บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'boyhood'

เอกเขนกดูหนัง:'boyhood'

05 ก.ย. 2557

'boyhood' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย.. ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

 
          ระยะเวลาในการถ่ายทำนาน 12 ปี แรกๆ อาจฟังดูน่าสนใจ แต่เมื่อเวลากว่า 2 ชั่วโมงผ่านไปประเด็นความน่าสนใจในเรื่องเวลาอาจลดน้อยถอยลงไปในทันที หลัง boyhood จบลง แม้พัฒนาการและการเติบโตทางกายภาพของตัวละครจะดูสมจริง เพราะถ่ายทำกันไล่เรียงไปตามวันเวลาที่พวกเขาเติบโต เอาเข้าจริงสิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือเรื่องราวของเจ้าหนูเมสันจูเนียร์ ที่เริ่มต้นในวัย 6 ขวบ จวบจนเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา กับเรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งครอบครัว ผู้คนที่พบเจอ วิถีชีวิตในแต่ละช่วงวัย รวมถึงบริบททางสังคมการเมืองที่อยู่รายรอบและวัฒนธรรมอเมริกันร่วมสมัย 
 
          ไม่เพียงการถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่กินเวลานาน 12 ปี โดยเลือกจะบันทึกเหตุการณ์ตามช่วงเวลาจริงเท่านั้น หากแต่ boyhood ยังเหมือนเป็นการบันทึกเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกันในช่วงทศวรรษหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ที่มีทั้งร้ายและดี หลายๆ เหตุการณ์สะเทือนโลก เช่น จอร์จ ดับเบิ้ลยูบุช ประกาศส่งทหารบุกอิรักในขณะที่อีกหลายเหตุการณ์ คือการก่อกำเนิดของวิถีวัฒนธรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการที่เด็กต่อแถวเข้าคิวซื้อหนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ ตอนใหม่ หรือการมาถึงของไอพอดและบทเพลงของศิลปินแห่งยุคสมัยซึ่งก็มีทั้งโคลด์เพลย์, เชอริลโครว์, ดาฟท์พั้งค์และ อาร์เคดไฟร์เออร์
 
          จะว่าไปแล้ว หนังดราม่าเรื่องนี้ ถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของวงการหนังก็ว่าได้ ไม่เพียงความเพียรของผู้กำกับ ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ที่ยังมุ่งมั่นทำหนังเรื่องนี้อยู่ถึง12 ปี แต่ยังรวมถึงทีมงานเบื้องหลัง นักแสดง ตัวละครที่พวกเขาสวมบทบาทอยู่ และบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่รายล้อมพวกเขาในแต่ละปี ตลอดการเติบโตใน 1 รอบชีวิต
 
          การเฝ้ามองเด็กชายคนหนึ่งในวัย 6 ขวบเติบโตมาในครอบครัวที่มีแม่เป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงหลังแยกทางกับพ่อ และพี่สาวสุดเฮี้ยว หนังพาผู้ชมไปรู้จักกับโลกของเจ้าหนูเมสัน พร้อมๆ กับการเปิดตัวเข้าสู่สังคมใหม่ๆ ของเด็กน้อยหลังแม่พาพวกเขาเดินทางไปอยู่อีกเมืองเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
 
          เรื่องราวชีวิตของเมสัน อาจไม่ใช่เรื่องรันทดหดหู่ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีชีวิตที่สวยสดงดงาม และก็ไม่ได้โลดโผนโจนทะยานพาคนดูตื่นเต้นไปการผจญภัยใดใด ท่ามกลางการดำเนินชีวิตอย่างปกติธรรมดาสามัญเฉกเช่นปุถุชนทั่วไป เมสันก็พบเจอทั้งเรื่องดีและร้ายในชีวิต แฟนใหม่ของแม่แต่ละคนก็ล้วนมีปัญหาอีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อเองก็ไม่ได้แน่นแฟ้นผูกพันกันมากนัก ส่วนแม่ที่เมื่อเรียนจบก็ได้งานใหม่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และไม่นานก็มีแฟนใหม่ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเธอเอง อดีตทหารผ่านศึกในสงครามอัฟกานิสถานและอิรัก
 
