
สร้างพื้นที่เพื่อไปสู่ "โซล-อาร์แอนด์บี"งานที่ใจหวังของ "เอ็ม อรรถพล"
ส่งซิงเกิ้ลที่ 3 ในชื่อ "เกินตัว" ออกมาให้ฟังอีกเพลง หลังจากก่อนหน้านี้ส่งเพลง "คนใกล้ตัว" และ "ตัวอิจฉา" นำร่องฮิตไปก่อนหน้า จนแฟนๆ โดยเฉพาะแฟนคลับถามหากันแล้วว่า เมื่อไหร่นักร้องหนุ่มที่ไต่เต้ามาจากเวทีเดอะ สตาร์ "เอ็ม" อรรถพล ประกอบของ จะมีอัลบั้มเต็ม
"อัลบั้มเต็มผมคาดว่าจะได้ฟังประมาณปลายเดือนสิงหาคม หลังจากที่ซิงเกิ้ลแรกปล่อยไปตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว นับมาถึงวันนี้ก็เกือบปีแล้วกว่าจะได้ออกอัลบั้มเต็ม มันนานแบบไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความที่ในช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง บ้านเมืองก็เกิดวิกฤติด้วย เราคิดกันว่าถ้าออกมาคนก็คงไม่มีใจจะมานั่งฟังเพลง ก็เลื่อนมาแล้วใช้ช่วงเวลาปล่อยให้เพลงทำงาน
ตอนนี้อัลบั้มเต็มทำไปประมาณ 8-9 เพลงแล้ว แต่ยังสมบูรณ์ โดยรวมยังคงเป็นเพลงฟังเข้าใจง่าย เนื้อหาค่อนข้างจัดจ้าน อัลบั้มนี้ผมอยากจะเน้นถึงดนตรีที่แตกต่าง อย่างเพลงคนใกล้ตัวเป็นเพลงจังหวะกลางๆ ที่อาจจะไม่คุ้นหู แม้ที่ผ่านมาก็มีเพลงแบบนี้อยู่ในอัลบั้มแต่ไม่ได้หยิบมาโปรโมท เพลงนี้ส่งไปมาสเตอริ่งกับโปรดิวเซอร์ที่สหรัฐอเมริกาเลย ด้วยความที่เพลงแบบนี้มันต้องอาศัยเครื่องมือที่พร้อม เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ส่งไปเพราะอยากได้ซาวนด์ที่เป็นสากลเทียบเคียงกับฝรั่งได้" เอ็มเล่าถึงงานอัลบั้มเต็มที่ต้องล่าช้ามา
สำหรับเรื่องพัฒนาการ นักร้องหนุ่มบอกว่าเป็นเรื่องที่คิดเสมอ ว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้คนมองว่างานของเขาย่ำอยู่กับที่ แต่บางครั้งก็ยาก เนื่องจากคนทำเพลงยังเป็นคนเดิม นั่นคือฟองเบียร์ (ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม) อยู่ ซึ่งลายมือการทำงานก็ย่อมเป็นแบบเดิม หนียาก จึงต้องหาคนอื่นมาช่วย อย่างเพลงเกินตัวก็ได้เต็ป โอไอซี มาร่วมแต่ง ทำให้เมโลดี้แตกต่าง เป็นต้น
"คนฟังชอบที่ผมร้องในสไตล์แบบเพลงตัวอิจฉา คือร้องแบบเต็มที่ อารมณ์แรงๆ ด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้โกรธมาก เก็บอยู่ในใจ จริงๆ ตัวผมยังมีอะไรที่อยากจะทำอีกนะ แต่วันนี้ผมต้องทำเพลงที่คนชอบ ยอมรับ และรู้จักก่อน แล้วค่อยมาทำในสิ่งที่เราชอบแล้วให้คนชอบตาม ผมยังมีอีกหลายมุมที่หลายคนไม่รู้จัก
