
กรณีช่อง3งัดข้อ'กสทช.'แต่ละฝ่ายควรทำอะไรต่อ?1
09 ก.ย. 2557
กรณีช่อง 3 งัดข้อ กสทช.สรุปย่อและแนะนำว่าแต่ละฝ่ายควรทำอะไรต่อ? 1 : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
จะเล่าแบบไม่ Take Side ไม่ Bias ใคร
เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้มาถามไถ่ให้ผมเล่าให้ฟังตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งเพื่อน ญาติ ลูกค้าและผู้หลักผู้ใหญ่ ต่อไปใครถามอีกผมจะยื่นบทความนี้ให้อ่านแทนการเล่าเพื่อประหยัดเสียง ซึ่งได้เรียบเรียงให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว :)
1.กสทช.เปิดประมูลคลื่นเพื่อทีวีดิจิทัลนำสู่การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยโทรทัศน์ไทยไปสู่สัญญาณที่คมชัดขึ้น (โดยการออกอากาศแบบภาคพื้น ชักเสาแล้วดูได้เลย ไม่ใช่ยิงมาจากฟ้าด้วยดาวเทียมที่ต้องติดจานรับชม) การประมูลนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิด Player รายใหม่ๆ บ้าง หลังจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีสถานีฟรีทีวีเพียง 6 ช่องมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ และดูเหมือนผูกขาด ตลอดมามีเสียงบ่นจากคนดูเป็นระยะๆถึงความน้ำเน่าและไม่มีตัวเลือกมากนัก (อึดอัดกันแค่ไหนก็ให้ไปดูจำนวนช่องดาวเทียมและเคเบิลที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด) ข่าวการประมูลนี้พูดถึงในวงการอย่างกว้างขวางนานกว่า 5 ปีที่รอคอยมา กสทช.มีการทำประชาพิจารณ์หลายครั้งทั้งกับกลุ่มผู้ประกอบการเองและประชาชนที่สนใจ ใบอนุญาตที่ประมูลกันได้ในครั้งนี้จะมีระยะเวลาประกอบการได้ถึง 15 ปี (เริ่มนับจากมิถุนายน 2557) และจะไม่มีจำนวนช่องมากกว่านี้อีกแล้วในกลุ่มเพื่อการพาณิชย์
2.กสทช.กำหนด 4 ประเภทช่อง (รวมทั้งสิ้น 24 ช่อง) ให้ประมูลกันตามกรอบกติกา ราคาตั้งต้นและการเคาะผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่รัดกุม มีกติกาหนึ่งที่กำหนดให้ 1 องค์กรประมูลได้สูงสุด 3 ช่อง ห้ามคนประมูลช่อง HD มาประมูลช่องข่าวคู่กันเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดที่อาจครอบงำความคิด ในระหว่างที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ นี้ ช่อง 3 ส่งบุคลากรระดับ "ลูกเจ้าของมาเอง" สู่ที่ประชุมแทบทุกครั้ง และคุณประวิทย์ มาลีนนท์ เอง ก็เข้าร่วมเรียนหลักสูตรพิเศษ (เพื่อให้ความรู้และกระชับสัมพันธ์กลุ่มผู้ประกอบการ) ที่ กสทช.จัดขึ้น ผู้ร่วมเรียนด้วยเผยว่า คุณประวิทย์ Discuss ในคลาสเรียนว่า "ไม่น่ามีช่องเยอะขนาดนี้ ฐานคนดูก็กระจายออกหมด ไม่ส่งผลดี" (ไม่ใช่ประโยคเป๊ะๆ เพราะฟังมาอีกที)
