บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'mother'

เอกเขนกดูหนัง:'mother'

12 ก.ย. 2557

'mother' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          เป็นความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อเมื่อหนังไทย 2 ใน 8 เรื่อง ที่เข้าฉายเดือนกันยายนนี้ อ้างอิงถึงเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตกเมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่ภาคธุรกิจได้รับความเดือดร้อนกันไปถ้วนทั่ว ส่งผลกระทบมาถึงผู้คนทุกภาคส่วน ทุกครัวเรือน “ภวังค์รัก” หรือ “concrete clouds” นำเสนอภาพความเงียบเหงาของเมืองหลวง ตึกอาคารถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะขาดงบประมาณก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ในขณะที่ “mother” แม้จะไม่ได้สะท้อนภาพสังคมไทยปี 2540 ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัด แต่ถ้อยแถลงของผู้กำกับระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแม่ของเขาในหนังเรื่องนี้เป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งไครซีส เมื่อปี 2540…ภวังค์รักกำลังจะเข้าฉายในวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายนนี้ ส่วน mother เข้าฉายไปเมื่อ 11 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงหนังเฮ้าส์ อาร์ซีเอ โดยฉายวันละหนึ่งรอบ ในเวลา 18.45 น.
 
          mother เป็นหนังสารคดี ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตัวคนทำหนัง ‘บิลลี่’ วรกร ฤทัยวาณิชกุล กับผู้เป็นแม่ จากครอบครัวชนชั้นกลางฐานะค่อนข้างดี หลังประสบมรสุมเศรษฐกิจปี พ.ศ.2540 ความเครียดจากปัญหาธุรกิจทำให้แม่ของบิลลี่ตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตายแม้จะไม่สำเร็จแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สุขภาพกายและใจของแม่เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแปรเปลี่ยนไปด้วย
 
          แม้ mother จะมีความเป็นหนังส่วนตัวของผู้กำกับ ‘บิลลี่’ อยู่ในระดับหนึ่งแต่เขาก็รักษาระยะห่างทั้งด้วยการสร้างพื้นที่ของตัวเอง และการดึงผู้ชมออกมาเป็นผู้เฝ้ามองสังเกตุการณ์ในฐานะบุคคลที่สามตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่ปรากฏภาพแทนสายตาของคนที่นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ (ซึ่งก็คือตัวบิลลี่เอง) ไปตามถนนในค่ำคืนหนึ่งก่อนจะเลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ จอดกดกริ่งหน้าบ้านมองลอดช่องประตูเห็นเด็กชายวิ่งออกมาเลื่อนประตูเหล็กขึ้นกล้องตามเข้าไปในบ้านที่ดูคล้ายโรงงานเล็กๆ ที่ถูกปล่อยรกรุงรังก่อนจะเดินขึ้นบันไดต่อไปยังชั้นสองของบ้าน…นี่คือการแนะนำสมาชิกในครอบครัวของบิลลี่ให้ผู้ชมได้รู้จักในเบื้องต้นด้วยความยาวของช็อตไม่ถึงสองนาทีแค่คัทเดียวภาพที่ปรากฏก็ดูเหมือนเป็นวิถีปกติในชีวิตประจำวันทั่วไปที่สมาชิกคนหนึ่งกลับบ้านมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคนในครอบครัวเราได้เห็นพ่อน้องสาวน้องชายในเวลาสั้นๆ ก่อนที่กล้องจะเคลื่อนไปจับภาพของแม่และในวินาทีสั้นๆ นี้เอง subject ที่สำคัญที่สุดในหนังก็เริ่มแสดงบทบาท บทสนทนาที่ลูกชายทักทายแม่ที่ดูเหมือนเป็นคนพิเศษกว่าใครในบ้านว่า ‘สวย’  ส่วนแม่ที่ดูอารมณ์ดีไม่ตอบอะไรหากแต่เอ่ยเชิญชวนลูกชายทานบะหมี่ที่ตัวเองจะลงทำให้ทานจบซีเควนซ์ภาพครอบครัวที่ดูเหมือนโฮมวิดีโอถ่ายกันเล่นๆ ไว้ดูกันเองในบ้าน ลำดับถัดมางานภาพที่ปรากฏกลับดูราวผ่านประดิดประดอยจัดวางองค์ประกอบอย่างสมดุลเด็กหนุ่มหน้าตาดีแอบมองผู้เป็นแม่ยืนสูบบุหรี่ที่หน้าระเบียงบ้านก่อนจะกลับมานั่งดูทีวีในห้องที่จัดอย่างเป็นระเบียบเรียบง่าย …มีเสียงคล้ายวัตถุหล่นกระทบหนุ่มน้อยวิ่งออกไปหน้าบ้านก่อนจะพบร่างของแม่นอนแน่นิ่งบนพื้น
 
