
'เช็ค'เดินทางตามรอยสู่'พม่า-ปานแซด'
11 ส.ค. 2557
สกู๊ปบันเทิง : หอมกลิ่นอายเส้นทางมิตรภาพ 'เช็ค' เดินทางตามรอยสู่ 'พม่า-ปานแซด'
มิงกาลาบา แปลว่า "สวัสดี" ทักทายกันเป็นภาษาพม่า เหตุมาจากครั้งนี้ "บันเทิงคมชัดลึก" ได้รับเชิญให้ไปร่วม ตามรอยเสือ(ภูเขา)มิตรภาพ และศรัทธาสู่พม่า-ปานแซด นำทีมครั้งนี้โดย "เช็ค" สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ พิธีกรรายการ "ฅนค้นคน" และคนต้นเรื่องอย่าง วัชระ หลิ่วพงศ์สวัสดิ์ โดยครั้งนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่พาผู้โชคดีอีก 5 คน จากการร่วมแสดงความคิดเห็นสะสมคะแนน และทำการคัดเลือกจนได้ 5 คนสุดท้ายเพื่อตามรอยกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้
เมื่อถึงเวลานัดหมายทุกคนมาพร้อมกันที่สนามบินดอนเมือง เพื่อมุ่งหน้าตรงสู่สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งเวลาในพม่าจะช้ากว่าเมืองไทย 30 นาที โดยคณะลูกทัวร์มาถึงเวลา 12.00 น. ซึ่งตรงกับเวลาที่กระเพาะและน้ำย่อยทำงาน มื้อแรกพิธีกรหลักอย่าง "เช็ค" พาไปลิ้มลองทานอาหารไทยจากแม่ครัวคนไทย ที่ร้านต้มยำกุ้ง และพระเอกของมื้อนี้หนีไม่พ้น เมนูกุ้งพม่าย่าง กุ้งตัวโต๊โต สุกกำลังดี พร้อมเสิร์ฟ รับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซบ เรียกว่าทำให้คณะเดินทางสุดฟินและอิ่มท้องกันเลยทีเดียว
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับกุ้งตัวโตอยู่นั้น "วัชระ" คนต้นเรื่องพูดเปรยขึ้นว่า "ทานกันให้อร่อยนะ หลังจากมื้อนี้ไปจะเจอแต่อาหารพื้นเมือง" พอสิ้นคำพูด ทั้งหมดหันไปมองหน้าของ "เช็ค" ที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม เอ๊ะ! ยิ้มนี้มีนัยหรือไม่ คงต้องตามไปดูกัน
จากนั้นเคลื่อนขบวนตามรอยเสือภูเขากันต่อด้วยการเยี่ยมชม วัดโพธิตาต่อง แปลว่า ต้นโพธิ์ 1,000 ต้น ทุกคนสักการะพระยืนองค์ใหญ่สูงประมาณ 800 ฟุต ด้วยดอกไม้ชื่อมงคลอย่าง ใบชัยชนะ และดอกบุนนาค ซึ่งมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เข้ากับบรรยากาศยามเย็น ทั้งนี้ตลอดการชมวัด เช็คยังรับอาสาเป็นช่างภาพให้เหล่าผู้โชคดี นับเป็นอีกหนึ่งมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง ทุกอย่างแลกด้วยใจและตอบแทนกลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น
"หากใครสนใจซื้อทานาคาแนะนำว่าให้ซื้อที่นี่เลย เนื่องจากว่าเป็นแหล่งและมีราคาถูก" เช็คเอ่ยปากให้ทุกคนรับทราบข้อมูล ก่อนจะเดินทางออกจากที่นี่ เมื่อถึงยามเย็นทุกคนได้ลิ้มลองอาหารพื้นบ้านของพม่า ถึงแม้รสชาติอาหารจะไม่จัดจ้าน อย่างบ้านเราแต่ก็เรียกว่าอร่อยแบบบ้านเขา เทคนิคการกินอาหารของพม่า พออิ่มเรียบร้อยให้ทานน้ำตาลก้อน ซึ่งทำมาจากน้ำตาลสด เพื่อล้างความมันจากอาหาร เนื่องจากอาหารพม่าค่อนข้างมันและเลี่ยนนั่นเอง
