บันเทิง

‘จูลีแอน มัวร์’กับบทประธานาธิบดีนักปฏิวัติ

‘จูลีแอน มัวร์’กับบทประธานาธิบดีนักปฏิวัติ

03 พ.ย. 2557

พบกับ"จูลีแอน มัวร์" กับบทประธานาธิบดีนักปฏิวัติ : สกู๊ปบันเทิง

 
 
          ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี 2014 ที่ทั่วโลกรอคอย “The Hunger Games : Mockingjay Part l” (เดอะ ฮังเกอร์ เกมส์ : ม็อคกิ้งเจย์ พาร์ท วัน) พร้อมกับความตื่นเต้นที่จะยิ่งทวีคูณ ไปกับการต่อสู้ที่แท้จริงระหว่าง แคทนิส (ที่รับบทโดย เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ในฐานะ ม็อคกิ้งเจย์ ซึ่งได้รับการดูแลฝึกฝนจากบรรดานักสู้ในเขต 13 ให้กลายเป็นนักรบที่สมบูรณ์แบบ และ ประธานาธิบดีสโนว์ (ที่รับบทโดย โดนัลด์ ซัทเธิร์ทแลนด์) ซึ่งการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นแค่เกมการแข่งขันอีกต่อไป และเป็นปฐมบทการสิ้นสุดสงครามในครั้งนี้ จูลีแอน มัวร์ ได้กล่าวถึงบทบาท ประธานาธิบดี คอยน์ (ผู้นำเขต 13 ที่คอยช่วยสนับสนุน แคทนิส เอเวอร์ดีน) ในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า 
 
 
@ คุณรู้สึกประทับใจอะไรในภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games
          จริงๆ แล้วฉันรู้สึกประทับใจ กับเรื่องราวของเนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตั้งแต่ยังเป็นหนังสือ ทั้งในแง่มุมของการเมืองและการยึดครองอำนาจ เมื่อมองจากแง่มุมที่กว้างขึ้น มันคือเรื่องราวของระบบการเมือง ว่ามีสถานะอย่างไรในระบบนั้น ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจมากสำหรับฉัน 
 
 
@ คุณคิดในภาคนี้ (The Mockingjay Part 1) คำว่า ม็อคกิ้งเจย์ ต้องการสะท้อนเรื่องอะไร
          ความหวัง คือเรื่องของความเป็นไปได้ ความหวังคือการเปลี่ยนแปลง มันคือการมีพลังของแต่ละบุคคล ฉันคิดว่า ถ้าตัวละครใน ม็อคกิ้งเจย์ หรือในฮังเกอร์เกมส์ รู้สึกหมดหวัง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาคิดว่าตัวเอง คงไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และโดยเฉพาะ แคทนิส ซึ่งในแง่หนึ่งเธอเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง และก็มีความสับสนไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง บางครั้งเธอก็ไม่มั่นใจ ว่าสิ่งทีเธอทำอยู่นั่นถูกต้อง แต่เธอก็ลงมือ ทำสิ่งต่างๆ ตามแรงผลักดัน ในตัวของเธอเอง
 
 
@ เมื่อคุณมารับบท เป็นประธานาธิบดีคอยน์ ผู้นำเขต 13 อยากทราว่า ในความรู้สึกของคุณ เขต 13 คืออะไร
          เขต 13 จะเป็นเหมือนกับสถานที่หลบภัยของพวกเรา ซึ่งอยู่ใต้พื้นดิน กว่า 100 ฟุต และสามารถป้องกันการโจมตีได้ทุกประเภท แคปิตอลเชื่อว่าพวกเขาทำลายเขต 13 ได้อย่างสิ้นซาก และทุกคนตายหมดแล้ว แต่ผู้คนในนั้น ได้มีการจัดการ พวกเขาหอบเอาสิ่งต่างๆ ที่มีและย้ายลงไปอยู่ใต้ดิน ซึ่งมันก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะพวกเขา ก็แทบจะไม่มีอะไรกินเพื่อประทังชีวิตหมือนกัน ในหนังสือ มีการบรรยายถึงคนในเขตนี้ ว่ามีร่างกายที่ผอมมากๆ ซึ่งนั่นก็เพราะว่า พวกเขาต้องมาอาศัยอยู่อย่างลำบากในสถานที่ ที่เล็กเท่ารูหนูเช่นนี้ และฉันก็คิดว่า มันคงไม่ใช่สถานที่ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ หรือแสงสว่าง และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ฉันคิดว่าผู้คนในนั้นแค่อดทนใช้ชีวิตไปวันๆ
 
