อนาคตที่ยังไม่เกิดในฮอลลีวู้ดยุคใหม่
24 ต.ค. 2557
หนังโรงเล็ก : อนาคตที่ยังไม่เกิด ในฮอลลีวู้ดยุคใหม่ : บายไลน์...นันทขว้าง สิรสุนทร
หนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของพวกลอนดอนเนอร์อย่าง time out เคยมีข่าวว่า นักศึกษาสายอนาคตวิทยา สนอกสนใจที่จะวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ในหนัง The Island ของไมเคิล เบย์ โดยเฉพาะแล็บนรกที่ตัวร้ายในหนังสร้างขึ้นมาหลอกผู้คน (โดยแตะแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ ความละโมบของอเมริกันยุคใหม่ที่ไม่อยากตายไปตามเงื่อนเวลา จนทำให้เกิดธุรกิจซื้ออวัยวะมนุยษ์ตามมา)
แต่หนังสือที่ผมชอบอย่าง time out ไม่ได้เป็นเล่มแรกที่รายงานเรื่องนี้ ปี 1997 นิตยสาร sight & sound ที่คนอ่านเชื่อถือเรื่องการจัดอันดับมายาวนา ก็เคยพูดถึงเรื่องอนาคตข้างหน้าที่หนังแสดงภาพออกมา โดยยกตัวอย่างของหนังคลาสสิกนัวร์อย่าง blade runner ซึ่งมีมุมมองต่อหนังอย่างเลวร้าย (เพราะโลกก็น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ)
เรื่องของแม็กกาซีนต่างชาติให้ความสนใจเรื่องอนาคตวิทยาในหนังยุคใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก (คำว่าหนังยุคใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้รอยต่อหรือช่วงแบ่งของนักวิชาการคนไหน
บางคนวัดจากภาพยนตร์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดแนวทางใหม่ๆ มากมาย บางคนวัดจากยุค post star wars ในปลาย 70s ซึ่งการแบ่งยุคใหม่นั้น เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่มี แบ่งกันแบบชัดเจน เหมือนละครเวทียุคใหม่ แบ่งที่ปี 1878 หรือร้อยกว่าปีมาแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ช่วงเวลาแถวๆ นั้น ก็คือ รอยต่อของยุคทั้งสิ้น)
และ-หลังจาก the island มีหนังมากมายหลายเรื่อง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกในอนาคต (ปีเตอร์ แจ็คสัน เคยมีข่าวว่าอยากจะให้คิงคองของเขา มองโลกในยุคหน้าด้วยสายตาของสัตว์ป่า แต่ก็ไม่ได้ใส่ลงไปอย่างจริงจัง)
เรื่องโลกในอนาคตนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันไม่ได้อยู่แต่ในหนังหรือดนตรี ทว่า มันมีการปรากฏตัวอยู่ตลอดเวลา ในศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ, แฟชั่น, เอ็กซิบิชั่น ไล่เรื่อยมาจนถึงภาพยนตร์ยุคใหม่ และดนตรีนอกกระแส ยังไม่นับงานโฆษณาจากฟากของยุโรปตะวันออกในระยะหลังๆ (ดูได้จากแม็กกาซีนในร้าน bookazine)
และจะว่าไปกว่านั้น ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์และแม็กกาซีนต่างๆ ก็ลงเรื่องราวชีวิตของศตวรรษที่ 21 กันเกร่อไปหมด แม้ว่าจะมีแนวโน้ม โน้มเอียงไปในทางขลาดกลัว ระมัดระวัง ต่อโลกในอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า (ก้อแหมท่าน จะมีใครในทศวรรษที่ 1970 จะทำนายได้บ้างว่าพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนอเมริกาเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้)
น่าสนใจว่า เมื่อนักอนาคตวิทยาสนใจโลกวันหน้าในหนังหนังยุคใหม่ แล้วชาวอเมริกันและเราๆ นั้นได้สูญเสียความร่าเริงความสนุกสนานต่ออนาคตไปหรือเปล่า ?
