บันเทิง

ทีวีสีรุ้ง:'ความรัก vs ความอ้วน'

ทีวีสีรุ้ง:'ความรัก vs ความอ้วน'

20 ส.ค. 2557

'ความรัก vs ความอ้วน' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์

 
 
          เมื่อความรักปะทะความอ้วน เรียลิตี้ที่มีจริง 24 ชั่วโมงต่อวัน ฉายกันยาวนานจนกว่าความอ้วนจะมาพรากให้เราจากกัน
เรียลิตี้ที่ว่านี้คือ "เรื่องจริง คนจริง สัตว์จริง" ไม่อิงคะแนนโหวตค่ะ คือวันก่อนอ้อมได้ดูรายการ "สาระพันธุ์สัตว์" ทาง Thairath TV (ข้อดีของทีวีดิจิทัลคือ มีรายการใหม่ๆ ให้ดูไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็นะ ปัญหาคูปองยังไม่จบ ปัญหาเลขช่องยังต้องสงสัย หาเท่าไรก็ยังงง เพราะไม่ตรงกับเลขที่โปรโมท คงต้องโทษกล่องที่บ้าน) อ้าว ลืม พูดเรื่องอะไรอยู่นะ เผลอบ่นกสทช.ซะยาว ทั้งๆ ที่คิดว่าจะชม...ขอโทษทีค่าา
 
          รายการที่ว่า แน่นอนมันเกี่ยวกับสัตว์ตามชื่ออยู่แล้ว อ้อมเพิ่งมีโอกาสดูครั้งแรกค่ะ เลยได้เจอความน่ารักของบรรดาสามสัตว์น้อยที่มีชื่อน่ารักๆ ว่า ซูชิ ปังคุง และวาววาว ซึ่งไอ้เจ้าสามตัวนี้ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด เพราะตัวนึงก็ชูการ์ไกลเดอร์เพศเมียอายุสองปีชื่อ 'ซูชิ' ที่กินทาโร่ ไส้กรอก หนอน แตงโม และองุ่น (นี่คือคร่าวๆ ที่เราเห็นในเวลาสั้นๆ) ในขณะที่ 'ปังคุง' คือ เจ้าบูลด็อกร่างใหญ่ ที่เจ้าของบอกว่ากินสแน็คผสมหมูสับตลอด เพราะเจ้าของเกรงว่า ถ้าสแน็คอย่างเดียว ปังคุงจะไม่เจริญอาหาร ปิดท้ายที่ 'วาววาว' ชิสุทอยอายุ 15 ปี ดูด้วยสายตา ระบุไม่ได้ว่ากินอะไร รู้แต่ว่ายกมาเป็นถ้วยๆ และที่แน่ๆ ตามปากคำเจ้าของ นางได้กินฝอยทองด้วยค่าาา...  พอดูมาถึงจุดนี้ รู้เลยว่ารายการกำลังจะพูดถึงเรื่องความอ้วน หรือน้ำหนักที่เกินตัวของสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ทั้งสาม (แต่ตอนนี้ ไม่น่าจะเรียกว่า'น้อย'แล้ว)
 
