
การสู้เฮือกสุดท้ายของช่องดิจิทัลความอยู่รอดก่อนล้มหายตายจาก
13 ส.ค. 2557
การสู้เฮือกสุดท้ายของช่องดิจิทัลความอยู่รอดก่อนล้มหายตายจาก : สกู๊ปทีวีดิจิทัล
หลังจากกสทช. เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาประมูลเพื่อเป็นเจ้าของสถานีดิจิทัล และแล้วเวลาผ่านไปเกือบๆ 5 เดือน แต่ว่ายังไม่มีความชัดเจนใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางกสทช. ให้คูปองในการแลกซื้อกล่องในราคา 690 บาท ซึ่งก่อนหน้าได้มีการทำประชาพิจารณ์ชี้ประเด็นราคาชัดว่าส่วนใหญ่มองไปที่ 1,000 บาท
ล่าสุดสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ระดมผู้ประกอบการช่องดิจิทัลทีวี เปิดแถลงการคัดค้านราคาคูปองแลกกล่องในราคา 690 บาทของทางกสทช. ระบุชัดไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของราคาเทคโนโลยีของกล่องที่รองรับความคมชัดเจนแบบเอชดี กับ ความต้องการของผู้บริโภค เชื่อกระทบผู้ชมที่ต้องควักเงินในกระเป๋าเพิ่มแน่นอน ส่งผลแผนเตรียมดิจิทัลทีวีเกิดพร้อมกันทั้งประเทศล่าช้าและล้มเหลว รวมถึงผู้ประกอบการกระอักเลือดขาดทุนยับเตรียมรวมตัวบอยคอตชะลอการจ่ายค่าโครงการ และค่าประมูลช่องรายการกับทาง กสทช.
โดย จำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ได้ชี้แจงว่า “ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางกสทช. บอกว่าจะแจกคูปองตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะนี้เรื่องคูปองยังเงียบเพราะความคิดเห็นของ กสทช.ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ผู้รับเคราะห์คือผู้ประกอบการอย่างเราๆ ก็อยากจะวิงวอนที่จะให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อที่จะช่วยกันผลักดันให้เราประกอบกิจการกันไปได้ ไม่ล้มหายตายจากกันไปเสียก่อน เพราะงานชิ้นนี้ถือเป็นมาสเตอร์พีซของเทคโนโลยีในประเทศนี้ นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะออกมาเคลื่อนไหว เพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนให้มากที่สุดเราจำเป็นต้องทำ คนอาจจะพูดว่าจะออกมาทำไม ยิ่งทำนี้ยิ่งได้แจกช้า ช้าดีกว่าไม่ถึง ช้าดีกว่าไม่ใช่ ถามว่าเงินห้าหมื่นกว่าล้านเป็นงบประมาณไม่ใช่น้อยๆ แต่ที่ทำออกไปแล้วเกิดการทุจริต เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวครั้งสุดท้าย จะไปอยู่ที่ คสช. ซึ่งจะเป็นผู้พิจารณา ทางคสชคงจะหันมาฟังบ้างว่าพวกเรามีปัญหาอะไร นอกจากเรื่องของกล่องยังมีการได้เรียนเชิญทั้งผู้ผลิตกล่อง รวมไปถึงสมาคมมีเดียเอเยนซีและโฆษณามาพูดคุยในวันนี้”
ทาง ประวิทย์ ชัยสิริสัมพันธ์ บจก.ลีโอเทคโนโลยี แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตกล่องดิจิทัลทีวี ได้เปิดเผยว่า กล่องราคาเพียง 690 บาทนั้นต่ำกว่าทุนอย่างมาก
"ในฐานะที่เป็นบริษัทหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายกล่องดิจิทัลทีวี ที่ผ่านมาอยู่ในราคาพันต้นๆ ขึ้นไป แต่ที่ได้รับข้อมูล 690 บาทจากสทช. คงต้องบอกว่าในราคานี้ยังไม่ครอบคลุมในเรื่องของต้นทุนเสียด้วยซ้ำ อีกอย่างเนื่องจากเป็นกล่องเอชดี และมีฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ แต่ที่มองไปว่า 1,000 บาท มีความเป็นไปได้ มากที่สุด และคงต้องบอกว่าในราคา 690 บาทนี้ยังไม่รวมเสาและสายอากาศราคาแตกต่างออกไป ดังนั้นถ้าหากสามารถขยับคูปองขึ้น กล่องขึ้นมาได้ ในฐานะของผู้ประกอบการคิดว่าสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนถ่ายจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิทัลได้เร็วขึ้น โดยกล่องทุกกล่องต้องรองรับระบบเอชดี ในราคา 690 บาทตามที่กสทชกำหนดไว้ อย่างไรต้นทุนก็ไม่ครอบคลุมอยู่ดี"
