
พรหมลิขิต คำด่าที่มีชั้นเชิงตามวัย ของผู้หญิงที่ชื่อ "ปาน" ธนพร
หากจัดอันดับนักร้องเสียงคุณภาพ เชื่อเหลือเกินว่าจะต้องมีชื่อของ ปาน ธนพร แวกประยูร อยู่อันดับต้นๆ เรียกว่าพอๆ กับเมื่อถามหาเพลงเนื้อหาจัดจ้าน แทงใจ จิก กัด เปรียงดั่งผู้หญิงฝีปากกล้า เพลงของนักร้องสาวเสียงคุณภาพคนนี้ ย่อมถูกหยิบยกมาพูดถึงก่อนเช่นกัน
วันนี้ ปาน กลับมาอีกครั้งกับการทำงานในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 7 ด้วยชื่ออัลบั้มที่เย็นหูว่า “พรหมลิขิต” แต่ก็ไม่วายที่จะถูกวิพากษ์ถึงความแรง โดยเฉพาะมิวสิกวิดีโอ หากแต่เมื่อพูดคุยกับ ปาน แล้ว เธอกลับไม่มองเช่นนั้น และย้ำชัดว่าอัลบั้มนี้แตกต่างจากการทำงานในอัลบั้มชุดก่อนๆ
“ณ วันนี้ปานโตมากแล้ว ทำงานมาเป็น 10 ปี ที่ผ่านมาโลโก้ของปานจะออกแนวดราม่า ควีน เพลงจะต้องแรง จิก กัด มาถึงตอนนี้ทีมงานเลยมองว่ามันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ต้องหาอะไรที่เข้ากับวัย เข้ากับวุฒิภาวะที่เป็น การจะมานั่งด่าคนอื่นก็คงเป็นอะไรที่ไม่สมควรแล้ว เลยเปลี่ยนมาหยุดด่าแล้วหาชั้นเชิงที่เหนือขึ้นไป การจะพูดอะไร จะว่าใครจากแต่ก่อนเคยว่า เคยด่าตรงๆ ก็ต้องหันมาใช้คำที่มันสูงขึ้น แต่ความหมายด่าเหมือนเดิม เจ็บเหมือนเดิม เป็นการตีโจทย์ใหม่” ปานกล่าว
นักร้องสาวเสียงคุณภาพ บอกเล่าต่อว่าเพลงในอัลบั้มนี้เปลี่ยนแปลงไปจากอัลบั้มก่อนๆ ทุกเพลงจะต้องมีความเป็น พรหมลิขิต อยู่ข้างใน และมีเนื้อหาเป็นเรื่องเชิงบวก
“เนื้อหาจะเป็นเรื่องของใครสักคนที่ต้องการคนรัก หรือใครสักคนที่กลัวความรักเหลือเกิน เคยโดนความรักทำร้าย แล้วรู้สึกว่าชีวิตนี้ พรหมลิขิตทำให้เกิดมาไม่มีคู่ ทำให้ต้องผิดหวังตลอดเวลา แต่แล้ววันหนึ่งพรหมลิขิตก็อาจจะพาคุณมาเจอใครสักคนหนึ่ง ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าถึงเวลาที่เจอตัวจริงแล้ว ซึ่งทั้ง 9 เพลงก็จะเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
แต่แน่นอนยังมีเพลงที่หนักหน่วง คำว่า ปาน คงจะทิ้งภาษาดุๆ ไปเลยก็คงไม่ได้ เราต้องนึกถึงแฟนเก่าๆ ของเราที่ยังอยากจะได้ยินภาษาแบบนี้จากเราอยู่ แต่อาจจะไม่ดุแบบ "แอบคาบเหมือนตัวอะไรไปคิดเอง" อันนี้ก็คงไม่ได้แล้ว เพราะว่าวันนี้คุณโตแล้ว จะไปโวยวาย โดยใช้ถ้อยคำเหมือนเดิมนั้น แปลว่าวุฒิภาวะทางสมองของคุณไม่ได้โตขึ้นเลย เรียกได้ว่าทุกอย่างต้องทำไปตามวุฒิภาวะทางอารมณ์ และอายุที่จะต้องโตขึ้น”
ถามต่อว่าหนักใจไหมที่ตัดสินใจเปลี่ยนแนวเนื้อหาเพลงของตัวเอง ปาน ตอบว่า การทำงานมีความหนักใจทุกชุด เพราะการที่จะทำงานสักชิ้นหนึ่งแล้วออกสู่สายตาของคนจำนวนมาก จะใช้คำว่าวางใจไม่ได้
“อัลบั้มที่ผ่านมาตั้งแต่ 1-6 เราจะโดนวิจารณ์เสมอว่าชอบด่าผู้ชาย ณ วันหนึ่งด่าผู้ชายไม่ได้ก็หันมาด่าผู้หญิงแทน เป็นกระบอกเสียงแทน แต่ถ้ามีการฟังอย่างตั้งใจ แล้วเอามาไล่เรียงดูตั้งแต่ 1-6 จะรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทุกชุด ไม่ว่าจะเป็นภาคเนื้อร้องที่มีการขยับแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ขยับแบบให้มันตกใจ เป็นชั้นเชิงของคนเขียน งานถูกพัฒนามาตลอดเพียงแต่ไม่มีใครมานั่งวิเคราะห์ ว่าในแต่ละรายละเอียดเราทำอะไรลงไปบ้าง”
โดยการทำงานในอัลบั้มนี้นอกจากทีมเพลงชุดเดิม ยังได้คนฝีมือดีมาร่วมงานหลายคน นักร้องสาวลำดับให้ฟังว่า โปรดิวเซอร์อัลบั้มนี้จะเป็น "เกี้ย” อนุชา อรรจนาวัฒน์ จากปกติที่เคยเป็น เอ็กเซ็กคูทีฟ อัลบั้ม มาตลอด แต่ชุดนี้ขอลงมาทำเอง ในขณะที่เพลงก็จะเป็น "บั๋ง” สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา เช่นเดิม และยังมีอีกหลายคนที่เก่งๆ ในวงการมาช่วยกัน
“อย่างเพลงใครสักคน ก็ได้ "พี่โอ๋" เจษฎา สุขทรามร หรือที่รู้จักกันคือ พี่โอ๋ ดูบาดู มาช่วยทำให้ และก็มีเพลงเธอคือความงดงามของชีวิต ที่ได้รับเกียรติจาก "พี่จิก" ประภาส ชลศรานนท์ มาเขียนเนื้อและทำนองให้”
เมื่อถามถึงเส้นทางเดินในทิศทางของ "ปาน" ธนพร จากนี้จะเป็นอย่างไร จะไปทางไหนต่อ ปานตอบให้ฟังว่า
“ต้องบอกก่อนว่า มาถึงวันนี้เราพ้นความเสี่ยงมาหมดแล้ว เราข้ามจุดตรงนั้นมาแล้วจริงๆ (หัวเราะ) เราเดินมา 6 ชุด และทุกชุดมันหนักหน่วง ภาษาไทยที่ใช้ก็เป็นภาษาไทยที่ชาวบ้านเขาไม่ใช้กัน ซึ่งถามว่าอนาคตต่อไปเพลงของปานจะเป็นแบบไหน ถามในตอนนี้ในส่วนของปานที่มีหน้าที่ร้องเพลง ปานว่าคงจะเน้นที่การร้อง ที่เป็นแนวดราม่ามากกว่านี้ อย่างเช่นถ้าเป็นเพลงเศร้าก็ต้องร้องเพลงที่มันเศร้าลึกๆ เหงาลึกๆ จะต้องใช้ความสามารถถ่ายทอดทางเสียงร้องของเราออกมาให้คนฟังรู้สึกเศร้าให้สุดๆ หรือถ้าเป็นเพลงรักก็ต้องร้องออกมาแล้วโลกเป็นสีชมพูเลย”
หันมาคุยถึงเรื่องภาพลักษณ์ เสื้อผ้า หน้า ผม ที่ดูสวยและหวานขึ้น ปาน เล่าว่าสืบเนื่องมาจากทีมงานลงความเห็นว่าอยากให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น แต่ยังคงคาแรกเตอร์แบบที่เธอเป็นอยู่ และต้องยึดให้สอดคล้องกับตัว



