บันเทิง

'เสียใจ ไม่เท่าเสียดาย'

'เสียใจ ไม่เท่าเสียดาย'

28 ต.ค. 2557

'เสียใจ ไม่เท่าเสียดาย' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
 
          “กลัวความสูญเสียกันไหมคะ?”
 
          เมื่อตอนเราเด็กๆ ต้องยอมรับว่ากาารพลัดพราก หรือการจากลา มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยหรือเมื่อเกิดขึ้นก็ไม่ได้ใหญ่ ดราม่าเข้มข้นมากนัก อย่างเก่งเราก็แค่บอกลาหมอนเน่า บอกลาเพื่อนก่อนโรงเรียนปิดเทอม อาจต้องตามพ่อกับแม่ไปงานศพ แม้ว่าพ่อกับแม่จะบอกว่าเป็นญาติ ก็ดูจะห่างเหิน เพราะวัยเราที่ยังเด็กก็ยังไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกันมากมายนัก...
 
          แต่พอเราเติบโตขึ้นมาล่วงเข้าวัยทำงานนี่สิคะ ความสูญเสียนั้นมันดูจะถี่ และแต่ละครั้งก็ช่างยิ่งใหญ่ ทำใจยากเย็นเสียจริงๆ เราเสียโอกาสในงาน เราโดนปฏิเสธ เราเลิกกับแฟนที่รักมาก งานศพที่ไปแต่ละครั้งก็กลายเป็นคนที่เรารักและรู้จักเป็นอย่างดี อยู่ดีๆ ความสูญเสียนี้มันเหมือนจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียอย่างนั้น
 
          ครั้งแรกที่หญิงยศรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างจริงจังก็คือเมื่อตอนที่คุณยายของหญิงยศเสีย ด้วยความที่สนิทกันมาก เพราะหญิงยศนั้นเรียกว่าโตมากับคุณยายเลยทีเดียว การสูญเสียในครั้งนั้นจึงเหมือนการโดนเขย่าอย่างแรงแล้วผลักให้เราเข้าใจว่า...ไม่มีอะไรหรือใครในโลกนี้จะอยู่กับเราอย่างจีรังยั่งยืน หลังจากนั้นคุณพ่อของหญิงยศก็ไม่ค่อยสบาย มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต คุณพ่อก็ยังเข้าออกโรงพยาบาลอยู่จนทุกวันนี้ค่ะ เพื่อนสนิทของหญิงยศเองก็ดูจะมีปัญหาชีวิตที่ใหญ่โตกว่าเพียงแค่หางานไม่ได้ หรือ เลิกรากับผู้ชายเลวๆ ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องเจอะเจอกลับเป็นปัญหาประเภท แท้งลูก เลิกรากับสามี ตรวจเจอก้อนเนื้อในอวัยวะต่างๆ บางคนถึงกับต้องกลายร่างเป็นนางพยาบาลเมื่อสามีที่เคยเป็นเสาหลักของครอบครัวกลับล้มป่วยลง แบบไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีก ไม่ได้แม้แต่จะเคี้ยวอาหาร เรามองหน้ากันแล้วเห็นแววหวั่นๆ ในดวงตา ต่างคนต่างรู้ว่า ความสูญเสียมันวนเวียนอยู่แถวๆ หน้าประตูบ้านเรานี่เอง...หญิงยศยอมรับว่าบางครั้งเราก็ยังทำใจไม่ได้ค่ะ ถึงจะปฏิบัติธรรมมาบ้าง เข้าใจว่าทุกอย่าง ทุกคนต้องอยู่บนกฎของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง แต่ในบางวูบหลังจากปิดไฟ ก่อนจะหลับตาเข้านอนในตอนกลางคืน ความทุกข์จากการยึดมั่นถือมั่นมันถาโถมเข้ามาอย่างไม่ให้ตั้งตัวกันเลยทีเดียว จิตตก เสียใจ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการคิด จากการสมมุติของตัวเองทั้งสิ้น กว่าจะดึงตัวเองกลับมาอยู่กับลมหายใจได้นั้นก็นานเอาการอยู่
 
          เมื่อวานได้สัมภาษณ์คุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม ค่ะ พี่คิ้มผู้ซึ่งสูญเสียคุณพ่อสุดที่รักของตัวเองไป พี่คิ้มบอกว่าในช่วงที่คุณพ่อเสียนั้น เธอก็ยังออกไปเล่นคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความบันเทิงให้คนดูอยู่เป็นประจำ พี่คิ้มเล่าให้ฟังว่า อย่างน้อยเธอก็ไม่เสียดายแม้สักนาที เพราะตอนที่คุณพ่อยังอยู่นั้น เธอดูแลคุณพ่ออย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะอยากได้อะไร พี่คิ้มหามาให้ทันทีอย่างไม่มีข้อแม้ ฟังแล้วก็คิดนะคะ คนเราเสียใจในวันที่สูญเสีย ส่วนหนึ่งอาจเพราะเรามองข้ามความสำคัญของคนเหล่านั้นในวันที่เรายังมีเขาอยู่ เมื่อต้องจากไปจึงร้องขอเวลากลับคืน ฉันจะทำให้ดี ฉันขอแค่โอกาส ความเป็นจริงก็คือโอกาสไม่ได้มาหาทุกคนหรอกค่ะ เราที่ยังมีโอกาสอยู่กับตัว อย่าเสียเวลาไปกับอย่างอื่นอีกเลย 
 
          จริงๆ การมโนถึงการสูญเสียก่อนนอนก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด มีวิจัยออกมาค่ะว่า การที่เรานึกถึงการสูญเสียใครหรือสิ่งใดแล้วทำให้เราจิตตกหรือเศร้าหมอง นั่นเป็นการคอนเฟิร์มกับตัวเองอย่างหนึ่งว่าคนคนนี้หรือของสิ่งนี้มันสำคัญกับเรามากแค่ไหน...
 
          รู้แล้วก็อย่าเสียเวลาจิตตก ยกจิตขึ้นมาแล้วเดินหน้าดูแลคนสำคัญของเราให้เต็มที่ ชีวิตนี้จะได้ไม่ต้องร้องขอโอกาสในวันที่สายไปนะคะ..
 
.......................................
(หมายเหตุ 'เสียใจ ไม่เท่าเสียดาย' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)