บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'เม้าท์มอย'

เล่นหูเล่นตา:'เม้าท์มอย'

08 ก.ย. 2557

'เม้าท์มอย' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
          หลายสิ่งในชีวิตที่เรา “ทั้งรักทั้งเกลียด” มักจะผูกพันกับเราไปอย่างไม่รู้ตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สิ่งนั้น” ทำให้เรามีชีวิตชีวา ทำให้อารมณ์ขึ้น ทำให้สีสันของชีวิตมันชัดเจนขึ้น และที่สำคัญ “เราเกลียดมันไม่ลงหรอก!!!” เหมือนละครบางเรื่องที่คนดูชอบนั่งด่านั่งวิจารณ์อยู่หน้าจอแต่ก็ไม่ยอมเลิกดูสักที นั่นก็เพราะว่ามันมีบางอย่างที่น่าสนใจ ดึงดูดใจซ่อนอยู่ในนั้น และมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพราะถ้ามันแย่จริงเราคงเลิกดูไปนานแล้ว ฉันเชื่อว่ามนุษย์เราเลือกเห็นในสิ่งที่อยากเห็น (แม้แต่ผี) เลือกเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ลึกๆ เราต่างมีคำตอบในใจไว้แล้วทุกเรื่อง ถ้ามันขัดต่อสิ่งที่เราคิดไว้ในใจ เราจะพูดว่า “ไม่ชอบ” หรือ “ไม่เข้าใจ” ถ้าตรงกับใจเราจะพูดว่า “ชอบ” หลายครั้งที่คำว่า “ไม่เข้าใจ” มีความหมายว่า “ไม่อยากจะเข้าใจ!” เพราะ “ความเอาแต่ใจของเราเอง”
 
          ชีวิตของฉันก็เช่นกัน… ฉันไม่ได้เลือกเองหรอก ฉันเพียงแค่ยอมรับและประคับประคองสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีที่สุด (แม้บางสิ่งมันจะโคตรขัดใจ!) ด้วยเชื่อว่า “ชีวิตถูกลิขิตไว้แล้ว” จะด้วยอะไรก็ช่างเถอะ ฉันไม่เคยเอาชนะมันได้สักทีก็แล้วกัน เพลงที่ฉันร้องแต่ละเพลง ก็มีคนเลือกเอาฉันไปร้อง งานที่ฉันไปทำแต่ละงานก็มีคนเลือกฉันไปทำ เมื่อรับงานรับเงินมาแล้ว ฉันก็ต้องใช้ทุกสิ่งที่มีอยู่ในหัว (ยกเว้นหน้า) ทำให้มันดีที่สุด และเมื่อทำเสร็จจะมีคนเอาฉันไปด่าหรือไปชม ฉันก็ว่าอะไรไม่ได้เพราะเลือกเองไม่ได้ตั้งแต่ต้นแล้ว ต่อให้อำนาจของการเลือกอยู่ในมือของฉัน ในที่สุด “โชคชะตา” นั่นแหละจะเลือกให้ฉันเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง! การทำงานที่เล่นกับโชคชะตาที่สุดในชีวิตฉันก็คือ “การเป็นโค้ชที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีแดง” มันคือบัลลังก์ไฟที่ผู้นั่งต้องสวมมงกุฎหนามแล้วยิ้มราวกับไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน เป็นความงดงามอันขื่นขม หากแต่ผู้ชมไม่อาจรับรู้ได้ … ฉันจึงต้องเก็บมันเอาไว้คนเดียว
 
          ฉันชอบทำงานกับทีมงานมืออาชีพ ใช้ทุนเยอะหลักร้อยล้าน มันคือฝันที่เป็นจริง ภาพในหัวในสิ่งที่เคยเห็นมาจากที่ต่างๆ มันเป็นจริงอยู่ตรงหน้า มันน่าตื่นตาตื่นใจมั้ยล่ะ? อยากขอบคุณอะไรไม่รู้ที่ลิขิตชีวิตฉันให้ได้ทำงานนี้ ก่อนจะแก่ตายไปเฉยๆ ขอบคุณพี่โอ๋ (อาจกิจ สุนทรวัฒน์) และพี่โอ๋ (พัฒนี จรียะธนา) ที่มองเห็นสิ่งดีๆ อันน้อยนิดที่มีติดตัวฉันมา ฉันยังเชื่อว่าคนเราจะเก่งแค่ไหนถ้าไม่มีใครให้โอกาสก็ไม่อาจเปล่งรัศมีหรือแสดงตัวต่อหน้าประชาชนได้ … บางวันฉันก็อยากไปทำงาน บางวันฉันก็อยากจะหายตัวได้ เมื่อต้องเจอกับอะไรที่ฉันควบคุมไม่ได้ การทำให้คน “เสียใจ” นั้นผิดน้อยกว่าทำให้คน “เสียกำลังใจ” นี่แหละที่ฉันกลัว ดังนั้นฉันจึงอยาก “ให้” ทุกอย่างเท่าที่ความคิดและจิตใจฉันมีอยู่ในเวลานั้น แต่ก็นั่นแหละผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับเด็กๆ เหล่านั้นด้วยอีกส่วนหนึ่ง ฉันภาวนาให้ทุกอย่างออกมาดี และคอยบอกกับเด็กในทีมเสมอว่า … “คำวิพากษ์วิจารณ์ เป็นสิ่งที่มาพร้อมชื่อเสียง หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนคนยืนอยู่กลางแจ้ง แล้วคนขว้างก้อนหินใส่หลังเรา บางคนก็แค่สะกิดให้ได้คิดแก้ไข แต่บางคนก็เอา “สะใจ” ให้มันเลือดตกยางออก ล้มทั้งยืนโดยไม่รู้สึกผิดเพราะคนหลายๆ คนทำจะให้จับมือใครดม? … ดังนั้น หนักแน่นเข้าไว้ ไม่มีใครเอาอะไรไปจากเราได้ ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่คนที่เรารักหรือใส่ใจ … จำไว้! ” … ที่สุดแล้วก็ต้องปล่อยไปตามโชคชะตาที่พาเรามาเจอกันและจากกัน ความเป็นสาระและความคาดหวังทำให้ฉันเครียด ห้องแต่งตัวจึงเป็นที่เดียวที่ไร้สาระและผ่อนคลายที่สุดเพราะเต็มไปด้วย ช่างหน้า ช่างผม สไตลิสต์ คนช่วยแต่งตัวที่ล้วนแล้วแต่ไม่มีรังไข่ เป็นผู้ชายหน้าตาดี พูดจาดี แต่ไม่สามารถเป็น “ผัว” ใครได้ คนเหล่านี้จะสร้างความครื้นเครงเฮฮาและดราม่าอยู่ตลอดซีซั่น เจอกันทีไรไม่มีใครคุยเรื่องตัวเอง นอกจากเรื่องชาวบ้าน! พวกโค้ชผู้ชายทั้ง 3 คน ก้อง โจอี้ และแสตมป์ จะหัวเราะทั้งเขินและขำไปกับคำพูดของสาวๆ ในร่างชายฉกรรจ์เหล่านี้ ลำพังคุณก้องเข้ามา ช่างทั้งหลายจะเข้ามามุง ดูแลทุกสิ่งอัน แต่ไม่มีใครเข้าใกล้นางได้เท่ากับพี่นัท (ช่างผม) และพี่กุม (ช่างหน้า) พี่นัทนั้นนางเป็นยิ่งกว่านางสนองพระโอษฐ์ของก้อง จะคอยค้อนคอยจิกชะนีและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาใกล้ก้อง
 
          “แหม… ไม่วางมือเลยนะ จับแล้วจับอีก เซตแล้วเซตอีก รู้นะลงอาคมอยู่ ทำไปท่องคาถาไป ใส่หัวก้องตลอดเวลา มิน่า… โฆษณามากี่สิบหัว คุณนัทได้จากก้องทุกตัว ไม่เคยหลุดถึงคนอื่น จบรายการฉันจะพาพี่ก้องไปรดน้ำมนต์ !”
 
          ก้องนั่งฟังอยู่หัวเราะคิกคัก นางนั่นแหละตัวดี จะขึ้นเวทีแต่ละทีคอยหันมาหาพี่นัทถามว่า “เป๊ะรึยัง?” ก้องหล่อขนาดนั้นฉันควรจะถามข้าวตูมากกว่ามะ ข้าวตูตอบว่า “ค่ะพี่ … เละตุ้มเป๊ะ!” เรื่องเป๊ะนี่ ก้องเขาเป๊ะจริงๆ ทั้งๆ ที่หน้าตาไม่เคยผ่านมือหมอเพราะนางกลัวเข็ม (ใจเสาะจริงๆ!) กว่าจะออกจากห้องแต่งตัว ผมต้องเป๊ะ หน้าต้องเป๊ะ ผมกระดกเส้นเดียวก็ไม่ได้ พี่นัทจะรีบเอาเจลไปลูบ คุณก้องเองก็ยืนเช็กความเป๊ะหน้ากระจก แล้วหยิบกรรไกรขึ้นมา… เล็มขนจมูกค่า! ดูแลดีกว่าขนรักแร้อีก ตอนไปรวมตัวกันอยู่ด้านหลังก่อนถ่ายฉากเปิดตัวร้องเพลงของโค้ช พวกเรา 4 คนก็สุมหัวคุยกัน คนที่พูดเยอะที่สุดไม่ใช่ฉันค่า “ท่านฮารุ มิอุระ” หรือคุณโจอี้ นางเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคุยไม่เคยซ้ำกันสักเรื่อง
 
          “พี่ๆ… เมืองจีนผู้หญิงเขานิยมไว้ขนรักแร้แล้วถ่ายรูปลง ig มาดอนน่ายังทำเลย” พูดเสร็จโชว์รูปใน ig เลยงี้ สักพักก็คุยเรื่องอื่นอีก “พี่ๆ รู้จักน้องคนนี้มั้ย มันดังมากในเน็ตเลยนะ เห็นแบบนี้มันมีหัวคิดนะ” เอารูปผู้หญิงวัยรุ่นเซ็กซี่ใส่ชุดโชว์อึ๋มให้ดู แล้วคุยว่า “ผมจะชวนมันมาดูเราถ่ายรายการที่นี่” พอวันจริงอีน้องนี่ไม่มา ฉันถามโจอี้ นางว่า “ไม่รู้มัน” ฉันเลยพูดว่า “มึงพูดถูก มันเป็นคนมีหัวคิด มันถึงไม่มาหามึง! 555” โจอี้ทำหน้าเจื่อนๆ ต่อหน้าประชาชน นางจะเป็นผู้ชายเท่ๆ เนี้ยบๆ ดูมีอะไร แต่อยู่กับฉันซึ่งแก่กว่านางเยอะ นางจะทำตัวเล็กเห็นแก่ป้า เวลาว่าอะไรนางจะทำหน้าเขินๆ ผิดกับก้องที่ต่อล้อต่อเถียงประจำ! เมื่อไหร่ที่โจอี้เดินเข้ามานางจะเล่าและคุยไม่หยุด เป็นช่วงเวลาที่ฉันหยุดเห่าและรอขำ
 
          “รถคันนี้สวยมากเลยพี่ก้อง เป็นรถรุ่น… แต่ราคาหลายล้าน อยากได้มากเลย พี่คิ้มซื้อให้ผมหน่อยสิ” หันมาเข้าทางฉันเลย 
 
          “ได้… เอาเดี๋ยวนี้เลยยังได้ … มาเป็นผัวกรูมะ?” แค่นั้นแหละนางยิ้มเขินก้มหน้าแล้วหาเรื่องอื่นมากลบ
 
          “ถ้าผมต้องจ้างเชฟมาประจำบ้าน ผมไม่เอาหรอก อาหารฝรั่งฟิวชั่นอะไรไม่รู้ ไม่ใช่ของที่เรากินทุกวัน เป็นผมนะ ผมจะจ้างแม่ค้าอาหารตามสั่งมาอยู่ที่บ้าน ตื่นเช้ามาสั่งกะเพราปลาหมึกราดข้าวกินกับต้มยำกุ้ง พอเพื่อนมาก็ไล่พวกมันออกไปสั่งอาหารตามใจมัน …”  ก้องหัวเราะเสียงดังทึ่งในความคิดของโจอี้ นางเป็นผู้ชายที่มีความคิดแปลกแต่จริงและสัมผัสได้ พอดีที่บ้านฉันโชคดีที่ทุกคนในบ้านทำอาหารเป็นเลยไม่ต้องจ้าง แม่ค้าตามสั่งมาประจำบ้าน …
 