 
@ รู้สึกอย่างไรที่ได้รับเลือกให้แสดงเป็นประธานาธิบดีคอยน์  
          ฉันได้อ่านหนังสือจนจบ และฉันก็รู้สึกทันที ว่าฉันอยากร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้  และนี่เป็นบทเดียวเท่านั้นที่ฉันจะเล่นคือ คอยน์ ประธานาธิบดีนักปฏิวัติ ซึ่งเป็นบทบาทที่เบาบางมากๆ เพราะคนดูจะไม่รู้เลยว่าเธอคือใคร และเราจะรับรู้ตัวตนของเธอได้ แค่ผ่านจากมุมมองของแคทนิส ซึ่งแคทนิสก็รู้สึกไม่ไว้วางใจในตัวเธอ เหมือนกับเวลาที่เด็กหนุ่มสาว มักจะรู้สึกไม่ไว้ในใจผู้ใหญ่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยหรือคนที่มีอำนาจ ฉันได้พูดคุยกับ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ (ผู้กำกับ) หลายครั้ง ว่าเราจะสามารถสื่อสารความเป็นตัวคอยน์ออกมาอย่างไรดี ฉันคิดว่าการตอบสนองของแคทนิสที่มีต่อคอยน์นั้นเป็นอะไรที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะเธอไม่รู้เลยว่าคอยน์เป็นคนยังไง มีฉากหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งก็คือฉากการวางระเบิดของแคปิตอลในเขต 13 และคอยน์เลือก ที่จะไม่ทำอะไร ซึ่งฉันคิดว่านั่นสะท้อนตัวตนของเธอในฐานะผู้นำออกมา ว่าเธอเป็นคนที่จะไม่ยอมเสี่ยง ทั้งตัวเธอเองและผู้คนของเธอในการต่อสู้ เมื่อเธอรู้ว่าควรจะรอเฉยๆ ดีกว่าระเบิดอะไรออกไป
 
 
@ อยากให้พูดถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมงานกับ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ และ ฟรานซิส ลอว์เรนซ์ ในภาพยนตร์เรื่องนี้
          เจนนิเฟอร์ เป็นเด็กสาวที่ยอดเยี่ยม ตลก และมีอารมณ์ขันที่น่าทึ่ง เธอเป็นคนสบายๆ ในกองถ่าย เธอรู้สึกมีความสุขในกองถ่าย และเป็นคนที่ทุกคนรู้สึกสนุกสนานมาก ในการอยู่ด้วย มันทำให้ฉันมีช่วงเวลาที่ดีมากในการทำงาน ซึ่งฉันคิดว่ามันแตกต่างกันกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งสองที่เรารับบท ส่วน ฟรานซิส เป็นผู้กำกับที่ยอดเยี่ยม และผลงานที่เขาทำออกมานั้น เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก จากที่ทุกคนได้เห็นในภาคที่แล้ว (Catching Fire) ซึ่งในภาคนี้ (Mockingjay)  มันจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน 
 
          “ม็อคกิ้งเจย์” จะสู้เพื่อทุกคน “แคปิตอล” จะทำลายล้าง ผู้ชมทั้งโลกร่วมเป็นประจักษ์พยานได้พร้อมกัน 20 พฤศจิกายนนี้ ทุกโรงภาพยนตร์