          mother ขยับจากสารคดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์จริง ไปสู่เรื่องราวการปรุงแต่ง เพียงแต่เรื่องแต่งที่ว่านั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแค่จำลองเหตุการณ์จริงที่มีวัตถุประสงค์ในการย้อนกลับไปเล่าเรื่องที่ผ่านมาซึ่งไม่เคยได้มีการบันทึกเอาไว้ หากแต่ fiction ของบิลลี่ คือการสะท้อนภาวะในจิตใจของเขาเองระหว่างที่พบว่าแม่ฆ่าตัวตาย (แต่ไม่สำเร็จ) ล้มป่วย  มีอาการทางจิต บิลลี่ สร้างโลกของตัวเองขึ้นมาใหม่เพื่อการส่งผ่านความคิดอ่าน สะท้อนความในใจผ่านนัยยะมากมาย... mother จึงไม่ใช่แค่หนังกึ่งสารคดีในแนวทาง docudramaที่มีทั้งเรื่องจริง เรื่องแต่งผสมกันไป หากแต่เป็นสารคดีแบบ semidocumentaryที่ผสมผสานวิธีการเล่าเรื่องอันหลากหลาย เป็น various genre ที่อาจไม่สามารถแบ่งแยกประเภทของหนังได้ชัด เพราะมีทั้งลักษณะของหนังทดลองโดยเฉพาะฉากที่แม่(ในซีเควนซ์เรื่องแต่ง) ต้องต่อสู้ยื้อยุดกับความตายบนเตียงในโรงพยาบาล ไม่เพียงการใช้เทคนิคภาพขาวดำคอนทราสต์จัด (ซึ่งบิลลี่บอกว่าถ่ายโดยใช้โหมดอินฟาเรดของการถ่ายแบบไนท์ช็อท) หากยังเล่นกับการตัดต่อเสียงและภาพเชิงสัญญลักษณ์ ทั้งเสียงพระสวดมนต์ ดนตรีสังเคราะห์ ภาพปลาหมอสีว่ายวนเวียนสลับและตู้ปลาที่แม่ของเขาแอบย่องลงมานั่งดูอยู่กลางดึก โดยมีทั้งภาพจริงและเรื่องแต่งสลับกันไป
 
          บางทีการที่บิลลี่ สร้างโลกของเขาและแม่ขึ้นมาใหม่ ก็อาจจะเพื่อต้องการบำบัดเยียวยา ความทุกข์ในก้นบึ้งของใจ เพราะในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาและแม่ดู อาจจะดูปวดร้าวไม่น้อย...ในซีเควนซ์เหตุการณ์จริง หนังบันทึกเรื่องราวโดยแทบไม่มีการตัดต่อ ฉากสะเทือนใจที่สุดตอนหนึ่ง เกิดขึ้นหลังจากที่แม่มีปากเสียงกับคนในบ้าน เธอเดินมานอนร้องไห้ที่เตียง กล้องแช่ภาพหยุดนิ่งนานหลายนาที มีแค่แม่เอามือปิดหน้าร้องไห้ กับเสียงจากทีวีที่เปิดอยู่ มีเสียงผู้หญิงแว่วเข้ามาเป็นระยะ พอจับใจความได้ว่า ทั้งคู่น่าจะทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จากความอึดอัดในตอนแรก ความรู้สึกค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่ความสะเทือนใจ แม่ที่มีอาการทางจิตถูกตำหนิด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับถูกด่าทอด้วยถ้อยคำผรุสวาทอย่างรุนแรง และอาจจะน่าเศร้ายิ่งกว่า ถ้านึกไปถึงคนที่อยู่หลังกล้องคอยบันทึกภาพแม่ของตัวเอง ณ เวลานั้น เขาจะรู้สึกเช่นไร
 
          วันที่อาการทางจิตของแม่ส่อเค้ารุนแรงบิลลี่เเองก็คงคยคิดอยากตัดสินใจจบชีวิตลงเหมือนกัน เขาส่งผ่านความคิดนี้ในอีกฉากหนึ่งที่งดงามและสะเทือนใจ เมื่อบิลลี่ (ในจินตนาการ) เดินไปปล่อยนกจากกรงที่เลี้ยงไว้ (ซึ่งมันแฝงสัญญลักษณ์อีกนัยหนึ่ง) ก่อนจะลงไปนอนทับร่องรอยของแม่บนพื้นในวันที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย
 
          แม้ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะดูเปราะบาง และภาพความจริงสที่เขาบันทึกอาจจะรู้สึกปวดร้าว แต่ความทรงจำที่บิลลี่มีต่อแม่ยังคงสวยงามและบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เสมอ ภาพสุดท้ายที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปยังกรอบรูปที่ปรากฏภาพแม่กำลังอุ้มเด็กคนหนึ่งในอ้อมอก ภาพขยับใกล้เข้ามามากขึ้นเห็นแม่กำลังก้มลงไปจูบเด็กคนนั้น เป็นฉากจบที่งดงามยิ่งและยากเกินจะบรรยาย
 
.......................................
(หมายเหตุ 'mother' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)