
เล่นหูเล่นตา:'เดินทาง (2)'
20 ต.ค. 2557
'เดินทาง (2)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ มนุษย์ก็ยังคงต้องเรียนรู้ตนเองผ่านการมองโลก เพื่อปรับตัวให้เข้ากับแต่ละช่วงของชีวิตที่เปลี่ยนไป … มองโลกกว้างใหญ่แล้วกลับมามองใจตัวเอง จะรู้ถึงคุณค่าของชีวิตตนเองและสิ่งรอบข้างที่เกื้อกูลผูกพันกับเราอยู่ทุกวัน แต่ในช่วงของการเรียนรู้โลก มันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่หวังไว้ทุกครั้ง มันช่างแตกต่างจากที่คิดแล้วมันก็ทำให้วี๊ดได้ง่ายๆ !
ฉันลากสังขารขึ้นเครื่องผ่านเส้นรุ้งเส้นแวง จากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่งในเวลา 12 ชั่วโมงที่ขดตัวเองงอเข่าอยู่บนนกยักษ์ที่บินได้ … ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ไม่ยินดีต้อนรับกันนักที่เบลเยี่ยม แล้วขึ้นรถไฟอีก 2 ชั่วโมงเพื่อไปให้ถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ จุดหมายปลายทางของการเรียนรู้โลกในครั้งนี้ … เป็น 2 ชั่วโมงบนรถไฟที่ต้องกระอักกระอ่วน ประดักประเดิดกับประสบการณ์ที่ไม่น่าจำแต่ก็ทำใจลืมไม่ได้ง่ายๆ เมื่อความเป็นมนุษย์ถูกท้าทายด้วยสีผิว … บททดสอบก็คือ … มีคนมานั่งในโบกี้และบนที่นั่งที่ระบุไว้ในตั๋วซึ่งผ่านการจองและจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อย มันคือที่ของพวกเรา ชะนีฝรั่งเหยียดผิวนั่งสูบบุหรี่ไฟฟ้าปุ๋ยๆ ราวกับเป็นผู้ค้าทาสในยุคที่ความเท่าเทียมกันยังไม่ถูกสะกดให้ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตยของฝรั่ง นางยืนยันจะนั่งโดยไม่สนผิดถูก ทำให้พวกเรา (คนไทยหน้าจีน) ต้องระเห็ดไปอยู่ที่ตู้เก็บสัมภาระ ขบคิดกันว่า “เราควรยอมมัน ให้มันผิดต่อไป หรือ ทำให้มันถูกต้องตั้งแต่ตอนนี้” ผู้โดยสารคนอื่นเห็นอกเห็นใจลุกให้นั่ง (เพราะกำลังจะลงสถานีหน้า) แล้วบอกว่า “อย่าไปใส่ใจคนงี่เง่า”
มีผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นมาเจรจาแทนพวกเราจนเกือบจะมีเรื่องเพราะผู้หญิงแก่สุดในกลุ่มที่เป็นปัญหาลุกขึ้นมาทำท่าประมาณว่า “อย่าเผือก!” แม๊! ถ้าอยู่เมืองไทยฉันจะยอมจ่าย 500 ข้อหา “ตบชะนีแก่กะโหลกกะลา” ไม่มีสามัญสำนึกของความผิดถูก ในที่สุดสมาชิกของเราก็ลุกขึ้นไปตามหาพนักงานตรวจตั๋วซึ่งอิดออดกระบิดกระบวนกวนประสาทกว่าจะมาได้ แถมมาแล้วก็เหมือนไม่มาค่าคุณตำรวจ! เจรจาเสร็จก็ปล่อยให้สลับที่กันเอง พอพนักงานตัวขึ้นขนเดินจากไป นังชะนีเจ้าปัญหาก็ไม่ยอมลุกอยู่ดี แถมเอาตรีนพาดข้ามไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกันไม่ให้เรานั่ง จ้องหน้าพูดจากวนรองเท้าแตะ กัดฟันกลั้นใจอึดใจ พวกนางถึงที่ลง ก่อนลงหันมาพูดกับพวกเราว่า “เจอกันที่เมืองจีน” ( See you in China) คนของเราตอบไปทันควัันว่า “เจอกันที่นรกจะดีกว่า!” ถ้าอยู่นานกว่านี้คงต้องมีคนเจ็บตัวกัน (ซึ่งไม่ใช่พวกเรา!) ก็เลยต้องจบตรงนี้อ่ะค่าคุณ! เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า มารยาทเลว คือ สิ่งเลวร้ายขั้นกว่า แต่การดูถูกคน คือ สิ่งเลวร้ายขั้นสุด!
