บันเทิง

ย้อนรอยกสทช.ฟัน!ช่อง3'จอดำ'แน่ถ้าไม่ยึดตามกติกา

ย้อนรอยกสทช.ฟัน!ช่อง3'จอดำ'แน่ถ้าไม่ยึดตามกติกา

01 ต.ค. 2557

ย้อนรอยกสทช.ฟัน!ช่อง3“จอดำ” แน่ถ้าไม่ยึดตามกติกา : สกู๊ป ทีวีดิจิทัล

  
          หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติกสท. เมื่อวันที่ 8 กันยายนออกไปจนถึงวันที่ 11 ตุลาคม เวลา 16.30 น. โดยให้คู่กรณีแจ้งผลความคืบหน้าในการหารือให้ศาลทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าวส่งผลให้ช่อง 3 ยังไม่ต้องจอดำ ศึกระหว่างหน่วยงานของรัฐอย่างกสทช. ที่ถูกมองว่าเป็นเพียง ”เสือกระดาษ” กับ กลุ่มทุนที่ผูกขาดสัมปทานสื่อมายาวนานอย่างช่อง3 ถูกสังคมจับตามองทันทีโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ”ทีวีดิจิทัล” ที่ต่างทำตามกติกามาตลอด 
     
          กระทั่งล่าสุด มีมติจากการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน บอกว่าการที่บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ประสงค์จะนำรายการโทรทัศน์ของบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด มาออกอากาศทางช่องรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิทัล  ซึ่งเมื่อบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการอนุญาตให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ย่อมไม่ถือว่าบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ไม่ได้ประกอบกิจการด้วยตัวเอง  จึงมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งบริษัท บีอีซีมัลติมีเดีย จำกัด ให้ดำเนินการยื่นผังรายการที่จะออกอากาศ เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต
   
          เรามาย้อนหลัง ถึงที่มาที่ไปของไทยทีวีสีช่อง 3 ก่อนถูกฟันคอกันว่าเส้นทางเป็นอย่างไร  ช่อง 3ของบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด กับ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) มีจุดเริ่มมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เมื่อ กสท. มีมติให้ฟรีทีวี 6 ช่องเดิม สิ้นสุดการเป็นโทรทัศน์ระดับชาติตามประกาศหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการทั่วไป หรือ Must Carry นับตั้งแต่วันเริ่มต้นแพร่ภาพดิจิทัลแล้ว 30 วัน คือวันที่ 25 พฤษภาคม
     
          ถัดมา 25 เมษายน กสทช. ให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 24 ช่อง โดยต้องทำตามเงื่อนไขของกฎ Must Carry นำเฉพาะช่องรายการ ที่ได้รับใบอนุญาตในระบบดิจิทัลมาออกอากาศเท่านั้น ส่วนช่อง 3 นำช่องอนาล็อกมาออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจทัลไม่ได้ เพราะบริษัท บีอีซีมัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งประมูลได้ช่องทีวีดิจิทัลมา 3 ช่อง เป็นคนละคู่สัญญา
     
          ต่อมา  22 พฤษภาคม ช่อง 3 เรียกเอเยนซี่โฆษณาประชุมเพื่อรับทราบกติกาที่ กสทช.กำหนด พร้อมกับแจ้งการยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอความคุ้มครอง (แต่กรณีนี้ศาลปกครองไม่คุ้มครองชั่วคราว อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี)
     
          วันที่ 26 พฤษภาคม คือวันที่ กฎ Must Carry มีผลบังคับใช้ทำให้ช่อง 3 ออกอากาศได้เฉพาะระบบภาคพื้นดิน และเป็นช่องเดียว ที่เจอปัญหา “จอดำ” ในช่องทรูวิชั่นส์ ซีทีเอส และเคเบิลท้องถิ่นอีก 300-400 ราย ช่อง 3 ทำเรื่องถึง กสทช.ขอขยายเวลาออกอากาศระบบอนาล็อก ต่อจากเดือนพฤษภาคม ไปอีก 100 วันโดยสิ้นสุดวันที่1 กันยายน แต่บอร์ดกสทช.มีมติไม่ขยายเวลาให้ช่อง 3 อีก
       
          วันที่ 17 กันยายน  ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.  มีมติไม่ทบทวนข้อเสนอของ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือช่อง 3 ที่ไม่ให้โครงข่ายดาวเทียม และเคเบิลทีวี ปลดช่อง 3 อนาล็อก ลงเมื่อครบ 15 วัน ส่งผลให้การเผยแพร่สัญญาณจะสิ้นสุด ในวันที่ 28 กันยายน 2557 มีผลให้ช่อง 3 อนาล็อกจะจอดำทันที
       
          หลายคน ยังสับสนกับการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ที่ช่อง3 เดินเกมใส่ ไม่ว่าให้ผู้จัดและนักแสดง ออกมาแสดงความคิดเห็น ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ว่าถ้าช่อง3 ”จอดำ” จะก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชน 16 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 50 ล้านคนดู ทั้งที่มองแล้วว่าไม่น่าจะเกี่ยวกันเพราะ16 ล้านครัวเรือน หรือ 50 ล้านคนดู ไม่ได้มาลงทุนอะไรกับช่อง 3 ด้วยซ้ำไป ตรงกันข้าม16 ล้านครัวเรือน หรือ 50 ล้านคนดูเขาแค่กดรีโมท ดูทีวี”ดิจิทัล” ที่มีรายการดีๆ ใหม่ๆ กันแล้ว ที่สำคัญคนดูเขาสนับสนุนสื่อที่อยู่บนกติกาและความเท่าเทียมมากกว่า