บันเทิง

หนังโรงเล็ก:'ไขมันของฮอลลีวู้ด'

หนังโรงเล็ก:'ไขมันของฮอลลีวู้ด'

17 ต.ค. 2557

'ไขมันของฮอลลีวู้ด' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

 
          จู่ๆ ก็มีการสำรวจกันเองของสตูดิโอหนังในฮอลลีวู้ด เกี่ยวกับการสร้างหนังหลายเรื่อง ซึ่งไม่เข้าเป้าในระยะหลังๆ (หรือพูดตรงๆ ก็คือ ปี 2014 นี้เป็นช่วงเวลายากในการทำการตลาด เพราะเป็น social media เป็นตัวพลิกผันทั้งดีและแย่)
 ว่ากันว่ามันมีหนังอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เหมือนไขมันของโรงงานฮอลลีวู้ดที่สร้างออกมาเกินตลาด จนหลยค่ายต้องหันมาควบคุมคอเลสเตอรอล ด้วยการโฟกัสไปที่โปรเจกท์ที่สำคัญๆ จริงๆ
               
          เรื่องนี้ค่อนข้าง “พ้องและคล้อง” กับข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คนอิตาเลียนนั้น มีประชากรอ้วนฉุมากขึ้น พวกเขาโทษอาหารยุคใหม่อย่างฟาส์ตฟู้ด ที่กลายมาเป็น “ของโปรด” ของพวกคนยุโรปหลายๆ ชาตินักวิชาการคนหนึ่งวิเคราะห์ว่า นั่นก็เพราะว่าชาวอิตาเลียนหันมากินอาหารอเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะฟาส์ตฟู้ดและเฟรนช์ฟราย ที่ตอนนี้ถูกนำเอาไปทำเป็นอเมริกันฟรายเอย อิตาเลียนฟรายเอย ไปหมดแล้ว
               
          มีการวิเคราะห์กันอย่างน่าสนใจว่า สาเหตุที่คนยุโรปจำนวนไม่น้อยกลายสภาพเป็นคนอ้วนแบบอเมริกัน(ที่นั่งสาดเบียร์หน้าจอทีวี) ก็เพราะว่าหนังของฮอลลีวู้ดนั้น ได้รับความนิยมพอๆ กับหนังสือท่องเที่ยวเดินทาง เน้น lifestyle ยุคใหม่ ที่กินง่ายอยู่ง่าย เพียงแต่ “กินง่าย” ของคนยุคใหม่ คือ “แดกด่วน” (ไปซะงั้น) อีกผลพวงหนึ่งนั้นน่าสนใจกว่า มีการวิเคราะห์กันว่า ความที่หนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องมักจะแสดงภาพของการใช้ชีวิตของตัวละคร โดยพึ่งพาฟาส์ตฟู้ดนั้น มันค่อยๆ ส่งผล สร้างพฤติกรรมไม่รู้ตัวให้คนดูที่เป็นพวกยุโรปนั้น รักการพึ่งพาฟาส์ตฟู้ดมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
               
          สุดท้ายเมื่อพึ่งพามากขึ้น คนยุโรปบางชาติจึงค่อยมีภาพของความอ้วนฉุตามพวกอเมริกันมากขึ้นและมากขึ้น แล้วอะไรคือประเด็นที่น่ามองต่อไป สิ่งที่ผมสนใจก็คือ ความจริงที่ว่า หนังนั้นสามารถเป็นวัฒนธรรมที่สามารถก่อพฤติกรรมของคนดูได้เช่นกัน  มันอาจเป็นเรื่องเดียวกันกับที่เกาหลีชอบสร้างหนังของเขาให้มีฉากทานอาหารร่วมกันเพื่อเน้นความแข็งแรงของครอบครัวและมันเป็นเรื่องเดียวกันแน่ๆ ที่ว่าทำไม คนอเมริกันถึงอ้วนขึ้นๆ แม้แต่คนที่ไม่ได้ออกไปดูหนัง หรือเอาแต่นั่งหน้าจอเชียร์กีฬา นั่นก็เพราะว่ารายการทีวีและหนังฮอลลีวู้ดอาจจะสร้างพฤติกรรมการกินอย่างเพลิดเพลินขึ้นมานั่นเอง
               
          ผมเคยเขียนบทความชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องรายการทีวีและหนังฮอลลีวู้ด ก็มีสิทธิ์ทำให้คนดูอ้วนได้ไม่รู้ตัว ธุรกิจทีวีตัวหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันต่อสินค้าและเรตติ้งก็คือ เกมโชว์ทางทีวี ในตะวันตกนั้น รายการ “เกมโชว์” ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมบันเทิงที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า light entertainment
             
          สาเหตุหนึ่งที่มันฮิตเพราะว่า หนึ่งมันดูง่าย และสอง, มันเป็นความบันเทิงที่ 'ไปด้วยกันได้ดี' กับรูปแบบหรือลักษณะของ 'การใช้ชีวิต' ของคนดูทางบ้านของอเมริกันชน ไม่ว่าเกมโชว์นั้นๆ หรือของประเทศใดจะมีชื่ออะไร หัวใจอย่างหนึ่งของรายการประเภทนี้ก็คือการขายความตื่นเต้นทางอารมณ์ต่อคนดู โดยมีนายหน้าเป็นเสียงของพิธีกรบ้าง อาการปรบมือของกองเชียร์หน้าม้า (ในนามของผู้ชมในห้องส่ง) บ้าง และเอฟเฟคท์อื่นๆ ที่ทางรายการเซตไว้
             
