
เอกเขนกดูหนัง:'The Hundred-Foot Journey'
07 พ.ย. 2557
'The Hundred-Foot Journey' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
ถ้าจะมีหนังสักเรื่องที่พยายามรวมสูตรสำเร็จ หรือหาทางลัดที่จะทำให้หนังดราม่าโลกสวยเรื่องหนึ่งประสบความสำเร็จขึ้นมาให้ได้ ต้องมีชื่อของ The Hundred-Foot Journey ปรากฏอยู่อย่างไม่ต้องสงสัยแม้สุดท้ายวิธีที่หนังใช้มันก็มาจากองค์ประกอบของการเร้าอารมณ์แบบเดิมๆ ในหนังฮอลลีวู้ดทุกยุคทุกสมัยนั่นเอง
จะว่าไปเส้นทางของหนังเรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับ The Best of Me ที่เคยเขียนถึงไปเมื่อสามสัปดาห์ก่อนเริ่มจากการหยิบเอาวรรณกรรมยอดนิยมมาดัดแปลงเป็นหนังหากแต่ The Hundred-Foot Journey ยังเป็นนวนิยายเล่มโปรดของ โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดัง ที่รั้งตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างร่วมของหนังเรื่องนี้ และด้วยสายตาที่เฉียบคม เธอและเพื่อนรัก สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด ก็ตัดสินใจว่าจ้าง ลาสซี ฮอลล์สตรอม ให้มากำกับ ซึ่งคนทำหนังชาวดัตช์ผู้นี้เอง ได้ชื่อว่าเป็นทำหนังฟีลกู๊ด ขยี้อารมณ์ได้ฉกาจฉกรรจ์คนหนึ่งในโลกภาพยนตร์
The Hundred-Foot Journey เล่าถึงความแตกต่างทางวัฒธรรมอาหารการกินของคนสองชาติ อินเดียและฝรั่งเศส หลังจากฝ่ายแรกระหกระเหินออกจากบ้านเกิด เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ในมหานครลอนดอน ก่อนจะตัดสินใจตระเวนยุโรปอีกครั้งและไปจบที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ลงหลักปักฐานด้วยการเปิดร้านอาหารอินเดีย แต่ก็ดันไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านอาหารพื้นเมืองชื่อดังที่ได้รับความนิยมจากผู้คนมากมาย แม้แต่รัฐมนตรียังเดินทางมารับประทานอาหารที่นี่
ฮอลล์สตรอม แม่นยำในจับวางทิศทางของหนังได้อย่างถูกที่ถูกทาง มีความละเมียดละไมใส่ใจในองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ประเภทมุกพ่อแง่แม่งอน หรือตัวละครพลัดหลงไปอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่ได้รับความเอ็นดูจากคนท้องถิ่น สิ่งละอันพันละน้อยที่เขาแอบหยอด หว่านไปในระหว่างทางที่เรื่องราวดำเนินไป จนมาถึงจุดจุดหนึ่ง คนดูก็จะอิ่มเอมไปกับความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น ครั้นเมื่อผ่านจุดไคลแม็กซ์ ตัวละครของเขาก็จะเป็นที่รักของคนดูไปโดยปริยาย หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย ได้เรียนรู้โลกกว้าง สามารถดำรงตนเป็นคนดีต่อไปได้ เอาตัวรอด จากการพลัดตกไปอยู่ในแอ่งแห่งความชั่วร้ายๆ ในที่สุด นอกจากนี้ฮอลล์สตรอมยังเก่งในการเล่นกับความแปลกต่างทางวัฒนธรรมอย่างสุดขั้ว ก่อนจะจับมาผนวกรวมเข้าด้วยกัน และสุดท้ายก็สามารถเรียนรู้และเข้าใจกันด้วยความประทับใจ พิสูจน์ได้จากงานที่ผ่านมาอย่าง salmon fishing in the yemen, chocolat (รวมทั้งยังเคยกำกับหนังจากนิยายรักขายดีของนิโคลัส สปาร์ค ถึงสองเรื่องด้วยกัน) และโดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศอบอุ่นในเมืองเล็กๆ ที่ผู้คนดูมีมิตรไมตรี ตลอดจนสร้างเสน่ห์ให้ตัวละครหลักๆ โดยเฉพาะ The Hundred-Foot Journey เรื่องนี้ ตัวละครในครอบครัวคาดัม ล้วนดูน่ารักและมีบุคลิกน่าจดจำกับทุกคน ไม่ต้องพูดถึงเฮเลน มิร์เรน ในบทมาดามมัลลอรี ที่ยังฝากการแสดงขั้นเทพไว้ให้แฟนหนังได้ชมเป็นขวัญตาอยู่เช่นเคย