          ชูการ์ไกลเดอร์ (Sugar glider) มีชื่อเป็นไทยๆ ว่า จิงโจ้บิน นัยว่าน้ำหนักควรจะเบา หุ่นบอบบางแล้วโผจากต้นไม้หนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง แต่สำหรับเจ้าซูชิ ดูจากทรง น่าจะอยู่ต้นไหนก็ปักหลักต้นนั้น เพราะน้ำหนักเฉลี่ยของชูการ์ไกลเดอร์ควรจะอยู่ที่ 120-180 กรัม แต่ซูชิจัดไปถึง 200 กว่า แอบคิดว่า ควรจะเปลี่ยนชื่อเป็น ซูโม่! ..อะ ล้อเล่นน้าซูชิ ปังคุงเองก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จัดไป 33 กก.ขนาดว่าชั่งหลังป่วย ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันควรจะหนัก 22-25 กก. ถึงขั้นเจ้าของอยากให้ทำศัลยกรรมซึ่งหมอแนะนำว่าน่าจะเป็นทางออกสุดท้าย!! ส่วนวาววาวนั้นอ้วนมากจนมีผลต่อการลำเลียงก๊าซออกซิเจน เกิดเป็นภาวะลิ้นม่วงในยามเหนื่อยอ่อน แทนที่จะลิ้นสีแดงเหมือนน้องหมาทั่วไป เมื่อมีปัญหาสุขภาพเกินขึ้น สัตว์น้อยทั้งสามจึงสมควรลดน้ำหนัก โดยสัตวแพทย์ได้ให้คำแนะนำแกมบังคับกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งสาม ว่าต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ลดการสปอยล์ เปลี่ยนอาหารเพิ่มการออกกำลัง(นี่มันแบบเดียวกับคนชัดๆ)
 
          ในฐานะคนเคยเลี้ยงสัตว์ อ้อมเข้าใจทั้งเจ้าของและสัตว์น้อยทั้งสามนะคะ เพราะเราเอ็นดูถึงเอาเค้ามาเลี้ยง พอเลี้ยงยิ่งนานก็ยิ่งรัก พอรักเราก็อยากจะมอบสิ่งดีๆ ให้ เรากินอะไรอร่อย ก็อยากให้เค้าอร่อยบ้าง ยิ่งเห็นเค้ากินแล้วมีความสุข ก็อยากให้เค้ามีความสุขมากขึ้นไปอีก เวลาเห็นสายตาเว้าวอนก็อดไม่ได้ที่จะป้อนเพิ่ม คงไม่ต่างกับพ่อแม่เลี้ยงลูก เห็นลูกกินได้ดีก็มีความสุข อยากให้ลูกสมบูรณ์แข็งแรง จนบางครั้งเกินความสมบูรณ์ กลับกลายเป็นความไม่แข็งแรงไปซะงั้น 
เมื่อวันหนึ่งหมอบอกว่าต้องปรับพฤติกรรมการเลี้ยงเพื่อลดน้ำหนัก ไม่ว่าจะคนเลี้ยงสัตว์ หรือพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกก็คงต้องใช้พลังใจอย่างมาก ที่จะหักห้ามใจตัองขัดใจลูก เพราะในใจพ่อแม่เองก็ขัดแย้งกัน อยากเห็นลูกมีความสุขแต่หมอก็เตือนแล้วว่ากินมากแบบเดิมจะกลายเป็นทุกข์เอา ปัญหาเรื่อง "อ้วน" จึงเป็นกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องทันสมัยที่เป็นกันได้ทั้งในคนและสัตว์ ตอนนี้ในคนเองก็มีการรณรงค์เรื่อง โรคอ้วนลงพุง กันอย่างกว้างขวาง เพราะถ้าอ้วนมากไปจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ มะเร็งหลายชนิด มันมีโอกาสทำให้เวลาที่เราจะได้อยู่กับเค้าสั้นลง แล้วอาจตามมาด้วยความรู้สึกผิดว่าวันนั้นชั้นไม่น่าตามใจเค้า ฉันใดฉันนั้น เรื่องราวของสัตว์น้อยตัวกลมทั้งสาม ก็สะท้อนอะไรบางอย่างของปัญหาสังคมมนุษย์ในปัจจุบันได้ทันสมัยไม่แพ้กันค่ะ
 
          ถ้าเราอยากอยู่กับใครไปนานๆ บางครั้งก็ต้องถามตัวเองก่อนจะตามใจเค้าว่า เราตามใจเพราะรัก หรือเพราะกลัวเค้าไม่รัก???ความรักที่แท้จริงอาจต้องมาพร้อมกับคำว่า "พอดี"
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ความรัก vs ความอ้วน' : คอลัมน์ ทีวีสีรุ้ง โดย... สุนิสา สุขบุญสังข์)