3.ช่อง 3 (ในนามของบริษัทลูก) ให้ความร่วมมืออย่างดี ซื้อซองใบละ 1,070,000-ร่วมลงแข่งในสนามประมูลด้วยถึง 3 ประเภทช่อง (ช่องเด็ก/ช่อง SD/ช่อง HD) ถูกต้องตามกติกาและประมูลได้ทั้งหมด คว้าใบอนุญาตมากที่สุดในบรรดา Player ทุกราย โดยทุ่มเงินประมูลสูงสุดทั้งช่องเด็ก/ช่อง HD จึงได้สิทธิ์เลือกเลขช่องก่อนใคร นั่นคือเลข “13" และ “33" ตามกลุ่มประเภทช่อง จะเซ็งก็ตรงไม่ชนะในประเภทช่อง SD จึงถูก WorkPoint ผู้ชนะในกลุ่มนี้เลือกเลข 23 ตัดหน้าไป (ใจจริง WP คงไม่ได้อยากได้เลขนี้นักหรอก แต่เพื่อสกัดดาวรุ่งช่อง 3 ไม่ให้สมอารมณ์หมาย เดี๋ยวจะโปรโมทง่ายไป) ช่อง 3 จำใจต้องเลือกเลข 28 ในกลุ่มประเภทช่อง SD ออกแบบโลโก้สถานีใหม่เหมือนลูกฟุตบอล ตั้งชื่อช่องต่างๆ ว่า 3 Family (13), 3 SD (28) และ 3 HD (33) โดยแสดงบทบาททางธุรกิจชัดเจนว่า ช่อง 3 ในคลื่นสัญญาณ Analog เดิม (ซึ่งได้สิทธิ์แพร่ภาพต่ออีก 5 ปี นับถอยหลังจากมิถุนายน 2557) จะถูกคงไว้ในชื่อ “3 Original” โดยยังคงผังรายการลักษณะเดิมไว้ เช่น ละคร, ข่าว, เกมโชว์ฟอร์มยักษ์ ฯลฯ สรุปช่อง 3 ตอนนี้ "มี 4 ช่อง”
4.ช่อง 3 เริ่มแพร่ภาพสัญญาณช่องดิจิทัลใหม่ๆ ทั้ง 3 ช้ากว่าใคร โดยเน้นผลิตรายการใหม่ใน 2 ช่องแรกก่อน นั่นคือ 3 Family และ 3 SD เน้นรายการข่าวโดยคนข่าวที่คุ้นเคย แต่ผังรายการส่วนมากก็เป็นการนำละครจีน/ฮ่องกง/เกาหลีเก่าๆ ละครไทยยุค’80 มาฉายตลอดวัน และไม่ได้ออกอากาศ 24 ชั่วโมง ช่วงเปิดสถานีตอนเช้าได้ย้ายรายการ “แจ๋ว” ที่มีอายุอานามนานแล้ว (ไม่นับอายุพิธีกร) จากช่อง 3 Original มาจัดในช่อง 3 Family ส่วน 3 SD และได้ปั้นรายการใหม่ๆ โดยใช้ผู้ประกาศดังๆ ที่เดิมแทบจะขี่คอกันอ่านข่าวอยู่แล้วบน 3 Original ออกมาจัดรายการใหม่ในพื้นที่ตัวเอง เช่น ไก่ ภาษิต, หมวย อริสรา, กรุณา บัวคำศรี, ซี ฉัตรประวีณ์ ฯลฯ ส่วนช่วงค่ำ 1 ทุ่ม ช่อง 3 ปั้นรายการใหญ่ “กาละแมร์” วาไรตี้ทอล์กโชว์ดูดีมีการลงทุนสูง ในช่อง 3 HD เพื่อหยั่งกระแส กาละแมร์มาจัดสดทุกวัน อดปาร์ตี้บ้าง อะไรบ้าง :) 4 ทุ่มมีการนำ ”กาละแมร์” ของค่ำนั้นมารีรันทันทีเพื่อช่วงชิงเรตติ้ง (ที่ยังไม่ค่อยจะมี) ณ จุดนี้มีคนดูถามเยอะว่า ทำไมไม่เอาละครมาลงช่อง HD จะได้ดูชัดๆ แบบช่อง 7 HD (ซึ่งเขาทำชีวิตง่ายกว่าเยอะ เพียงทำ Simulcast ออกอากาศคู่ขนาน และออกโฆษณาอั้มฝาแฝดมาอธิบาย ง่ายโพดๆ)
5.ณ จุดปล่อยตัวดิจิทัลทีวีในเดือนเมษายน กสทช.ได้ออกกฎ Must Carry ที่แปลง่ายๆ ว่า “ต้องขนขึ้นดาวเทียม” เพื่อให้การรับชม 24 ช่องใหม่ เป็นไปได้ในทันทีกับบ้านที่ติดจานดาวเทียมแล้วกว่า 70% ในประเทศนี้ (คิดดูแล้วกันว่า ในอดีต สัญญาณ Analog มันแย่แค่ไหน? ใครๆ เขาเลยต้องติดจานดาวเทียมที่โฆษณาว่า “ชัดล้าน%”) ทั้งนี้ กสทช.ตั้งกรอบเวลาไว้นาน 4 ปี กว่าเสาส่งสัญญาณดิจิทัลจะครอบคลุม 90% ของประเทศ เสาต่างๆ นี้ลงทุนโดยผู้ให้บริการ MUX ที่ กสทช.แต่งตั้งขึ้น อันได้แก่ ททบ.5, อสมท, ไทยพีบีเอส และช่อง 11 (ซึ่งไม่มีใครไปเช่าใช้เลย..โถ) แต่ละสถานีมีอิสระในการไปเช่า MUX ให้ใครยิงแพร่ภาพให้ก็ได้ (ส่วนใหญ่เลือกเช่ากับ อสมท และททบ.5)
6.ช่อง 3 แอบเปรี้ยว แอบยิงสัญญาณช่อง 3 Original ขึ้นดิจิทัลทีวีด้วย โดยต่อท้ายช่อง 36 PPTV สัญญาณยิงมาโดย “อสมท” กสทช.ตรวจสอบพบทันทีในไม่กี่วันนั้นได้ออกหนังสือเตือนแรงๆ ให้เลิกทำทันที (ใครคิดแผนนี้ควรจับมารับโทษนะครับ) แต่ทั้งนี้จะด้วยช่อง 3 แอบเปรี้ยว หรือ อสมท ทำให้เอง คนที่ทำ ”รู้อยู่แก่ใจ” ครับ