หมายความว่าก่อนหน้านี้ ประชาชนยังรู้สึกดีต่อโลกในวันข้างหน้า หลายคนวาดภาพที่สวยงาม แต่ทันทีที่หนังหลายเรื่องมีแง่มุมเกี่ยวกับฟิวเจอริซึ่ม ดูเหมือนคนดูหนังหลายคนจะไม่อยากสนใจโลกอนาคตในหนังเหมือนในอดีตนัก
นักอนาคตวิทยา ที่มีชื่อว่า แกรห์ม โมลิเตอร์ รองประธานและที่ปรึกษาด้านกฎหมายของสมาคมนักทำนายอนาคตโลก และยังรับหน้าที่ที่ปรึกษาให้กับบริษัทและองค์กรของรัฐบาลจำนวนมาก
ในการทำนายแนวโน้มของสังคม โมลิเตอร์เห็นด้วยว่า อนาคตไม่ได้มีความดึงดูดต่อคนธรรมดาทั่วๆ ไปแล้ว โมลิเตอร์เชื่อว่าส่วนหนึ่งของปัญหาก็คือ การขาดแคลนผู้ที่จะอธิบายให้คนเข้าใจได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรจริงๆ นั่นทำให้ฮอลลีวู้ดฉวยโอกาสนำเอาเรื่องราวของโลกอนาคตมาขึ้นจอและประสบความสำเร็จอยู่หลายเรื่อง
อาการฟิวเตอร์ริสซึ่ม หรือฟิวเจอร์รามาในหนังนั้น จริงๆ ก็ปรากฏอยู่ในหนังสือและซีรีส์ทางทีวีด้วย นักวิเคราะห์อย่าง เดวิด เกเลอร์นเตอร์ เคยบอกว่าในอดีตช่วงทศวรรษที่ 30s นั้น ยุคสมัยนั้นยังเป็นยุคของการกลัวเทคโนโลยี มากกว่าในยุคปัจจุบัน (ดังเห็นได้จากหนังสือ Things to Come บทภาพยนตร์ของเอช จี เวลส์ มนุษย์ได้กลายเป็นคนป่าเถื่อนเพราะสงครามโลก รีโทร-ฟิวเจอริซึ่ม เป็นงานหัตถกรรมของวัฒนธรรมที่ไม่ใส่ใจกับอนาคต)
ใครไม่เคยเห็นภาพของฟิวเจอร์รามา สามารถดูได้จากซีรีส์การ์ตูนของ แมทท์ โกรนิง ที่นำมาฉายทางช่องฟ็อกซ์เมื่อ 4-5 ปีก่อน และเป็นการล้อเลียน จินตนาการถึงอนาคต ในขณะที่ The Simpsons ก็เป็นเรื่องราวในทำนองเดียวกันกับการ์ตูนของโกรนิง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 3000
และเรื่องราวก็เป็นไปตามนิยายวิทยาศาสตร์ที่หัวหน้ายานอวกาศที่ดีจะต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ ลองมองหนังที่มีภาพของฟิวเจอร์ราม่าดูบ้าง หนัง Gattaca เมื่อปี 1997 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของหนัง รีโทร ฟิวเจอริสซึม หนังแสดงให้เห็นถึงโลกอนาคตที่อยู่ไม่ไกล ที่จะมีการคัดเลือกคนที่มีสายพันธุ์ที่ดีเพื่อให้ได้ชาย-หญิงที่มีสายพันธุ์ในระดับซูเปอร์ทั้งเสื้อผ้า ทรงผม ที่บางทีอาจจะมีเป้าหมายเพื่อย้อนให้คิดถึงงานของไอน์ แรนด์ หรือ เลนี รีเฟนสตาห์ล
หรืออาจจะแค่งานของ ล็อตเต เลนยา ใน From Russia with Love หนังอีกเรื่องจากปีเดียวกัน คือ The Fifth Element ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 23 ในนิวยอร์ค ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นของยุคดิจิทัลของแมนฮัตตันที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า
และการจราจรเปลี่ยนจากทางพื้นดินไปติดขัดอยู่บนอากาศ ซึ่งเป็นภาพที่แฮร์รี แกรนท์ ดาร์ท เคยวาดไว้ในนิตยสาร Life ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1910
ภาพเกี่ยวกับอนาคตในหนังนั้น ดูเหมือนจะไม่เคยตายจาก ไปจริงๆ มันยังคงวนเวียนไปมาอยู่เสมอ
ตราบใดที่มนุษย์ยังคงไม่เคยมั่นใจกับวันข้างหน้าของตัวเอง...



