
เล่นหูเล่นตา:'เหมือนเตี่ย'
06 ต.ค. 2557
'เหมือนเตี่ย' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
Like Father Like Son ภาษิตฝรั่งกล่าวว่า ลูกชายมักเหมือนพ่อ ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี แต่คนจีนไปในทางตรงกันข้าม เขาว่าลูกชายหน้าเหมือนแม่ ลูกสาวหน้าเหมือนพ่อถึงจะดี “ไม่อาภัพ” … “อาภัพ” แปลตามพจนานุกรมไทยว่า “ปราศจากโชค ตกอับ วาสนาน้อย เคราะห์ร้าย ฯลฯ” เอิ่ม… แค่ได้รู้ความหมายก็อยากจะกลั้นใจตายแล้วค่ะคุณ อะไรมันจะแย่ขนาดนั้น คนโบราณนี่ก็ช่างคิดประดิษฐ์คำมาทำร้ายจิตใจกันจริงๆ ฟังแล้วไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ นี่แค่ความหมายยังไม่รู้ว่าต้องไปพบเจอกับอะไรในภายภาคหน้า กล้ามเนื้อขาหนีบก็ลีบหมดแรงไปเฉยๆ แล้ว…
สำหรับฉันยังไม่ทันรู้ความ แค่ส่องกระจกตอนเป็นเด็ก ฉันก็ควรจะเอาหัวโขกกระจกก่อนมั้ย? หน้าเหมือนเตี่ยเด๊ะ! ควรได้ส่วนตาคม จมูกโด่งแบบแขกจากทางแม่มาบ้างมั้ย? (ตาเป็นแขกขาว) ดันเกิดมา ตาหยี จมูกแบน หน้าแป้นแบบเตี่ย ลักษณะทางกายภาพใกล้ทุพพลภาพมาก! … เตี่ยคงรู้และกลัวลูกมีปมด้อยตั้งแต่เด็ก แทนที่จะส่งเข้าโรงเรียนคนไทยสไตล์คุณหนู เตี่ยส่งไปเรียนรวมกับลูกเจ๊กตึกแถวโรงเรียนจีนโน่น เด็กแต่ละคนหน้าตายังกับบรรพบุรุษของซัวเถาแท้ๆ คนหน้าดีมีน้อย ใครที่หน้าตาอยู่ในไฟลั่ม (Phylum) ที่สูงกว่าเรา เราไม่เรียกว่า หน้าตาดี แต่เรียกว่า หน้าตาแปลกประหลาด… เห็นมั้ย?
พวกเราเรียนรู้ความหมายของ “องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน” ได้ก่อนที่จะเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ได้เสียอีก! ถึงแม้หน้าตาจะเป็นแบบนั้น แต่เตี่ยก็จะคอยพร่ำบอก (เหมือนสะกดจิต) ฉันเสมอว่า “ฉันฉลาด” ฉันไม่รู้หรอกว่าฉลาดคืออะไร? ฉลาดแล้วได้อะไร? ประโยชน์ของมันอยู่ตรงไหน? ขอเปลี่ยนเป็นหน้าตาดีได้รึเปล่า? จะได้หาผัวรวยๆ มาเลี้ยงตัว จะได้ไม่ลำบากอย่างที่คนจีนโบราณคอยกรอกหูลูกสาว … ตอนยังเด็กอยู่ก็ไม่รู้คำว่า “ผัว” มันเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า “ภาระ” จะทางกายหรือทางใจก็แล้วแต่ แล้วผัวจะจนหรือรวยก็ไม่ได้การันตีว่าจะสบายหรือลำบาก เพราะการเป็น “เมีย” คือ “งานหนัก” รองจากการเป็น “แม่” (ที่หนักที่สุด) มีผัวรวยบางคนก็สุขกาย แต่ทุกข์ใจ มีผัวจน บางคนก็สุขใจ แต่ลำบากกาย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่สามารถใช้ความรวยหรือจนมาตัดสินความดี-ชั่วในตัวคนเป็นผัวได้ ลองคิดจะอยู่กับใครสักคนมันก็ต้องเสียสละความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อให้คน 2 คน คือ “เรา” อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ต้องคอยปรับ คอยเปลี่ยน คอยให้อภัย เพราะปัญหาที่ผู้ชายจะสร้างขึ้นมาให้แต่ละอย่างนั้น มันช่างแตกต่างและยากที่จะรับมือจนหลายคนต้องยอมปล่อยมือ (ไม่ใช่ปล่อยวาง!) อภัยหลายๆ ครั้งเข้าก็เริ่มเหนื่อย เพราะอภัยมันอยู่ข้างเดียว “คน” มีความอดทนที่ไม่เท่ากัน ที่สำคัญ “กรูเป็นเมีย ไม่ใช่แม่เมิง กรูไม่อภัยขนาดนั้น!” (เอิ่ม… อันนี้พูดเรื่องตัวเองแล้วล่ะ) เรื่องนี้ที่ฉันกับเตี่ยคิดต่างกันอย่างสุดขั้ว!