          ปูมหลังของตัวละครแวดล้อมเมสัน กิจกรรมที่เขาและเพื่อน รวมถึงคนในครอบครัวทำร่วมกัน รายละเอียดเล็กๆน้อยๆในชีวิตเหล่านี้ คืออวลไอแห่งสังคมและวัฒนธรรมอเมริกันที่อยู่รายรอบในหนัง ที่ทำให้ boyhood ไม่ได้เป็นแค่หนังอัตชีวประวัติของคนคนหนึ่ง หากแต่ยังสะท้อนเรื่องราวของสังคมอเมริกันในหลายๆ มิติ รวมทั้งทัศนคติทางการเมืองของคนทำหนังลงไปกลายๆ ที่ชัดเจนมาก คือท่าทีการต่อต้านอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยูบุช หลายๆ ฉากที่เมสัน อยู่ด้วกันกับพ่อ เมสันซีเนียร์ ก็มักด่า ‘บุช’ ให้ลูกชายฟัง ตั้งแต่การอ้างเหตุผลในการส่งทหารอเมริกันเข้าไปอิรักเพราะอ้างว่ามีอาวุธชีวภาพในครอบครอง หรือการพาลูกชายลูกสาว ออกตระเวณติดโปสเตอร์หาเสียงช่วยบารัค โอบามา และโจ ไบเดน 
 
          ความน่าสนใจอีกประการของหนังที่ไม่เพียงเป็นการสะท้อนสังคม การเมือง และวัฒนธรรมอเมริกันเท่านั้น หากยังลงไปสำรวจครอบครัวอเมริกันที่นับวันความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวยิ่งเปราะบาง ลงไปทุกที และมีปัญหาการหย่าร้างสูงขึ้นทุกปี โดยหนังสะท้อนปัญหานี้ทั้งโดยการเล่าผ่านครอบครัวของเมสันเอง ที่แม่หย่ากับพ่อ แม่เลิกรากับแฟนหนุ่มคนต่อมาเพราะเธอทั้งทำงานและเรียนอีกทั้งต้องดูแลลูกทั้งสองจนไม่มีเวลาให้ สามีคนต่อมาเป็นอาจารย์สอนในคลาสของเธอที่มหาวิทยาลัยก็เป็นพ่อม่ายลูกติด และก็ต้องหย่าขาดเพราะปัญหาติดสุรา ส่วนสามีคนสุดท้ายอดีตทหารผ่านศึกก็ไม่วายเลิกรากันไปอีก 
 
          ชีวิตของเมสัน ให้ภาพของเด็กวัยรุ่นอเมริกัน หรืออาจจะรวมทั้งเด็กวัยรุ่นทั่วทั้งโลกที่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงชีวิต การค้นหาตัวตนและเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกของผู้ใหญ่ เรียนรู้ที่จะเติบโตออกไปเผชิญโลกกว้างด้วยตัวเอง เวลาในการถ่ายทำนานถึง 12 ปี ของผู้กำกับริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ไม่ใช่แค่การเฝ้ามองเด็กชายคนหนึ่งและโลกรอบตัวเขาเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสำรวจสังคมอเมริกันทัศนคติของผู้คน แก่นแกนของหนังสะท้อนให้เห็นผ่านการที่เมสันเติบโตเป็นวัยรุ่นที่รักการถ่ายภาพและมีกล้องหนึ่งตัวติดอยู่ข้างกายเสมอ สิ่งที่เมสันมองผ่านกล้อง ทั้งผู้คน วิวทิวทัศน์ ก็หมือนกับการที่หนังบันทึกเรื่องราว จับจ้องมองตัวละครและโลกรอบตัวตลอดทั้ง 12 ปีที่ผ่านมา
 
          โดยบทส่งท้ายของ boyhood นั้นก็ช่างเรียบง่ายและงดงาม เมื่อหนังปล่อยให้ตัวละครเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 แอบแว่บจากหอพักขึ้นไปเดินเล่นบนภูเขา แม้พวกเขาจะไม่ได้มองเห็นทิวทัศน์จากเบื้องล่าง แต่การเดินขึ้นไปบนภูสูงและเฝ้ามองธรรมชาติจากเบื้องบนก็สื่อถึงการเติบโตของชีวิต และบทสนทนาปิดท้ายก็ฟังดูคมคายไม่น้อย เมื่อเมสันคุยกับเพื่อนสาวของเขาในทำนองว่า “ชีวิตพวกเราไม่ได้ฉกฉวยห้วงเวลาเอาไว้หรอก วันเวลาต่างหากที่หยิบจับพวกเราเอาไว้”
 
 
.......................................
(หมายเหตุ 'boyhood' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย.. ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)