บันเทิง

'ความตายของบีโก'

'ความตายของบีโก'

21 ส.ค. 2557

'ความตายของบีโก' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ

 
          ในหลายๆ ครั้ง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องอาศัยมากกว่าคนเพียงคนเดียวในการเคลื่อนไหว ดูอย่างการต่อต้านการเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้ ก็ไม่ได้มีเพียง เนลสัน แมนเดลลา ที่เป็นคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ยังมีนักต่อสู้อีกหลายคนที่อยู่ร่วมขบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้
 
          ในกลุ่มผู้กล้าผิวสีแห่งแอฟริกาใต้ มีชื่อของ "สตีเฟน บันตู บีโก (Stephen Bantu Biko)" อีกคนที่โดดเด่นเป็นที่จดจำของชาวโลก บีโก เป็นนักเขียนและนักเคลื่อนไหวผู้ห้าวหาญแต่ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เขาเติบโตมาในยุคที่คนผิวสีในแอฟริกาใต้ไม่ได้รับความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกับคนผิวขาวในแทบทุกด้านของชีวิต บีโกมีทัศนคติต่อต้านการเหยียดสีผิวมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น เขาโดนไล่ออกจากโรงเรียนเพราะเป็นเด็กที่มีความเห็นทางการเมืองชัดเจนเกินไป แต่บีโกก็ยังยืนยันเจตนารมณ์ด้วยการเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมกันก่อตั้งองค์กรนักศึกษาแอฟริกาใต้ (SASO) ในปี 1968 และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์กรคนแรก พอถึงปี 1972 บีโกก็ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลเดิมอีก แต่เขาก็ได้รับตำแหน่งใหม่ในชีวิตจริงด้วยการได้เป็นประธานของ Black People's Convention ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญของคนผิวสีในแอฟริกาใต้ยุคนั้น
 
          หลังการมีบทบาทเป็น "แกนนำ" อย่างต่อเนื่อง ในปีถัดมา บีโกก็ได้รับบทลงโทษจากทางราชการอย่างหนักหน่วงเท่าที่นักกิจกรรมคนหนึ่งจะถูกลิดรอนเสรีภาพได้ คือเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ปราศรัยในที่สาธารณะ ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดกับคนจำนวนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไ629 ?กจากโรงเรียนเพราะเป็นเด็กที่มีความเห็นทางการเมืองชัดเจนเกินไป แต่บีโกก็ยังยืนยันเจตนารมณ์ด้วยการเป็นหนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมกันก่อตั้งองค์กรนักศึกษาแอฟริกาใต้ (SASO) ในปี 1968 และได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์กรคนแรก พอถึงปี 1972 บีโกก็ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยด้วยเหตุผลเดิมอีก แต่เขาก็ได้รับตำแหน่งใหม่ในชีวิตจริงด้วยการได้เป็นประธานของ Black People's Convention ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญของคนผิวสีในแอฟริกาใต้ยุคนั้น
 
          หลังการมีบทบาทเป็น "แกนนำ" อย่างต่อเนื่อง ในปีถัดมา บีโกก็ได้รับบทลงโทษจากทางราชการอย่างหนักหน่วงเท่าที่นักกิจกรรมคนหนึ่งจะถูกลิดรอนเสรีภาพได้ คือเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ปราศรัยในที่สาธารณะ ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดกับคนจำนวนมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป และห้ามผู้อื่นอ้างคำพูดหรือเอ่ยชื่อเขาโดยเด็ดขาด แต่กระนั้นบีโกก็ยังคงเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง ในปี 1976 เขาก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับการประท้วงของกลุ่มนักเรียนมัธยมในย่านโซเวโต (Soweto) ทำให้ทางราชการจับตาดูบีโกอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
 
          แต่การเคลื่อนไหวของบีโกที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุด คือความตายของเขา
 
          ในปี 1977 บีโกถูกตำรวจจับในข้อหาก่อการร้าย เขาถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนหนักหน่วงและถูกทรมานจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นไม่กี่วันเขาถูกจับยัดใส่ท้ายรถในสภาพปางตายและขับปุเลงๆ ไปเป็นระยะทางไกลถึง 1,100 กิโลเมตรเพื่อนำไปคุมขังที่คุกอีกแห่ง บีโกเสียชีวิตหลังจากไปถึงคุกในเมืองพริทอเรียได้ไม่นาน 
 
          เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าเขาเสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วง!
 
