
'บัวหลวง'กับ'เทศกาลศิลปะ'ความงดงามที่งอกเงย...
09 ก.ย. 2557
'บัวหลวง' กับ 'เทศกาลศิลปะ'ความงดงามที่งอกเงย... : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ความงดงามของศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาตินั้น มี “ต้นทาง” มาจากที่ใดหรือ?
จากโน้ตเพียงน้อยตัว ที่ล่องลอยผ่านมือไม้ของ สุบิน เมธา หรือจากละครเด็กที่เดินทางมาจากอังกฤษ, จากท่าเต้นของเหล่า “หงส์ขาว” เจ้าประจำหรือจากท่วงทำนองของกายกรรมแห่งกรุงปักกิ่ง?
คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลมแบบเพลง บ็อบ ดิแลน เพราะในบทสำรวจทุกๆ ปีของบรรดา ”นักคิด-นักเขียน” และคอลัมนิสต์บ้านเรานั้น หลายๆ คนเลือกงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ติดอยู่ใน 10 ความชอบแห่งปีอยู่เสมอ
หรือถ้าเอาจากอีเมล [email protected] จากคนอ่านหนังสือพิมพ์เครือเนชั่นและนิตยสารต่างๆ ที่ผมเขียนอยู่ ก็จะมีมาถามอยู่ทุกปีว่า มีอะไรน่าดูบ้าง อันที่จริงนั้น ในการจัดงานมาตั้งแต่ปี 2542 หรือราวๆ 15 ปีมานี้ แต่ละครั้งจะมีไฮไลท์ที่ผู้จัดวางเอาไว้
เท่าที่ดูมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงล่าสุด จะมีโชว์หลักๆ ที่ผู้จัดได้รู้แล้วว่า คนไทยชอบการแสดงลักษณะไหน รสนิยมแบบใด บางโชว์ก็เป็นการทดลองนำเข้ามา ขณะที่บางอย่างถูกเรียกร้องโดยไม่รู้เบื่อของคนดูเอง
งานมหกรรมหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาตินั้น จะจัดระหว่างวันที่ 13 กันยายน ไปจนถึง 26 ตุลาคม 2557 และน่าจะเป็นปีแรกๆ ในช่วงหลังๆ ที่น่าสนใจที่สุด เพราะนี่คือโชว์ที่หลุดพ้นภาวะทางการเมืองและม็อบที่อุดอู้มาหลายปี (บางปี นักแสดงต้องขอยกเลิก เพราะไม่เคลียร์กับข่าวการเมืองบ้านเรา)
เมื่อการจัดงานสอบผ่านและกลายเป็นความบันเทิงที่ขาดไม่ได้ของสังคมไทยนั้น เราน่าจะกลับไปชื่นชมผู้อยู่เบื้องหลังหลายค่ายที่ช่วยกันส่งเสริมมายาวนาน แต่ที่อยู่คู่มาเหมือนเป็น “คู่ชีวิต” ก็คือ ธนาคารกรุงเทพ หรือแบงก์บัวหลวง ที่ครองแชมป์พอร์ตสูงสุดของเศรษฐีในบ้านเรา ต้องบอกว่าเป็นแบงก์ผ้าขี้ริ้วห่อเพชร (ฮา)
ต้องเข้าใจก่อนว่า แม้สังคมเราจะมีที่ทางและเปิดรับงานศิลปะมากมายหลายอย่างในแต่ละปี ทว่า สิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ การสนับสนุนของสินค้า บริษัท ห้างร้าน ซึ่งจำเป็นต่อการมีอยู่ของงานเหล่านี้ เนื่องเพราะแค่ “ตั๋วขายหมด” นั้น ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลทุกส่วน ลำพังนักแสดงก็ไม่พอแล้วนะครับ
ทางออก หรือ solution ของคนจัดงานแนวทางนี้ก็คือ น้ำจิตน้ำใจขององค์กรต่างๆ ที่เข้ามายื่นมือช่วยเหลือ ผมชอบแบงก์กรุงเทพที่ช่วยจัดดงานมาตั้งแต่ปีแรก ซึ่งในตอนนั้น คนไทยจะรู้จักหรือยังไม่ทราบ
