
'The Brave One มองไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน'
10 ต.ค. 2557
'The Brave One มองไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
แม้ทัศนคติของคนทำหนังฝรั่งเศสและในยุโรปอีกๆ หลายแห่ง จะเห็นพ้องต้องกันว่า การนำเสนอตัวละครเพศหญิงในศตวรรษที่ 21 นั้น มุมหนึ่งที่พอจะช่วยกันทำให้ภาพลักษณ์ของเพศแม่หรือผู้หญิงดูดีขึ้นได้ก็คือ ไม่นำเสนอเพศหญิงในบทบาทของโสเภณี อีตัว แก๊งสเตอร์และแม่บ้านผู้โง่เขลา แต่ไม่ได้หมายความว่า มิติทางสังคมและเพศนั้น ตัวของผู้หญิงเองจะได้รับการยกระดับขึ้นมาด้วย
ตรงกันข้าม ชะตากรรมที่ผู้หญิงจะต้องได้รับยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะไม่หนาแน่นเท่าเดิมก็ตาม ผมเคยดูหนังฝรั่งเศสเรื่องหนึ่งในเทศกาลหนังแต่จำชื่อไม่ได้ เกี่ยวกับนักแสดงที่ตกอับ ไม่มีใครสนใจเธอ วันหนึ่งเมื่อเธอรู้สึกถึงอาการขาลงจริงๆ สิ่งที่เธอได้ทำก็คือ การหันมามองและฟังคนอื่นมากขึ้น อย่างน้อยๆ ก็ใครต่อใครที่เธอไม่เคยคิดจะมอง ฟังหรือคุยด้วยในเวลาก่อนหน้านั้น
เอริก้า เบน (โจดี้ ฟอสเตอร์) ในหนังที่ไม่ธรรมดาเลยอย่าง The Brave One ทำให้ผมคิดถึงหนังฝรั่งเศสเรื่องนั้นอีกครั้ง และที่ยิ่งทำให้เรื่องดู “จริง” เข้าไปอีก ก็เพราะบทบาทการแสดงของ โจดี้ ฟอสเตอร์ ซึ่งมีแนวทางชัดเจนเกี่ยวกับการเป็นผู้หญิงในแบบของเธอ หรืออย่างน้อยๆ ก็ single mom
ย้อนไปดู The Brave One ของผู้กำกับ นีล จอร์แดน พยายามจะเล่าเรื่องด้วยคำถามสองทางไปตลอดพล็อตเรื่อง ในถนนหลายสายของมหานครนิวยอร์กนั้นเป็นทั้งบ้านและที่ทำงานของเธอ เธอมีส่วนร่วมในเสียงและเรื่องราวของเมืองอันเป็นที่รักนี้พร้อมกับผู้ฟังวิทยุ
โดย เอริก้า เป็นผู้ดำเนินรายการที่มีชื่อว่า “Street Walk” ในเวลากลางคืนเธอกลับบ้านไปสู่อ้อมกอดแห่งความรักกับคู่หมั้นของเธอ เดวิด เคอร์มานี (นาวีน แอนดรูว์) แต่ทุกอย่างที่เอริก้าคุ้นเคยและความรักของเธอถูกพรากไปจากเธอในคืนหนึ่งที่แสนโหดร้ายเมื่อเธอและเดวิดถูกทำร้ายอย่างไม่คาดคิด การถูกจู่โจมอย่างโหดร้ายครั้งนี้ทำให้เดวิดเสียชีวิตและเธอก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด หลังจากเหตุการณ์ร้ายในค่ำวันนั้นจะผ่านไป
และถึงแม้ว่าร่างกายที่บอบช้ำของเอริก้าจะดีขึ้น บาดแผลที่ลึกกว่านั้นยังคงอยู่ การสูญเสียเดวิดและความตื่นตระหนกยิ่งไปกว่า ความหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจตามหลอกหลอนเธอไปทุกย่างก้าว
ถนนทุกสายในเมืองนี้ที่เธอเคยหลงรักและชอบท่องเที่ยวไปหรือแม้กระทั่งหลายสถานที่ที่อบอุ่นและแสนจะคุ้นเคยในตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกหน้าและหลอกหลอน
เมื่อความหวาดกลัวมีมากขึ้นจนเธอทนรับมันไว้ไม่ได้ เอริก้าได้ตัดสินใจที่จะหาอาวุธเพื่อตัวเอง ปืนที่อยู่ในมือของเธอนั้นได้กลายมาเป็นหนทางที่เธอจับต้องได้ในการปกป้องตนเองจากศัตรูที่เธอไม่สามารถสัมผัสได้
หรืออะไรที่อยู่ในความคิดของเธอ
ในครั้งแรกที่เธอยิงใครสักคน มันคือการฆ่าหรือการถูกฆ่า ครั้งที่สองนั้นก็ยังเป็นการป้องกันตัว หรือว่าเธอได้ตัดสินใจที่จะไม่พาตัวเธอออกมาให้พ้นจากทางอันตรายกันแน่?
ความหวาดกลัวที่ครั้งหนึ่งทำให้เธอหยุดการเคลื่อนไหวได้รับการทดแทนด้วยบางสิ่งบางอย่าง บางสิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เธอเรียกร้องชีวิตที่ถูกพรากจากเธอไปในคืนนั้นกลับมา... บางสิ่งที่เอริก้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ถ้าเทียบกับ the crying game ทั้งวิธีการเล่าเรื่องและประเด็นแล้ว หนังของเขายังคงคมคายและมีชั้นเชิงเหมือนเดิม เพียงแต่ปรับตัวให้เป็นหนังที่เข้าถึงคนดูในวงกว้างมากขึ้น ถ้าใครจะบอกว่านี่คือหนังที่แมสมากๆ ผมคงไม่เห็นด้วย ทั้งยังเชื่อว่า มันจะไม่ใช่งานที่ได้เงินเยอะแยะอะไรนัก เพราะถึงเนื้อหาไม่ยากในการดู แต่วิธีเอาเรื่องมาเล่านั้น ก็ไม่ได้ง่ายเสียทีเดียว
เอริก้า นั้น ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในฐานะไกด์นำคนดูเข้าไปดูสังคมหรือโลกใบหนึ่งด้วยซ้ำ สิ่งที่ปรากฏออกมาในหนัง จึงเหมือนอะไรสองอย่างที่คู่ขนานกันไป ส่วนใครจะมองว่าถูกหรือผิดนั้น ขึ้นอยู่กับเครื่องมือของแต่ละคน (ทัศนคติ, ประสบการณ์การดู และมุมมองต่อสังคม)
หนังแนะนำคนดูสั้นๆ ด้วยข้อมูลว่า เอริก้ามีความสัมพันธ์กับชายคนหนึ่งที่เคยผ่านอดีตไม่ดีมาแล้ว แถมด้วยหน้าที่การงานของเธอเอง ก็เกี่ยวกับ “การพูด” ที่มีคนฟัง (ส่วนเธอจะฟังใครอีกหรือไม่นั้น อันนี้ไม่แน่ชัด)
ในมุมของ เอริก้า นั้น เมืองนิวยอร์กที่เธออยู่ดูสวยงาม สวยด้วยต้นไม้ใบหญ้า งามด้วยถนนหนทาง แต่พลันที่แฟนหนุ่มของเธอถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมด้วยพฤติกรรมของอาชญากรกวนเมืองนั้น มุมมองที่เคยมีทั้งหมดของ เอริก้า ถูกจับมาวางสลับข้างใหม่
สิ่งที่เธอ “เคยพูด” เช่น การงานดีเจบนคลื่นวิทยุ ถูกลิดรอนไปก่อน (ด้วยการไม่ไว้ใจจากทางคลื่น) แต่การพูดนั้นที่เคยเป็นจุดเด่นในการงานดีเจของเธอ พอเธอมาพูดจริงๆ ในชีวิต (ฟ้องร้อง บอกตำรวจ ขอความยุติธรรม ฯลฯ) มันกลับไม่มีคนฟังจริงๆ เลย (ฉากที่สะท้อนได้ดีก็คือ ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับเรื่องแล้วบอกผู้เสียหายทุกคนด้วยประโยคเดิมๆ คือกรุณาไปนั่งรอก่อน)
มีอีกหลายฉากที่บอกว่า “การพูด” ที่เคยมีอำนาจ (power) ของ เอริก้า นั้น ถูกลดระดับไม่เหลือความหมายใดๆ แต่สิ่งที่ติดตามมานั้นน่าสนใจตรงที่ว่า เมื่อการพูดของเธอไม่มีการฟัง (แม้จะมีเสียง) เธอจึงต้องการบางอย่างที่แสดงถึง “เสียง” และต้องมีการฟังตามมา (ส่วนจะฟังอย่างไร ก็แล้วแต่ใครคนนั้นอีก)
“ปืน” คือ “เสียงของเธอ” เธอใช้มันฆ่าใครทุกคนที่มาระรานเธอ ขณะเดียวกันก็มีปลายทางอยู่ที่การล้างแค้นฆาตกรที่ทำร้ายเธอ คำพูดหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ เมื่อจุดที่อดทนมาถึงวันที่ทำนบทุกอย่างพัง เธอสัมภาษณ์ (ผ่านหน้าที่สื่อ) ต่อตำรวจที่มีแนวคิดคล้ายกันว่า อะไรจะเป็นเสียงในการตายได้เมื่อตำรวจไปถึงที่เกิดขึ้น
“น่าแปลกที่แม้ศพจะพูดไม่ได้ก็ตาม แต่วิธีการการตายมันพูดได้” เมอร์เซอร์ บอก
นี่คือความคมคายที่ต้องการจะสื่อว่า จริงๆ แล้วเรื่องราวในโลกนี้ล้วนมีเสียงของมันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางหรือต้นไม้ใบหญ้า แต่เป็นมนุษย์นั่นเองที่ไม่เคยตั้งใจฟัง เราเอาแต่มองมันเป็นภาพ ทั้งที่จริงมันมีเสียงอันไพเราะของมัน (เช่นลมที่พัดผ่าน ก็คือเสียงของฤดูกาล, ความเงียบของถนนหนทางก็คือ sound ของพื้นที่ และเสียงใบไม้ไหวก็คือ การแสดงออกของธรรมชาติ)
ขณะที่ เอริก้า ถูกวางอยู่ในฝั่งตรงข้ามกับอะไรที่ครึมโครมไปด้วยวัฒนธรรมเสียง (ดนตรีแร็พ, วัยรุ่นป่วนเมือง, เสียงโทรศัพท์ ฯลฯ) บทภาพยนตร์ก็ใส่ความแหลมคมเข้าไปอีกด้วยการให้เธอมีอาวุธชิ้นใหม่ในการเรียกร้องพื้นที่เดิมๆ คืนมานั่นก็คือ “เครื่องบันทึกเทป” ที่มาพร้อม ”ไมโครโฟน” (ซึ่งก็อยู่คู่กันระหว่างการฟังและการอัดการพูด)
ตลอดระยะเวลาที่ เอริก้า เดินทางผ่านพล็อตหนังเพื่อไปล้างแค้นฆาตกรนั้น เธอต้องใช้เวลาว่างในบ้าน นั่งฟังเหตุการณ์และเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอ ทั้งการยิงปืนใส่ผู้ร้าย และการอัดสัมภาษณ์แหล่งข่าว
ไมโครโฟน จากที่เคยอยู่ในรายการวิทยุชื่อ street walk นั้น กลายมาเป็นสิ่งที่เธอต้องฟังชะตากรรมชีวิตของเธอเอง จุดจบนั้นคงไม่ต้องบอกว่า สะใจแค่ไหน และหนังก็ไม่ต้องเลี่ยงที่จะเอาใจคนดู พร้อมทั้งการประกาศตัวของ นีล จอร์แดน ว่า ถึงที่สุด ความเป็นปัจเจกบุคคลของมนุษย์ ยิ่งใหญ่กว่าทุกเสียงของสังคม
นี่คือหนังอีกเรื่องที่ผมชอบมาก นับจาก little children เมื่อต้นปีที่ได้ดู
หนังแบบนี้แหละครับ ที่จะทำให้คนดูเกิดความสังเกตและพัฒนาการชมเมื่อมันผ่านไป ขอเพียงเรา ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะของอะไรก็ตาม เมื่อรู้จักฟังเสียแล้ว
.......................................
(หมายเหตุ 'The Brave One มองไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