          ความตายอันน่าเศร้าของบีโกกลายเป็นเรื่องใหญ่ มันกลายเป็นข่าวในสื่อกระแสหลักในหลายประเทศ เป็นเรื่องราวที่กระทบใจผู้คน บีโกได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษ นักเขียนหลายคนออกหนังสือชีวประวัติของเขา ชื่อของบีโกถูกนำไปตั้งเป็นชื่อถนน และยังเป็นชื่อที่ได้รับการยกย่องจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง 
 
          เนลสัน แมนเดลา กล่าวว่า “พวกเขาต้องฆ่าบีโก เพื่อยืดระยะเวลาแห่งการแบ่งแยก”
 
          ความตายของบีโกยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำงานศิลปะบันเทิงอีกมากมาย มีคนเขียนบทกวีให้เขา มีการทำรายการสารคดีในหลายช่องโทรทัศน์ มีการทำหนังเกี่ยวกับชีวิตของเขา และแน่นอน มีการแต่งเพลงจากเรื่องราวและอุดมการณ์ของบีโกเป็นจำนวนมาก เพลงแรกๆ ที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากคือเพลง Biko ของนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ ปีเตอร์ เกเบรียล เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Peter Gabriel ที่วางขายในปี 1980 ปีเตอร์ เกเบรียล เป็นอีกคนที่สะเทือนใจจากข่าวความตายของบีโก เขาลงมืออ่านหนังสือชีวประวัติของ สตีเฟน บีโก อย่างจริงจัง แถมยังลงมือค้นคว้าเรื่องดนตรีแอฟริกันเพื่อนำมาใช้ในเพลงนี้อีกด้วย 
 
          บทเพลงเริ่มต้นด้วยเสียงเครื่องเคาะ ก่อนจะเติมสีสันด้วยเสียงปี่สกอตที่ให้ความรู้สึกโหยหาอาลัย ในท่อนแรก เกเบรียลเล่าเหตุการณ์ วัน เวลา สถานที่ ที่ความตายของบีโกเกิดขึ้น พอถึงท่อนฮุก เกเบรียลก็ร้องเรียกชื่อ “บีโก” ซ้ำๆ เหมือนพยายามปลุกวิญญาณของบีโกขึ้นมาจากความตาย ในท้ายท่อนฮุก เขาเปล่งถ้อยคำภาษาโซซา (Xhoso) ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของบีโกออกมาว่า "Yihla Moja" แปลว่า "วิญญาณออกจากร่าง" เป็นการเน้นภาพความตายครั้งนี้อย่างเปี่ยมอารมณ์ ในท่อนสุดท้าย เขายังขยายสัญลักษณ์ออกไปเป็นเรื่องเปลวไฟ โดยบอกว่าคุณสามารถเป่าเปลวเทียนให้ดับลงได้ แต่การเป่าเปลวไฟที่ลุกโหมหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องยากยิ่ง
 
          แล้วเปลวไฟที่เกิดจากการดับเทียนชีวิตของบีโกก็ลุกลามต่อมาจนถึงวันที่ประเทศแอฟริกาใต้สามารถแก้ปัญหาการแบ่งแยกสีผิวได้จริงๆ ในขณะที่เปลวไฟจากเพลง Biko ก็ลุกลามเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินอีกหลายรายนำไปคัฟเวอร์ หรือกระทั่งแต่งเพลงใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป เพลงนี้ยังถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตของ สตีเฟน บีโก เรื่อง Cry Freedom (1987) อีกด้วย
 
          ปีเตอร์ เกเบรียล เล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ตบ่อยครั้งในช่วงที่การเหยียดสีผิวในแอฟริกาใต้ยังดำรงอยู่ หลายครั้งเขาใช้เป็นเพลงปิดท้ายโชว์ ทิ้งห้วงเวลาให้ผู้ชมร่วมร้องเพลงนี้อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะทิ้งไว้เพียงจังหวะกลองที่ฟังเหมือนเสียงเต้นของหัวใจ เหมือนกับจะทิ้งคำถามกับคนที่กำลังร่วมฟังและร่วมร้องเพลงนี้ว่า ตราบที่หัวใจของคุณยังเต้นอยู่ คุณจะต่อสู้เพื่อสิ่งใดหรือไม่?
 
          และคล้ายกับจะชวนให้นึกถึงประโยคหนึ่งที่ สตีเฟน บันตู บีโก เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือของเขา
 
          "ตายเพื่ออุดมคติที่ยืนยาว ดีกว่ามีชีวิตเพื่ออุดมคติที่กำลังจะตาย"
 
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ความตายของบีโก' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ)