแห่งจักรยาน” ของเดนมาร์กมาแชร์ให้พวกเราได้ชมอย่างน่าสนใจมาก เปิดทุกมุมมองทั้งด้านดีและมืด (ด้านมืดของเมืองจักรยานคือ “จักรยานหายเยอะในอัตรา 2%” ซึ่งทำเธอจักรยานหายไปถึง 5 คัน) เลนจักรยานในเดนมาร์กถูกจัดไว้เพื่อจักรยานจริงๆ และไม่ปนกับใคร รถยนต์ไม่ถือโอกาสจอดทับเลนจักรยานได้เลยแม้แต่น้อย เธอถ่ายภาพเลนจักรยานไทยที่ถูกรถจอดทับมาเทียบให้พวกเราได้ฮากันแบบตลกร้าย เลือดไหลซิบๆ ..ซึ่งเราสรุปว่า “คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ” สังคมไทยจึงจะเข้าใจความหมายของ “เลนจักรยาน” ซึ่งแสดงออกถึงความมีอารยะในโลกของการขับขี่ที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมในยุคกู่ไม่กลับนี้มากขึ้น ซึ่งแขกรับเชิญอีกท่านคือ “พี่นาย" จามรี เต็มไตรรัตน์ เจ้าของ “เฮือนรถถีบ” แหล่งเรียนรู้จักรยาน ลูกหลานของเจ้าของร้านจักรยานเก่าแก่ในเมืองน่าน ก็ทำให้เรารู้ว่า “จักรยานกับเมืองน่านเป็นความผูกพันกัน”
พี่นาย เล่าว่า เมื่อก่อนก็เป็นคนล่าความสำเร็จในเมืองหลวง พอสะกดคำว่า “พอ” ได้ กลับมาอยู่น่านบ้านเกิดก็เลิกใส่นาฬิกาไปเลย เพราะไม่จำเป็นสำหรับวิถีชีวิตที่ไหลไปอย่างช้าๆ ที่นี่ ผมเองแปลกใจอย่างมากเมื่อการเสวนาบนเวทีสิ้นสุดลง ผมยกนาฬิกาสมาร์ทวอชสุดแสนไฮเทคของตนขึ้นมามอง พบว่ามันเพิ่งผ่านเวลา 2 ทุ่มไปไม่นาน ทั้งๆ ที่ความรู้สึกนี้ที่กรุงเทพฯ คงไปถึง 4 ทุ่มแล้ว
ท่านใดอยากเยี่ยมชมประวัติศาสตร์วงการจักรยานก็เชิญชมได้ที่ “เฮือนรถถีบ” อ.เวียงสา จ.น่าน จะได้เห็นจักรยานราเลห์ ยี่ห้อเก่าแก่จากอังกฤษ และจักรยานยุคสงครามจำนวนมาก ซึ่งคุณพ่อของคุณจามรี คือ คุณสุพจน์ เต็งไตรรัตน์ ได้เก็บรักษาไว้อย่างดี และเปิดให้ชมฟรีๆ ..คนไอทีอย่างผมถึงกับตรัสรู้เลยว่า “จักรยานคือพ่อทุกสถาบัน Gadget” ..ทริปนี้ผมค่อนข้างเร่งรีบและมีงานเข้า (ในระดับมหานครเรียกร้อง) กลับมากรุงเทพฯ แล้วจึงต้องเริ่มวางแผนการเดินทางสู่น่านใหม่อีกรอบครับ เพราะน่าน...ไปแล้วไปได้อีก และไม่ไปไม่รู้ครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'น่าน...น้านนาน ทรมานไปในรูปแบบที่ควรสบาย' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์)