          “โจ้มาเป็นผัวพี่นี่ … ได้ทั้งรถที่อยากได้ พร้อมแม่ค้าอาหารตามสั่ง” โจอี้ยิ้มเขินผสมอาย (แทนฉัน) เหมือนเด็ก 2 ขวบข้างบ้าน
 
          บางทีถ้าโจอี้มานั่งพร้อมแสตมป์เขาจะคุยเรื่องการ์ตูน เพลงอะไรแนววัยรุ่น วัยรุ่น 16-17 นะคะคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ยอมโตค่า แต่บางทีก็พูดเรื่องเก่ารุ่นฉันได้
 
          “เฮ้ย… แตมป์มึงรู้จักเพลงนี้มั้ย? ปักกิ่งขนมหวานกรอบชอบจริงๆ ดูเจ้ารามซิงก็ยังชอบกินปักกิ่ง …” แล้วพวกนางก็ร้องเพลงโฆษณาแฟลตปลาทอง เสนานิเวศน์ ฯลฯ
 
          แสตมป์เดินมาถามฉันว่า “ของพี่ชั่วโมงละเท่าไหร่?” เอิ่ม… จู่ๆ ก็เดินข้ามเก้าอี้มาถามแบบนี้ พี่คว้าถุงโชคดีไม่ทันเลยอะค่าคุณตำรวจ! ฉันรู้ว่าน้องหมายถึงค่าแรงที่ไปร้องตามงาน ก็เลยตอบว่า “แล้วแต่งาน กี่คน ถ้าหลายคนก็คิดแพง บางทีก็แล้วแต่สถานที่ บางทีก็ไปฟรี?” ก้อง สหรัถ ได้ทีหันมาถามฉันว่า “น้องชั่วโมงละเท่าไหร่จ๊ะ?” ฉันตอบกลับไปว่า… “พี่ออกค่าห้องปะล่ะ?”  ก้องหัวเราะก๊ากหมดหล่อเพราะหน้าฉันนำแอ็กติ้งไปแยะ! ฉันหันไปหาโจอี้ถามเรื่องละคร Rising Sun ที่นางเล่น นางเล่าว่า “พี่รู้มะ ผมเล่นหนังทีไร ตอนจบตายทุกเรื่อง … พอมาเล่นละคร แม่ถามเลยว่า … เรื่องนี้ตายมั้ยลูก?”
 
          ตลอดระยะเวลา 5 วัน เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ที่พวกเราโค้ชทั้ง 4 อยู่ด้วยกัน ก็ทั้งโหด เลว ฮา ตอนหยุดพักก็คุยกันรักกันดีเป็นเพื่อนพี่น้องกัน พอตอนกดแย่งเด็กเข้าทีมแต่ละคน ไม่มีใครนับญาติกับใครเล้ย! บางอารมณ์ฉันอยากจะกระโดดไปขี่หัว ขยุ้มหัว ทึ้งหัว กัดหู ข่วนหน้าผู้ชายพวกนี้ ฉันอยากทำอะไรแย่ๆ กับพวกมันวันละหลายๆ หน เพราะพวกมันช่างมีเสน่ห์ มีความฉลาดพูดจนสาวๆ ใจอ่อน ปล่อยให้ฉันเห่าใบตองแห้งต่อไปไม่มีใครไยดี อารมณ์ขึ้นเร็วมากจนปากสั่น แต่พอเก้าอี้หมุนกลับไปรอฟังเสียงคนต่อไป ก็กลับมาคุยเล่นกันเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กะว่ารอบต่อไป จะหยอดยาใส่อาหารและน้ำ มันจะได้ลิ้นแข็ง แย่งไม่ทัน! แต่อย่างนั้นมันก็จะไม่สนุก เลยต้องปล่อยให้มันเป็นไป บอกได้แค่ว่า… ซีซั่นนี้สนุกจะตาย ! 
 
.......................................
(หมายเหตุ 'เม้าท์มอย' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)