          เป้าหมายทางการตลาดของเกมโชว์นั้น โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่มีการศึกษามากๆ คนกลุ่มนี้มักจะถูกโอ้โลมง่ายด้วยกลวิธีของเกมโชว์ บางคนอาจจะเคยดูเกมโชว์ของอเมริกาหลายๆ รายการ สิ่งหนึ่งที่จะเห็นเสมอก็คือการมีอารมณ์ร่วมของคนดูทางบ้านในห้องส่ง เรื่องแบบนี้บางทีก็ถูกจัดวางเอาไว้แล้วโดยสคริปต์ (เช่นรายการของเจอร์รีย์ สปริงเกอร์, ไมเคิล มอร์แกน) แต่บางรายการก็อารมณ์ร่วมของผู้ชมก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นสูงสุดของ 'อารมณ์-ความรู้สึก' แบบนี้ ไม่ได้ตกอยู่กับเกมโชว์ แต่ตกอยู่กับธุรกิจดื่มกินและขบเคี้ยว
              
          เนื่องเพราะเมื่อเวลาใดก็ตามที่ร่างกายคนเราเกิดอาการตื่นเต้นทางอารมณ์ (ไม่ใช่อารมณ์ทางเพศ) ร่างกายจะผลิตสารตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ย่อยอาหารหรือของเหลวออกมา จะรู้หรือไม่ก็ตาม แต่ขณะนั้น ร่างกายต้องการสิ่งตอบสนองอย่างไม่รู้ตัว
 นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไม อเมริกันชนจำนวนมากถึงต้องกิน “มันฝรั่ง” และ “ดื่มเบียร์” หน้าจอทีวี จนกลายเป็น 'แบบแผนทางวัฒนธรรม' ที่ต้องกระทำ อันไม่ต่างจากขนบธรรมเนียมของการไปคาราโอเกะที่ต้องสั่งอาหารและสั่งเพลง
           
          เกมโชว์และความบันเทิงที่มาในนามของความมันส์อื่นๆ (อาทิ อเมริกันฟุตบอล, มวยปล้ำ) จึงเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับมันฝรั่งและเบียร์ขวดมาหลายปี เนื่องเพราะการกินมันฝรั่งช่วยสนับสนันอารมณ์ต่อการดูทีวี อันว่าด้วย 'หยิบเข้าปาก' เท่าๆ กับที่การดื่มเบียร์ชักชวนให้เราใช้บริการยกขวดเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่า
 
          การกิน “มันฝรั่ง” กับ “ดื่มเบียร์” มีบุคลิกที่อยู่กันอย่างสอดคล้องกับการนั่งดูทีวีด้วยประการฉะนี้
 
          การกิน “พิซซ่า” ไม่สามารถเข้าไปเป็น “วัฒนธรรมบริโภค” ตรงนี้ได้ เพราะซับซ้อนเกินไป มีเงื่อนไขมากไป หรือการกินไวน์ก็ไม่สามารถโยกย้ายตัวเองไปเป็น lifestyle หน้าจอแก้วของคนดูได้ เพราะการดื่มไวน์ คือการละเมียด ขณะที่เบียร์คือ “วาทกรรมแห่งความมูมมาม” ไม่ต้องการมารยาทและอารมณ์สุนทรีย์
 
          ก็เพราะพฤติกรรมของการชอบดูทีวีไป หาอะไรโยนเข้าปากไปนี่เอง ที่ทำให้ ฟริโต-เลย์ และ บัดไวเซอร์ เจริญรุ่งเรืองไปพร้อมกับ “ธุรกิจเกมโชว์” และกลายเป็น “การพบปะทางวัฒนธรรม” 
อันไม่ต่างจากการที่ดูหนังต้องกิน “ป๊อปคอร์น” เมื่อเข้าโรงหนังและ “ข้าวโพคคั่ว” กลายเป็นลัทธิการกินอย่างหนึ่งในทศวรรษที่ 90
 
          บางที, คนดูทีวีและผู้ชมในโรงหนังอาจจะไม่ต้องการกินมันฝรั่งหรือข้าวโพดคั่วก็ได้ แต่พวกเขากำลัง 'บริโภคความรู้สึก' ของ 'การต้องทำอะไรสักอย่าง' จากการดูหนังอเมริกันหลายเรื่อง  ไปๆ มาๆ ขณะที่ฮอลลีวู้ดกำลังซีเรียสเรื่องส่วนเกินของตัวเอง คนดูหนังก็ต้องหันมมองไขมันที่เกิดจากการรูปแบบการดู หรือระหว่างเพลิดเพลินดูไปด้วย  เพราะทีละคำ ทีละคำ นี่แหละ อาจจะสร้างอาการอวบขึ้นมาไม่รู้ตัว และเผลอๆ ค่าขนมนมเนย ก็เป็นรายจ่ายที่มากกว่าตั๋วหนังหลายเท่านัก
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ไขมันของฮอลลีวู้ด' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)