7.จุดแปลกประหลาดที่นำมาสู่ดราม่าในตอนนี้คือ ในกฎ Must Carry ที่ กสทช.ตอนนั้นดันไปออกประกาศอนุญาตให้ “ผู้พัฒนากล่องทีวีดาวเทียม” ทุกรายสามารถเซตเลข 10 ช่องแรกบนกล่องได้เองอิสระ เซตเป็นช่องของใครก็ได้ จากนั้นจึงค่อยนำช่อง 1-36 จากทีวีดิจิทัลไปต่อท้ายเลข 10 ซึ่งทำชาวบ้านงงตายห่านไปเป็นแถบ เนื่องจากเลข 13-36 (24 ช่องพาณิชย์) เป็นเลขที่ประจำช่องอย่างเป็นทางการ ประกาศไปแล้วและใช้พูดหน้าจออยู่ทุกวัน แต่บนกล่องดาวเทียมกลับถูก “บวกไปอีก 10” จึงจะเป็นช่องนั้นๆ ได้ (เช่น “33” ของช่อง 3 HD ที่ทุ่มประมูลมาด้วยเงิน 3,530 ล้าน กลับกลายเป็นเลข “43" บนกล่องดาวเทียมซะงั้น) ส่วนช่อง 1-12 ดิจิทัลที่เป็นทีวีสาธารณะก็ยังมีสถานีไม่ครบตามจำนวน (“1" คือ ททบ.5 “2” คือช่อง 11 “3” คือ ThaiPBS และ “4” ThaiPBS ขอจองไว้ก่อนจะทำช่องเด็ก ..เด็กแบบเด็กสาธารณะอะนะ) ส่วน 5-12 ยังไม่มี เว้นว่างไว้ บางกล่องฉลาดหน่อยก็กระโดดข้ามเลขให้ บางกล่องทำไม่ได้ก็แสดงภาพ “อยู่ระหว่างเตรียมการออกอากาศ” ให้ชาวบ้านคิดว่า “หมดช่องดูแล้ว” และมักไม่กดไปต่อ
8. 10 เลขช่องแรกที่ กสทช.ใจดีให้ผู้ผลิตกล่องดาวเทียมเลือกสรรช่องรายการกันเองกลายเป็น “มหกรรมขายเลขช่องครั้งมโหฬาร” มีการขายเลขเดี่ยวๆ ให้สถานีที่มีศักยภาพจับจอง อย่างที่เราเห็นการโปรโมทไปแล้ว “เวิร์คพอยท์ช่อง 1” คุณปัญญามั่นใจว่า ด้วยสูตรนี้ “ชนะแน่” เพราะโลกยุคอนาล็อก ช่อง 3 ก็เป็น “เลข 1 เสมอ" บนกล่องดาวเทียมเช่นกัน แต่ตอนนี้เกมพลิก …”ไทยรัฐทีวี” ก็ทุ่มไม่อั้น ซื้อเลข 3 ใน 3 กล่องดัง PSI, GMMZ และ RS Sunbox, ยังมี “ไทยทีวี” ของพี่ติ๋ม ทีวีพูลที่ซื้อเลข 7 ล่าสุด PPTV กระโดดมาซื้อ "เลข 6” บ้างแล้ว ไม่งั้นเงิบ เลข 46 ของเขามันอยู่ไกลเหลือเกิน (น้องคงกดไปไม่ถึงงงงง)
9.น่าสังเกตที่บางกล่องอย่าง GMMZ และเคเบิลท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังจัดให้ “ช่อง 3 Analog” อยู่บน “เลข 1” ต่อไป ทั้งนี้เป็นเพราะสัมพันธภาพที่ผูกพันกันมาและเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าด่า ซึ่งต้องยอมรับว่า คอนเทนต์ช่อง 3 เขาก็แน่จริง เล่าข่าวก็แซบ ทำละครก็ติดกันงอมแงม
10.กสทช.เริ่มสังเกตแล้วว่า ถ้าปล่อยให้ Must Carry เป็นแบบนี้ต่อไป “ช่อง 3 Analog” ก็จะไม่มีทางย้ายฐานมาออกคู่ขนานกับช่อง 33 ทางดิจิทัลได้ และฐานคนดูจำนวนมหาศาลก็จะไม่เข้าสู่ดิจิทัลทีวี “จึงออกประกาศใหม่" ให้ผู้ผลิตกล่องดาวเทียมและเคเบิลจัดช่อง 1-36 ดิจิทัลไว้ในชุดแรก โดยยกเลิก 10 ช่องแรกที่เคยใจดีให้จัดกันเอง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตกล่องรายใดปฏิบัติตาม เบะปากร้องว่า “มาบอกอะไรเอาป่านนี้!?” คนเขารับทรัพย์กันอยู่เดือนละหลายล้านแล้ว
ยังมีอีกหลายข้อ โปรดตามอ่านพรุ่งนี้นะครับ
.......................................
(หมายเหตุ กรณีช่อง 3 งัดข้อ กสทช.สรุปย่อและแนะนำว่าแต่ละฝ่ายควรทำอะไรต่อ? 1 : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์)