คนทั่วไปอาจมองว่าผมร้องเพลงป๊อปร็อก ในขณะที่ผมเองชอบร้องโซล และอาร์แอนด์บี ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ผมอยากนำเสนอ ผมโตมากับดนตรีเหล่านี้ แต่สิ่งที่ร้องทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าไม่ใช่ตัวผมนะ เพียงแต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่อยากทำ ผมว่าหากเรายังไปเหมือนเดิมเรื่อยๆ คนก็คงจะเบื่อ อย่างศิลปินที่ผมชอบก็เช่น สตีวี่ วันเดอร์ ไมเคิล บูเบ ร็อด สจ๊วต อาลิเชียคีย์ เคร้ก เดวิด ศิลปินเหล่านี้เหมือนเป็นอาจารย์ผมคนหนึ่งเลย เทคนิคต่างๆ ที่นำมาใช้ อย่างเพลงตัวอิจฉา ผมก็เอามาใช้ โดยหยิบพวกแอดลิปของโซล อาร์แอนด์บี ที่ใช้อารมณ์จัดๆ ขึ้นมาผสมไว้"
ถามถึงระบบการปล่อยซิงเกิ้ลมาชิมลางของแกรมมี่ ว่ารู้สึกอย่างไรในฐานะที่ตัวเขาเพิ่งได้มาใช้ระบบนี้ เอ็ม ตอบว่า
"ผมว่ามันก็ดีสำหรับตัวนักร้องเอง ถ้าออกอัลบั้มไปเลย ปล่อยเพลงโปรโมทมาแค่ 1 เพลง คนก็มีโอกาสรู้จักเพลงแค่แป๊บเดียวเอง คนส่วนมากก็จะฟังแค่เพลงโปรโมท พอทำแบบนี้ก็เป็นการยืดเวลาโปรโมทไปในตัว และถ้ามันยังไม่ใช่ ไม่โดนเราก็มีโอกาสกลับมาแก้งานใหม่ ยังไม่ต้องออก ผมว่าปัจจุบันการออกอัลบั้มไม่สำคัญเท่ากับเมื่อก่อน เมื่อก่อนคนซื้อซีดี แต่เดี๋ยวนี้คนจะใช้วิธีโหลดแล้ว ถ้าเขาไม่ชอบทั้ง 10 เพลงเขาก็สามารถเลือกที่จะโหลดได้ คนที่ซื้อซีดีจะเป็นคนที่ชอบจริงๆ เป็นแฟนตัวจริงซื้อเก็บเป็นคอลเลกชั่นมากกว่า
แม้ไม่มีซีดีเลย ผมก็ว่าศิลปินอยู่ได้ ก็จะใกล้เคียงกับเมืองนอกนะ เพราะศิลปินเมืองนอกบางคนก็ไม่มีซีดีขาย แต่อย่างไรผมก็รู้สึกว่าซีดีมันเหมือนสัญลักษณ์เหมือนกันนะ เป็นเหมือนตัวเตือนความจำว่าเราเคยออกอัลบั้มมาแล้ว บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวตนในอดีต"
ถามต่อว่ากังวลไหมเพราะระบบซิงเกิ้ลแบบนี้ หากปล่อยมาไม่โดนก็อาจจะอดทำอัลบั้มเต็ม นักร้องหนุ่ม คิดอีกมุมหนึ่งว่ากังวลน้อยกว่าออกเป็นอัลบั้มเต็ม เพราะการออกอัลบั้มเต็มมีต้นทุนเยอะ ต้องคิดมากว่าจะต้องขายให้ได้เท่าไหร่ถึงคุ้มทุน ส่วนเรื่องที่หากไม่โดนก็ไม่ได้ออกนั้นไม่รู้สึกกังวลเพราะคิดว่าหากซิงเกิ้ลเดียวยังทำออกมาแล้วไม่โดน แม้ได้ออกอัลบั้มคนฟังก็คงไม่ซื้อ
เป็นที่รู้กันดีว่าเอ็มเป็นหนึ่งที่ทลายกำแพงว่าแชมป์ เดอะ สตาร์ มักไม่ดังเท่ารองแชมป์ กับตรงนี้เมื่อถามไป เอ็ม ตอบกลับมาว่า
"ผมว่าทุกๆ อย่างเป็นแรงผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินด้วยกัน คนฟัง แฟนคลับ ที่ทำให้ผมมาถึงตรงนี้ ผมจะคิดเสมอว่าสิ่งที่ผมต้องทำมันคืออะไร ผมไม่ได้สู้กับแค่ที่ 2 หรือที่ 1 ของบ้านเดอะ สตาร์ เมื่อออกจากบ้านมีศิลปินอีกเป็นร้อย เป็นพันที่ผมต้องมาสู้ เดือนหนึ่งมีเพลงออกมามากมาย จะทำงานออกมาอย่างไรให้คนฟังชอบ มันหนักกว่ามาก
วันนี้หากเปรียบเป็นการสอบ ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ยังเรียนไม่จบ และยังไม่รู้ว่าถ้าจบแล้วจะได้เกียรตินิยมหรือเปล่า ซึ่งก็พยายามที่จะทำให้ได้ ตอนนี้เหมือนอยู่ปี 2 เริ่มตั้งตัวได้แล้ว ต่อไปจะทำอย่างไรให้อยู่ต่อไปให้ได้ ผมเองอยากอยู่ตรงนี้ไปจนร้องเพลงไม่ไหวแล้ว"