จากสถานีรถไฟ (คล้ายกับหัวลำโพงของเราแต่ใหญ่กว่า เจริญก้าวหน้ากว่ามหาศาล อย่าไปเทียบค่ะ อายเขา เพราะคนที่นี่เขาเสียภาษี 40 - 50% ของรายได้ทั้งหมด แถมนักการเมืองเขาก็ไม่มีประวัติโกงกินบ้านเมือง!) เดินข้ามถนน (ข้ามคลองเล็กๆ) ไปฝั่งตรงข้ามคือโรงแรมที่เราจองไว้อยู่ 4 คืน 5 วัน เช็คอินแล้วรอคนยกกระเป๋ามาส่ง รอไปเกือบชั่วโมง (โทรตามก็แล้ว) คนไทยใจร้อนอย่างฉันเลยต้องลงไปลากมาเอง … ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมฝรั่งเขาถึงชอบมาพักเมืองไทย โรงแรมของเราบริการดีกว่านี้เป็นไหนๆ ราคาคืนละหมื่นกว่าบาทแบบนี้ พนักงานแทบจะอุ้มทั้งคนทั้งกระเป๋าไปส่งห้อง แต่ที่นี่ … อย่าให้พูด! ตอนมาถึงเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังทั่วโรงแรม พวกเราต้องยืนรอให้เขาเคลียร์พื้นที่ก่อนเข้าเช็คอิน … พวกเราคิดในใจแบบเดียวกันว่า … “วันนี้ไม่ใช่วันของกรู” … ง่วงก็ง่วง หิวก็หิว เลยต้องออกไปหาอาหารใกล้โรงแรมกิน เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยน รสชาติเหมือนเอาเท้าข้างซ้ายที่เล็บขบทำอาหารให้กิน ไม่อยากเขียนบรรยายให้เปลืองกระดาษกับหมึก! รีบๆ กลับโรงแรมแล้วนอนเอาแรงพรุ่งนี้ …
อาหารเช้าที่พวกเราต้องกินทุกวันอย่างจำใจของโรงแรม โยเกิร์ต ธัญญพืช นม ผลไม้หั่นเป็นลูกเต๋า (แอปเปิ้ลและเบอร์รี่ทั้งหลาย) น้ำส้ม ชีส 3 ชนิด โบโลน่าหั่นบางๆ 2 ชนิด ขนมปัง และครัวซ็อง ที่เหลือต้องสั่งแล้วจ่ายตังค์ต่างหาก แม้แต่ไข่เจียวฝรั่ง (ออมเล็ต) ยังจะคิดตังค์อีก! นี่ถ้าอยู่โรงแรมดีๆ ในเมืองไทย ทุกอย่างรวมถึงข้าวต้ม ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว มีครบ ฝรั่งจะกลายเป็นเทวดาทันที! … มื้อกลางวันกับเย็นพวกเราเลยต้องไปเสี่ยวดวงกันเอาเอง เพราะไม่ได้หาข้อมูลอะไรกันมาเลย แต่ก็เจอร้านดีถึงดีที่สุดอยู่เหมือนกัน … ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ สิ่งแรกที่ฉันต้องหาให้เจอ คือ “ไชน่าทาว์น” ครั้งนี้ก็ไม่มีพลาด สีเกด (ผู้จัดการ) กางแผนที่หาจนเจอ … ไปถึงน้ำตาจะไหล! … แต่ที่นี่เล็กมากๆ เป็นตึกในซอยเล็กๆ ซอยเดียว มีทั้งอาหารไทยและจีนอยู่ในซอยนั้น ฉันสุ่มเข้าร้านเป็ดย่าง หมูแดง (ทุกร้านลงท้ายด้วยคำว่า “กี่”) 2 - 3 ร้าน สำหรับฉันๆ ชอบ “นำกี่“ (Namkee) มันไม่เลิศเลออะไรนัก แต่ก็น่าจะดีที่สุดในเวิ้งนั้น ข้าวหมูแดงจานละ 9 ยูโร (ประมาณ 360 บาท) ใส่ข้าวมาพูนโปะหมูแดงมาอีก 3 ขีด ต้องกินกัน 2 คนถึงจะหมด ฉันสั่งหมูกรอบ เป็ดย่าง ราดหน้าหมี่กรอบจานร้อน (คล้ายโกยซีหมี่) แกงจืดลูกชิ้นปลาใส่ผักกาดขาว มะเขือผัดปลาเค็ม เต้าหู้หม่าผอ แต่ละจานๆ ใหญ่อลังการสมราคา กับข้าวเฉลี่ยจานละ 600 บาท