ทั้งนี้ในเรื่องของราคากล่องยังไม่ข้อถกเถียงมากมาย เนื่องจากกสทช. อ้างจาก สตง.อ้างว่า ต้นทุนของกล่องซันบ็อกซ์เพียง 480 บาท ดังนั้นราคากล้องไม่ควรเกินกว่า 690 บาท ดังนั้นสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จึงได้เชิญ องอาจ สิงห์ลำพอง ผู้บริหารช่อง 8 มาชี้แจง ทั้งๆ ที่จริง แล้วทางอาร์เอสเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มของทางเอชดี
โ
โดยผู้บริหารช่อง 8 แจงว่า "ราคา 480 บาท ซึ่งจริงๆ อาร์เอสได้ช่องเอสดี สำหรับราคา 480 บาท สืบเนื่องมาจากบอลโลก ในมุมของเรากล่องนี้สามารถดูได้ในสเปกมาตรฐาน แต่ไม่สามารถรับชมในระบบไฮเดฟได้ ซึ่งหากถ้าจะให้เราออกอากาศในระบบไฮเดฟ ราคา 480 บาทก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ผมมองว่า 1,000 บาทหากต้องซื้อเสาทุกอย่างก็ต้องเพิ่มขึ้นและดูเป็นภาระของผู้บริโภคอีกต่อไป"
ทางด้านของ วรรณี รัตนพล สมาคมมีเดียเอเยนซี เผยถึงผลกระทบในครั้งนี้ว่า "ปัญหาหลักๆ คือ เอเยนซีซื้อคนดู คูปองเป็นจุดหนึ่งที่จะทำให้เปลี่ยนคนดูจากอนาล็อกมาเป็นดิจิทัลได้ แต่ถ้าคูปองแจกช้า การเปลี่ยนก็จะช้าลง เราไม่ขอแตะเรื่องของราคา เพราะคงต้องให้สู้กันไป การขยายโครงข่ายเป็นอีกจุดหนึ่ง เท่าที่ดูมันยังช้า สรุปง่ายๆ การเข้าถึงประชาชนยังช้า ถ้าเข้าถึงได้คนต้องดู ดังนั้นรายการต้องน่าสนใจ ถึงแม้วันนี้คูปองยังไม่แจก แต่ก็มีคนดูเพียงแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยมาก อยากให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะกสทช. กระจายการแพร่ภาพให้เร็วที่สุด โดยส่วนใหญ่ผู้บรโภค ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จะรอคูปอง และถ้าได้คูปองแล้วต้องจ่ายเพิ่มอีก"
อ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า "ผลกระทบทางอ้อมกับทางโฆษณา ทุกๆ นักการตลาด ที่ลงทุนไปนั้น เขาจะต้องดูว่าคุ้มค่ามันสำคัญ เรตติ้งสำคัญ เชื่อว่าผู้ประกอบการต้องทำคอนเทนท์ให้ดี แต่ผลกระทบโดยตรงเป็นเรื่องของราคา 690 บาท เป็นผลกับประชาชนว่าต้องจ่ายเพิ่ม เพราะค่าใช้จ่ายมากกว่า 690 บาท เพราะในประชาพิจารณ์ยอมรับว่าคนดูยอมรับในราคา 1,000 บาท โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม"
ปิดท้ายการแถลงคัดค้านครั้งนี้ โดย เขมทัตต์ พลเดช ผู้บริหาร จากช่อง PPTV ได้เผยต่อว่า “ที่ประมวลมาผมมองว่าปัญหามีเกิดขึ้นอยู่ 4 ประเด็น ประเด็นแรกฝากไปถึง กสทช.ในเรื่องบริบทกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ เขาบอกว่ามีแค่กำกับดูแล สนับสนุนส่งเสริมได้ด้วยหรือไม่ ที่เราเข้ามาในฐานะผู้ประกอบการ 24 ช่อง ตามกฎหมายเขาบอกว่าจะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม กฎข้อนี้แค่ข้อแรกไม่รู้ว่าคุณสอบตกหรือสอบผ่าน ข้อที่สองวิธีการทำงานของกสทช. กับผู้ประกอบการ 24 ช่อง เสมือนอยู่คนละด้าน ไม่ได้มีการปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งจริงๆ แล้วทั่วโลกที่เขาเปลี่ยนผ่านจะต้องมาทำงานร่วมกันว่าแผนงานต่างๆ จะทำร่วมกันยังไง เขาใช้เวลาหนึ่งถึงสามปี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า กสทช. ไม่ใส่ใจ สนใจ ผมไม่แน่ใจว่าท่านไม่จริงใจด้วยหรือเปล่า”