เริ่มต้นเช้าวันใหม่ทุกคนพร้อมเพรียงกันในเวลา 07.30 น.โดยประมาณ เพื่อเคลื่อนขบวนเดินทางสู่หมู่บ้านปานแซด ซึ่งเช็คบอกเล่าเรื่องราวคราวก่อนไว้ว่า "หมู่บ้านนี้มีความเชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่คนไทยสมัยอยุธยา 2 คนพี่น้องมาสร้างไว้ ดังนั้นชาวบ้านที่นี่ก็จะเชื่อว่าพวกเขาคือคนไทยด้วย"
สำหรับการเดินทางไปยังหมู่บ้านปานแซดนั้นต้องอาศัยพาหนะ ที่ใช้เป็นเรือยาวขนาดใหญ่ คล้ายๆเรือด่วนเจ้าพระยาบ้านเรา โดยใช้เวลาราวๆ 6 -7 ชั่วโมง ถึงจุดหมายปลายทางปานแซด การเดินทางด้วยเรือครั้งนี้ถึงแม้จะยาวนานไปนิด แต่ต้องบอกว่าคุ้มค่า เพราะนอกเหนือจากการได้ชมธรรมชาติสองฝั่งของแม่น้ำชินดวิน ซึ่งปกคลุมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ใหญ่ ยังได้ซึมซับถึงวิถีชีวิตของคนที่นี่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ผูกพันกับสายน้ำ ยามเรือลอยผ่าน ชาวบ้านต่างโบกมือทักทาย รอยยิ้มและมิตรภาพเกิดขึ้นเรื่อยๆ เสมอ อีกทั้งยังได้เห็นวัดน้อยใหญ่ ให้เห็นอยู่ตามสองฝั่งของแม่น้ำ
ระหว่างเดินทางมีสายฝนโปรยปรายมาช่วงสั้นๆ ช่วยลดอุณภูมิที่ร้อนอบอ้าวลงได้บ้าง ระหว่างนั้นจะเห็นเช็คและวัชระ คนต้นเรื่อง ล้อมวงพูดคุยกับ 5 ท่านผู้โชคดี วงสนทนาส่วนใหญ่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางเสือภูเขาเมื่อครั้งที่ผ่านมา หรือไม่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องราวต่างๆ
สนทนากับไปเรื่อย กระทั่งเรือได้เทียบท่าหมู่บ้านหนึ่ง เพื่อแวะทานอาหารกันบนเรือ อาหารจากฝีมือของแม่ค้าชาวพม่าที่พร้อมใจนำเสนอเมนูต่างๆ ด้วยความที่อากาศค่อนข้างอบอ้าว ทำให้คณะเดินทางอยากจิบน้ำอัดลมให้ชื่นใจ ซึ่งทางเช็คบอกว่า "ที่นี่ไฟฟ้าเข้ามาไม่ถึง เพราะฉะนั้นน้ำเย็นๆ หรือน้ำแข็งก็จะไม่มีขาย"
เมื่ออิ่มท้องก็เดินทางกันต่อ เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายของวันนี้ คือปานแซด ทันทีที่ถึงหมู่บ้าน ทางคณะทีมงานโดยเฉพาะเช็คและวัชระ ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวบ้าน ตามประสาคนคุ้นเคย เพราะพวกเขาเคยเจอกันมาแล้วคราวก่อน
และวัดในหมู่บ้านปานแซดนี่เองที่เช็คเล่าให้ฟังว่า "ในวัดแห่งนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปสองพี่น้อง โดยมีความเชื่อว่าสร้างโดยพี่น้องคนไทยสมัยอยุธยา มาเป็นพระจำวัดแห่งนี้ นอกเหนือจากนี้ที่วัดปานแซด ยังมีประเพณีสงกรานต์เหมือนคนไทยอีกด้วย เพราะพวกเขาเชื่อว่า เขาสืบเชื้อสายมาจากคนไทยสมัยอยุธยา"
เยี่ยมชมและสักการะพระเรียบร้อย เช็คและทีมงานพาชาวคณะเดินไปต่อเพื่อเยี่ยมชมเจดีย์กงพญาและเจดีย์กลางน้ำ ปิดท้ายกิจกรรมเสริมสร้างมิตรภาพด้วยการนำของแจกมาฝากชาวบ้าน เชื่อว่ารอยยิ้มและมิตรภาพจะยังติดตรึงพวกเขาและพวกเราไปอีกนาน
ถึงเวลาที่ต้องเอ่ยคำลา "ตาตา" ลาก่อน ไว้เจอกันใหม่นะ มิตรภาพที่สวยงาม