หนังมีคำคมแง่คิดมากมาย อาทิ อาหารคือความทรงจำ มีครอบครัวอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็เหมือนบ้าน ฉากเด่นๆ อยู่ที่การปะทะคารมกันของมาดามมัลลอรีแห่งภัตตาคารชื่อดังระดับติดดาวมิชลิน กับ ปาป้า แห่งตระกูลคาดัมที่หอบลูกเต้าระหกระเหินมาจากมุมไบ มาเปิดร้านอาหารอินเดียแข่งแย่งลูกค้าอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนห่างกันแค่หนึ่งร้อยฟุต โดยประโยคเด็ดที่มัดใจคนดูในระหว่างบทสนทนาของทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อปาป้าบอกกับมัลลอรีว่า คนอินเดียไม่สามารถเป็นฝรั่งเศสและฝรั่งเศสก็ไม่สามารถเป็นอินเดีย แต่เธอก็โต้ตอบว่า เสียดายที่อุตส่าห์ไปลบข้อความนี้ออกจากกำแพงหน้าร้านของปาป้า นอกจากนี้หนังยังแสดงท่าทีของการหยอกเอินนักวิจารณ์อยู่กลายๆ ในฉากแรกๆ ที่ครอบครัวคาดัมหยิบมะเขือเทศขึ้นมากินและไถ่ถามกันถึงรสชาติ คล้ายจะกระทบกระเทียบเว็บไซต์วิจารณ์หนังชื่อดังอย่าง rottentomatoes หรือการเอ่ยถึงนักวิจารณ์
อย่างตรงไปตรงมาของฮัสซันที่เล่าถึงอิทธิพลของนักวิจารณ์ให้น้องๆ ฟัง (หากแต่เป็นนักวิจารณ์อาหารที่มาจะให้ดาวมิชลินแทน)
ความน่ารักในหนังเกิดขึ้นตั้งแต่นาทีแรกที่เล่าถึงแรงบันดาลใจในความรักการปรุงอาหารของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และเรื่องราวหลังจากนั้นก็ดูจะสร้างรอยยิ้มที่มุมปากให้เกิดขึ้นได้เป็นระยะๆ แต่น่าเสียดายที่หนังพยายามปั้นโลกสวยมากเกินไปและเดินตามสูตร coming of age เป๊ะๆ (ซึ่งอาจจะมาจากนวนิยายต้นฉบับ) เมื่อละครต้องได้รับบทเรียนหลังหลงระเริงไปกับความสำเร็จในฐานะเชฟมือหนึ่งของโลก ก่อนจะกลับมาตระหนักถึงรากเหง้าวัฒนธรรมของตัวเองอีกครั้ง
ดนตรีประกอบของเออาร์ราห์มานเป็นอีกหนึ่งสีสันที่สร้างชีวิตชีวาให้กับหนังได้ไม่น้อยหลังความสำเร็จถล่มทลายด้วยการคว้าออสการ์จากการทำดนตรีประกอบให้กับ Slumdog Millionaire และถัดจาก 127 hours เป็นต้นมาคอมโพสเซอร์จากแดนภารตะคนนี้ ก็แทบไม่เคยทำดนตรีให้หนังฮอลลีวู้ดเรื่องไหนอีกเลย และสำหรับเรื่องนี้ ท่วงทำนองสนุกๆ หลายๆ เพลง ไม่เพียงแต่งขึ้นในฐานะเพลงพื้นบ้าน หากแต่ผสมผสานความร่วมสมัยเข้าไปด้วยกันได้อย่างลงตัว คล้ายให้นึกถึงเพลงประกอบหนัง Slumdog Millionaire ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว
อีกหนึ่งความโดดเด่นของ The Hundred-Foot Journey คืองานกำกับภาพ การออกแบบแสง-เงา ในลักษณะ warm tone หรือการสะท้อนของแสงตามหน้าต่างประตูหลังคาที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงความอบอุ่นของครอบครัว และมิตรภาพจากผู้คนซื่อใสในเมืองชายขอบเล็กๆ ขณะที่ฮัสซัน เดินทางสู่กรุงปารีส แสงเงาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เป็น contrast จัดๆ อึมครึมมัวสลัว ไม่สดใสเช่นในพาร์ทของเมืองซานต์ อานโตนิน ที่เขาจากมา ไม่นับรวมการบันทึกภาพการประดิดประดอยของการทำอาหาร ไม่ว่าจะอาหารอินเดียหรืออาหารพื้นเมืองฝรั่งเศส ที่ทั้งสวยงามในเชิงศิลปะและการปรุงแต่งที่น่ารับประทาน และไม่ว่าอย่าไรก็ตามการเดินทางแค่ข้ามถนนร้อยฟุตของสองครอบครัวดูจะมีความหมายที่ยิ่งใหญ่จริงๆ
.......................................
(หมายเหตุ 'The Hundred-Foot Journey' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)