เตี่ยสอนว่า … “เป็นผัวเมียกันคืนเดียว เท่ากับเป็นผัวเมียกันตลอดชีวิต” คนจีนโบราณเขาสอนกันมาแบบนั้น อย่าเอาคนโบราณมาเทียบกับคนสมัยนี้ คนสมัยก่อนเมียเป็นช้างเท้าหลัง ผัวต้องหาเลี้ยงทั้งครอบครัว สมัยนี้ต่างคนต่างหากินกันมือเป็นระวิง เมียบางคนเก่งกว่าผัว เป็นช้างเท้าหน้าแทนผัว แล้วสมัยก่อนผู้ชายก็เยอะแยะ สมัยนี้มีทั้งตุ๊ด เกย์ เก้ง กวาง สารพัด จะหาผัวสักคนนั้นแสนยาก อยู่ๆ ไปผัวเรากลายเป็นเมียคนอื่น! อันนี้เตี่ยจะยิ่ง “เท้าฮิ้ง” (ปวดหัว) เถียงไปเตี่ยก็หัวเราะไป ที่สุดลูกสาว 2 คนของเตี่ยเลยทิ้งผัวกลับมาเป็นโสด เป็นม่ายสบายใจกว่าเอาเรื่องผัวมาฟ้องเตี่ยไปร้องไห้ไป! ถึงตอนนี้เตี่ยชุกซัว (ขึ้นสวรรค์) ไปแล้ว คำสอนหลายๆ อย่างก็ยังฟุ้งอยู่ในหัวของฉันตามวาระของมัน ฉันส่องกระจกดูหน้าตาตัวเอง ยื่นมือยื่นเท้ามองดูมัน ฉันคือร่างโคลนนิ่งของเตี่ยในภาคผู้หญิงนั่นเอง
ฉันกับเตี่ยไม่ได้เหมือนกันแค่ลักษณะภายนอก แม้แต่ความคิดก็ยังเหมือนกันจนบางครั้งเหมือนเตี่ยมาเข้าสิง ไม่ใช่วิญญาณแต่เป็น “คำสอน” คำสอนตอนเตี่ยมีชีวิตซึ่งฉันจะคอยเถียงคำไม่ตกฟาก ฉันดื้อเหมือนเตี่ย แต่เตี่ยใจเย็น และสุขุมมากกว่าตามแบบของผู้ชาย เตี่ยเรียนรู้และลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง จะล้มสักกี่ครั้ง จะร้องไห้เสียใจสักกี่หน เตี่ยก็จะยังลุกขึ้นมายืนยิ้มได้ทุกครั้ง เตี่ยไม่เคยคร่ำครวญหรือไม่พอใจในสิ่งที่มีที่เป็นอยู่อย่างฉัน! เตี่ยเล่นการพนันหาเลี้ยงพวกเรา เตี่ยไม่เคยบอกว่าอยากเป็นนักธุรกิจ พ่อค้า หรืออะไรที่มันเพ้อเกินความจริง เตี่ยเป็นคนที่ “เท่าไหร่ก็เท่านั้น” แต่เวลาที่เตี่ยจะมุ่งไปทำอะไรสักอย่างก็จะกลายเป็น “ถึงไหนถึงกัน” … ต่อให้อากงไม่ได้ส่งเตี่ยเรียน เตี่ยก็ยังไปแอบยืนดูข้างหน้าต่างโรงเรียนจีนจนอ่านออกเขียนได้ (ภาษาจีนล้วนๆ) เตี่ยรักการอ่านเป็นที่สุด หนังสือประวัติศาสตร์จีน วรรณกรรมคำคมต่างๆ การ์ตูนจีน นวนิยายกำลังภายในของกิมย้งและโกวเล้ง เตี่ยชอบอ่านแล้วเล่าให้ลูกๆ ฟัง ก่อนที่หนังกำลังภายในจะโด่งดังทางช่อง 3 ในสมัยนั้นอีก นั่นทำให้ฉันเห็นความตั้งใจใฝ่รู้ที่อยู่เหนือวาสนา วาสนาไม่ถึงก็ช่างแต่อย่าเลิกขวนขวายและเรียนรู้ ความรู้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในห้องเรียน นอกจากนี้เตี่ยยังอ่านหนังสือพิมพ์จีนทุกเช้า ส่วนหนังสือพิมพ์ไทยเตี่ยก็จะบังคับให้ฉันอ่านให้ฟังทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน เตี่ยรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองทุกอย่างทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ทั้งในเมืองจีนและเมืองไทย ส่งผลให้ลูกๆ รักการอ่าน ฉันรักหนังสือที่ให้ความรู้ มากกว่าหนังสือที่ไม่เป็นสาระไม่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น