ชอบเหมือนที่เคยชอบ “ไทยประกันชีวิต” ทุ่มเงินให้หนังไทยมากมาย, ชอบที่สิงห์-ช้าง สนับสนุนบอลไทยลีก และกีฬามากมาย, ชอบที่ เอไอเอ และเมืองไทยฯ สนับสนุนฟุตบอลผ่านสโมสรต่างๆ, การเป็นแบ็กอัพให้งานต่างๆ นั้น ทำให้ในทางอ้อม ตัวงานค่อยๆ เติบโตและสร้างความเข้าใจ ส่องแสงไปยังศิลปะหลายๆ มุม
ศิลปะนั้นดีแน่ ไม่ต้องไปสงสัย แต่มันอาจค่อยๆ สร้างความงามอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่คำตอบที่ใครจะเอาแบบรูปธรรม (เช่นกำไรมั้ย ขาดทุนเท่าไหร่ปีนี้) เด็กตัวเล็กๆ ที่ไปดูงามมหกรรรมปี 2547 อาจเกิดแรงบันดาลใจไปเรียนละครหรือดนตรี กลับมาเป็นครูสอนในบ้านเรา หรือผู้ใหญ่ที่ทำงานนอกวงการ เมื่อได้เห็นความหลากหลายในงานมหกรรม ก็อาจนำเอาความต่างทางเนื้อหามาปรับใช้กับศิลปะบ้านเรา (ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง)
ผมยังจำได้อีกว่า การบินไทยก็เป็นผู้ร่วมสนับสนุน เหมือนที่ เอสซีจี ก็เคยยืนเคียงข้างอยู่หลายปี ถ้าพูดแบบอคติ ผมยังคิดว่า การที่หลายห้างร้านและหน่วยงานมาสนับสนุนงานแบบนี้ น่าจะดีกว่าเอาเงินไปสนับสนุนพรรคการเมือง เพราะในความเป็นจริง คนในพรรคการเมืองก็ไม่ค่อยมาดูงานศิลปะ บางคนก็มีรสนิยม แต่หลายคนหัวไม่ถึง แต่ศิลปะนั้นก็ยังเปิดรับพวกเขาอยู่
แล้วมีอะไรน่าดูบ้างล่ะปีนี้?
ถ้าเอาไฮไลท์แบบไม่มาบ่อยเลยก็คือ ค่ำวันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งจะมีโชว์ของ สุบิน เมธา สุดยอดวาทยกรโลกที่ตั๋วขายหมดเร็วที่สุด (ผมได้ไปดูตอนมาครั้งแรก รู้สึกจะปี 2551) จำได้ว่าคนเข้าไปนั่งก่อนการแสดงนานมาก คงไม่อยากพลาดอะไรสักวินาทีเดียว
แต่ที่ผมอยากชวนหลายคนไปดู เพราะตั้งใจจะว่าไปดูกับแม่ก็คือ กายกรรมจากปักกิ่งที่คว้ารางวัลมากมาย เหรียญหรือถ้วยแชมป์ไม่ต้องถาม ตู้เก็บคงแน่นหมดแล้วจากความสามารถของคณะนี้
โชว์กายกรรมนั้นน่าจะเป็นงานหนึ่งที่คนไทยชอบ เพราะเล่นกับความตื่นเต้น แถมไม่มีเมสเสจ อะไรให้ต้องตีความ (ซึ่งก็ไม่ทราบว่า ตั๋วจะหมดไปหรือยังนะครับ) และเชื่อเถอะว่า ความสนุกอย่างหนึ่งในงานมหกรรมแบบนี้ก็คือ การได้ทดลองดูโชว์ที่ไม่คุ้น การเดินออกนอกเส้นทางหลักบ้าง ก็ทำให้เราได้พบอะไรดีๆ (เหมือนที่ กวี โรเบิร์ต ฟรอสต์ เขียนกลอน The road not taken และไม่เดินตามทางที่ผู้คนเคยย่ำเท้าไป)
แต่ถ้าให้ดี ทุกท่านต้องลองด้วยตัวเอง อย่างน้อยที่สุดถ้าจะไม่รู้อะไรมาก่อน ก็จะได้ล่วงรู้และพบคำตอบว่า ความงดงามของศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาตินั้น มี “ต้นทาง” มาจากที่ใดหรือ ?
จากโน้ตเพียงน้อยตัว ที่ล่องลอยผ่านมือไม้ของ สุบิน เมธา หรือจากละครเด็กที่เดินทางมาจากอังกฤษ, จากท่าเต้นของเหล่า “หงส์ขาว” เจ้าประจำหรือจากท่วงทำนองของกายกรรมแห่งกรุงปักกิ่ง?
.......................................
(หมายเหตุ 'บัวหลวง' กับ 'เทศกาลศิลปะ'ความงดงามที่งอกเงย... : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



