บันเทิง

'10 ปี love actuallyใครยังอ่อนไหวและหวามไหว'

'10 ปี love actuallyใครยังอ่อนไหวและหวามไหว'

26 ก.ย. 2557

'10 ปี love actuallyใครยังอ่อนไหวและหวามไหว' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

   
          คงเหมือนกับใครหลายคน ที่เวลาต้นทางของฤดูกาลเดินทางมาถึง เรามักจะค่อยๆ นึกถึงไฟสีสวย และรู้สึกถึงลมหนาวและความโรแมนติก
            
          ที่เราคิดถึงฝันถึงเรื่องทำนองนี้ ก็เพราะคนเรามีความหวังถึง 'ความรัก' แม้แต่คนที่เป็นโสดมาตลอดชีวิต ก็คงเฝ้าหวังถึงความรักทำนองนี้
            
          เป็นความรักของเดือนธันวา..ที่จะไม่มีช่วงไหนโรแมนติกเท่า
            
          แต่ก่อนตอนเป็นหนุ่มสาววัยรุ่น, เราคิดว่าการจูงมือแฟน วิ่งฝ่าสายฝนเป็นความรู้สึกที่ชุ่มฉ่ำ และถึงมีร่ม เราบางคนก็ต้องการทิ้งร่ม เพราะอยากเปียกปอน (อย่างน้อยพระเอกนางเอกในหนัง the classic แล้วสองคน)
            
          แต่พออายุมากขึ้น เราก็รักษาพฤติกรรมแบบนี้ด้วยพฤติกรรมที่เล็กลง เช่น กุมมือคนรักเดินตากลมหนาว…นั่งร้องเพลง 'คนสุดท้าย' แล้วมองตาเธอในคอนเสิร์ตอัสนีและวสันต์..
            
          หรือคืนวันที่ 24 ธันวาคม โทรไปชวนคนที่เอาหัวใจคุณไปแล้ว ไปเที่ยวงานคริสต์มาสที่โบสถ์แห่งใดแห่งหนึ่ง
            
          หลายคนคงทำแบบนี้ แต่มีผู้ชายคนหนึ่งในหนัง love actually ไม่ทำแบบนี้
            
          เขาคงทำอะไรมากกว่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าสาวคนหนึ่งที่เขาหลงรักไม่ใช่แฟนเพื่อน, ไม่ใช่ภรรยาของใคร และก่อนหน้านั้นมองเขาบ้าง
            
          ชายหนุ่มที่เราพูดถึงก็คือ 'มาร์ค' หนึ่งในหลายตัวละคร และในหลายเรื่องราวของความรักที่หนังนำเสนอ
            
          แทนที่ มาร์ค จะนัดสาวสักคนไปเดทในคืนคริสต์มาส เขาเลือกไปบ้านของสาวคนหนึ่งที่เพิ่งแต่งงานไป เพื่อสารภาพรัก
            
          เป็นรักที่เก็บซ่อน และเหมือนถูกสาปไม่ให้พูด
            
          เขาเคาะประตูพอเธอคนที่เขารักเปิดประตูออกมา มาร์ค วางวิทยุและเปิดเพลง silent night แล้วเปิดกระดาษทีละแผ่นที่เขียนคำบางคำมาจากบ้าน ซึ่งมีความว่า…
            
          "ในปีหน้าถ้าโชคดี ผมจะได้เดทกับสาวคนใดคนหนึ่งในภาพนี้ (ซึ่งบนกระดาษก็มีสาวสวยขั้นนางแบบ 4 คน) เพียงแต่ตอนนี้ ผมขอบอกว่าไม่ได้หวังหรือมีแผนอันใด คงเพราะมันเป็นคริสต์มาส และคืนคริสต์มาส เราควรจะพูดความจริง"
            
          ความจริงที่มาร์คต้องการบอกเธอก็คือ สำหรับเขา เธอเพอร์เฟกท์มาก และถึงเธอจะแต่งงานแล้ว หัวใจที่อกหักของเขาก็จะรักเธอตลอดไป
            
          ผมดูฉากนี้แล้วได้แต่คิดว่า จะมีใครสักกี่คนที่จะทำอะไรแบบนี้ได้
            
          หรือเราจะต้องทำอะไรสักแค่ไหน กว่าจะสมหวังในความรัก
            
          ใจของ มาร์ค ไม่ได้โดดเดี่ยวแตกร้าวในหนังเรื่องนี้เพียงคนเดียว เขาเหมือน มีอา และ มีอา ก็เป็นเช่นเดียวกับมาร์ค  เธอหลงรักผู้ชายที่มีเจ้าของแล้ว เป็นเจ้าของที่อยู่บ้านเดียวกัน ห้องนอนเดียวกันเพียงแต่เธอไม่ยอมให้ตัวเองตกอยู่ภายใต้คำสาป ไม่ยอมเป็นสาวน้อยที่รอความรักไปเรื่อยๆ และในที่สุดไม่ได้พบใคร ไม่แม้แต่จะอดมีความสุข (อย่างฉาบฉวย) สักคืนหนึ่งในชีวิต
            