“พี่ๆ...เรื่องนี้ฮอตมาก พี่รู้เรื่องยัง?” น้องจะเล่าให้ฟัง นังนุชนาฎผู้ช่วยตัวอ้วนมักจะอัพเดทเรื่องราวซุบซิบนินทาดาราสารพัดรวมถึงตลาดหุ้นขึ้นลงทั้งหลาย มีทั้งเรื่องเป็นสาระหนักๆ กับไร้สาระโดยสิ้นเชิง เมื่อไหร่มันเอาเรื่องซุบซิบดารามาเล่า ฉันจะด่ามันไปว่า... “ฟังแล้วกรูรวยขึ้นมะอินุช เสียเวลาทำมาหากินกรูจริงๆ แต่...ไหนเล่าซิ!”
เมื่อฉันถูกเตี่ยปลูกฝังมาทางสาระ ฉันก็เลยต้องสาระ (บางครั้งก็สาระแน!) ต่อไปความเหมือนอีกสิ่งคือ “ความกตัญญู” เตี่ยคือต้นแบบของคนกตัญญูรู้คุณที่สุดคนหนึ่งในชีวิตฉัน คนต่อมาก็คือ โก้ มิสเตอร์แซกแมน กับ ท็อป ดารณีนุช เตี่ยว่า ... “บุญคุณใช้อย่างไรก็ไม่มีวันหมด” ฉันเบื่อคำนี้ของเตี่ยมาก เพราะมันเหมือนกับภาระที่ต้องตอบแทนจนกว่าเราจะหมดลมหายใจ ถึงจะนึกเถียงอยู่ในใจเมื่อถึงเวลาต้องตอบแทนฉันก็ลุกขึ้นมาทำ ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกผิด ผิดข้อแรก ไม่เชื่อฟังคำสอนเตี่ย ผิดข้อที่ 2 ไม่มีคุณสมบัติของคนดี เพราะความกตัญญูนั้นคือดีเอ็นเอของคนดีนะ ฉันว่า! กับใครที่เขาไม่ช่วยเหลือเราในยามยาก เตี่ยก็ว่าอย่าไปโกรธ อย่าไปว่าเพราะตอนเขาก่อร่างสร้างตัวเราก็ไม่ได้ไปช่วยเขา เขารวยด้วยตัวเอง ตอนเขามีจะช่วยหรือไม่ช่วยใครก็ไม่ใช่ความผิด แล้วแต่ความพอใจ เตี่ยกำลังสอนว่า อย่าคิดเข้าข้างตัวเอง หรือ เอาตัวเองเป็นใหญ่ ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา แม้คนเราจะคิดต่าง แต่ถ้าเราเข้าใจความแตกต่างเราก็คือคนใจกว้าง คนรู้จักโลกนี้อย่างแท้จริง… ตั้งแต่เตี่ยจากไป ฉันว่าฉันดำเนินชีวิตคล้ายเตี่ยตอนแก่ไปทุกที ฉันพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ไม่โลภ (แต่ยังโกรธ ยังวี้ดอยู่เป็นระยะ) ตื่นขึ้นมายิ้มแย้ม สดใส ต้อนรับโชคลาภ ไม่ทะเลาะอารมณ์เสียตั้งแต่เช้า (อันนี้เตี่ยเคร่งครัดมาก) คิดดี ทำดี กินอาหารอร่อย สวดมนต์แล้วนอนหลับให้เต็มที่ ตื่นมามีความสุขทุกวันจนวันที่ลมหายใจสุดท้ายหมดไป...
.......................................
(หมายเหตุ 'เหมือนเตี่ย' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