ข้าวเปล่าบางร้านให้ฟรีเป็นโถ … เดินวนไปมากินเกือบทุกวัน ฉันเป็นลูกคนจีน ต้องกินข้าวหรือไม่ก็ก๋วยเตี๋ยว ขืนกินขนมปังทุกวันฉันคงจุกอกตาย คิดถึงบุญคุณของชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินที่สุด คิดถึงข้าวพี่สาวหุงตอนอยู่เมืองไทย กินข้าวนับช้อน ดัดจริตกล้วอ้วน! แต่ตอนอยู่เมืองนอกฟาดเป็นกะละมัง!!! ก็คนมันคิดถึงบ้านนี่! กินข้าวอิ่ม เดินหาร้านของชำ ศึกษานิสัยในการบริโภคของคนแถวนี้จากสินค้าในร้าน เจ้าของร้านเป็นคนจีนกวางตุ้งขายของให้คนจีน คนเกาหลี คนไทยที่อยู่ที่นี่ ฉันตื่นตาตื่นใจที่สุดเวลาเดินตลาดและร้านของชำ สินค้ามาจากทุกที่ทั่วเอเชีย ทั้งสดและแช่แข็ง เครื่องปรุงนานาชนิด … มีแม้กระทั่งผักขี้เหล็กดองเกลือ ชะอม สะตอ ใบชะพลู มะเขือพวง ปลาทูที่นี่แพ็คละ 150 บาท มี 3 ตัว (ที่เมืองไทยคงแค่ 30 บาท) … ฉันเดินลิ่วเข้าหา “มาม่า” ลืมพกมาต้องหาซื้อให้ได้ก่อนจะลงแดงตายซะก่อน! “มาม่าต้มยำกุ้ง” ห่อละ 28 บาท กวาดมาหลายห่อ ต้มน้ำร้อนในห้องพักเทใส่แล้วโรยพริกป่นที่เอามาจากบ้านแม่ … แซ่บที่สุด เพราะกินต่างบ้านต่างเมือง กาต้มน้ำร้อนในห้องพักที่นี่ร้อนเกิน 100 องศา เดือดได้ใจมาก ทำให้เส้นไม่อืด เหนียวนุ่มได้ใจ จะกินมาม่าให้อร่อยฉันเดินเข้าห้างซื้อถ้วยดินเผาใบละ 600 บาท เพื่อเอามาใส่มาม่ากิน ตะเกียบใช้แล้วทิ้งเอามาจากร้านเป็ดย่าง เป็นการกินมาม่าร้อนจัดในขณะที่อากาศข้างนอกเย็นจัดแค่ 10 กว่าองศา ได้อารมณ์สุดๆ! …
ฉันเดินมั่วๆ เข้าซอยนั้นออกซอยนี้กับสีเกด ไปเจอร้านขายขนมปังและอาหารเช้า (แซนด์วิช) ที่มีครัวซ็องอร่อยล้ำเจ้าหนึ่งที่เคยกินมา แป้งข้างนอกกรอบข้างในเหนียวนุ่มเป็นชั้นๆ อันละ 80 บาท กินกับกาแฟร้อนๆ หอมๆ ตอนเช้าๆ แดดอ่อนๆ ส่องเข้ามานะ มีความสุขทั้งที่ไม่มีผัว ร้านนี้ชื่อว่า “Dimitri's Boterhammen” แปลว่าคนทำแซนด์วิชของ “ ไดมิทรี่ ” ตั้งตามชื่อเจ้าของร้านซึ่งมีประสบการณ์ทำขนมที่ภัตตาคารหรูในฝรั่งเศสมาหลายปี กลับมาเปิดร้านขายขนมปัง 9 สาขา แล้วยังทำขนมส่งภัตตาคารและโรงแรมต่างๆ อีกด้วย สีเกดชอบคนทำแซนด์วิช หน้าตาหล่อ จนเรียกเขาว่า “แฟนน้อง” นางก็เพ้อเพราะอากาศหนาวนะ คนที่นี่นิยมกินแซนด์วิชชนิดหนึ่งที่มีเนื้อสับดิบๆ ป้ายบนบนแผ่นขนมปัง อยากจะสั่งมาชิมแต่กลัวกินไม่หมดเลยได้แต่มองคนอื่นสั่งจานแล้วจานเล่า … ร้านนี้เปิด 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น คนจะมาเข้าคิวซื้อขนมปังแถวยาวไปถึงนอกร้าน … ฉันหอบกลับมาให้ที่บ้าน 10 กว่าชิ้น … ก็มันอร่อยจริงๆ นะคุณ!
โปรดติดตามตอนต่อไป
.......................................
(หมายเหตุ 'เดินทาง (2)' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