          มีอา อาจจะคิดว่า เธอยอมเป็นชู้กับผู้ชายของคนอื่นสักคืน ดีกว่าเป็นคนที่ไม่มีใครรักตลอดไป เป็นราชสีห์ร้ายๆ สักวัน ก่อนจะกลับไปเป็นลูกแกะตลอดไปฉะนั้น เมื่อ มีอา ถูกถามจากผู้ชายที่เธอมีใจให้ว่า จะทำอะไรในคืนงานปาร์ตี้ของปี เธอบอกว่า "จะยืนใต้ต้นไม้ และภาวนาให้มีเจ้าชายมาจูบ.."
            
          แต่เจ้าชายของ มีอา ไม่เคยมี จูบที่แสนหวานจึงไม่ปรากฏเจ้าชายคนนั้นไม่มี มีแต่ชายวัยกลางคนที่แต่งงาน และอยู่กับเมียหนึ่ง ลูกสองบางทีความรักก็เป็นแบบนี้ใช่ไหม ผู้หญิงคนหนึ่งวิวาห์ไปแล้ว ก็ยังมีชายหลายคนมารอคอย แต่สาวอีกคนที่มีหลายอย่างไม่ด้อยกว่า ต้องเป็นฝ่ายรอทั้งชีวิต และ ใครคนนั้น ไม่เคยมี one fine spring day เคยบอกว่า
    
          "ผู้หญิงบางคนก็เหมือนรถประจำทาง เวลาออกจากสถานีแล้วก็ไม่หยุดรับใครอีก"
            
          แต่ love actually พูดกับเราว่า ความรักก็เป็นแบบนี้ มีปกปิดและเปิดเผย มีส่งเสียงเชียร์และต้องห้าม มี happy และ hurt ตั้งแต่คู่ของ นายกฯ กับ สาวเสิร์ฟ, นักเขียนที่แสนจะอ่อนไหวกับสาวแม่บ้านที่อ้างว้าง, พ่อที่ทนทุกข์กับรักที่สูญเสียและลูกน้อยที่เริ่มต้นกับความรัก, คนหนุ่มที่ไม่เคยจีบใครสำเร็จและต้องการกอบกู้ความเชื่อมั้นจากสาวต่างชาติ และสาวออฟฟิศคนหนึ่งที่หลงรักผู้ชายคนหนึ่งและความรักบอกให้เธอทำงานช้าลง เลิกงานดึกขึ้น เพื่อจะได้ใกล้ชิดเขาในที่ทำงาน
    
          แต่เมื่อเติบโตขึ้น ผมชอบคู่ของ ผู้หญิงที่เป็นห้องหับของบ้าน ของบ้านที่เสาหลักกำลังจะหักโค่นห้องหับที่ว่าก็คือ คาเรน (เอ็มม่า ธอมป์สัน) ที่สามีตัวดีไปหลงมีใจให้สาวน้อยที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้และรอให้เจ้าชายมาจูบ
             
          ถึงเราจะพบเรื่องราวที่แตกต่างกันมากมายในหนัง จากคนหลายคู่ทว่า, สิ่งหนึ่งที่ความรักในหนังบอกกับเราก็คือ เมื่อพบรักแท้แล้ว เราต้องไปให้สุดทาง สู้จนหมดแรงและ 'ยืนเคียงกัน' ในทุกเรื่อง
               
          คาเรน นั้น พอสามีเริ่มนอกใจให้สาวอื่น และเธอเริ่มเป็นทุกข์แต่แทนที่จะแตกหัก ปาแก้ว และโวยวายลั่นบ้านเธอค่อยๆ กอบกู้หนีนั้นง่าย เลิกเลยก็ง่าย แต่ทนทานให้ได้นั้นยากแต่ความรักทำให้เธอยอมเหมือนนายกฯ หนุ่ม ที่มีความรักกับสาวเสิร์ฟ และขนบธรรมเนียมบอกให้เขาต้องปกปิด แต่เขาไม่กลัวเพราะความรักทำให้เขายอมพ้นจากเรื่องเหล่านี้ คุณก็คงมีอีกหลายเรื่องที่ไม่เคยคิดจะทำและจะทนแต่ความรัก ทำให้เรายอม…
              
          แม้ในเรื่องยาก

.......................................
(หมายเหตุ '10 ปี love actuallyใครยังอ่อนไหวและหวามไหว' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)