บันเทิง

เล่นหูเล่นตา : ยึดติด

เล่นหูเล่นตา : ยึดติด

11 ส.ค. 2557

เล่นหูเล่นตา : ยึดติด : บายไลน์...เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
                      “ถ้าเรารู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมา ดูให้ดีเถอะว่า… ได้ไปยึดอะไรเข้าให้แล้ว” พุทธทาสภิกขุ
 
                      ฉัน… คนที่ทำบุญแต่ไม่ค่อยเข้าวัดเข้าวา ไม่สวดคาถาชินบัญชร ไม่ใฝ่ในเรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่ค่อยสนใจใคร่ดูดวง แต่ฉันศึกษาธรรมะจากข้อความดีๆ ใน IG จากกัลยาณมิตรที่ไม่ค่อยได้พูดคุยติดต่อกันโดยตรง เช่น อุ๋ย บุดด้า เบลส (guioui) และ ปาน ธนพร (parnthanaporn) ฉันไม่รู้ว่าเพื่อนรุ่นน้องเหล่านี้ไปทำอะไรหรือไปเจออะไรในแต่ละวัน นั่นไม่สำคัญเท่ากับเขาคิดอะไรอยู่และสิ่งที่เขาคิดและทำมีประโยชน์ต่อผู้คนรอบข้างแค่ไหน… ในโลกของ IG เหมือนช่องทางโปรโมทส่วนตัวของแต่ละคน โปรโมทตั้งแต่สินค้าไปยันอารมณ์
 
                      ฉันแยกประเภท IG ในใจด้วยสติปัญญาโง่ๆ ของฉันออกเป็น 2 ประเภท คือ “เปลือก” และ “แก่น” … “เปลือก” ที่แสดงถึงระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม รสนิยมความชอบและหลงใหลในสิ่งต่างๆ ซึ่งมีมากมายเหลือเกินเกินกว่าจะไปใส่ใจ สิ่งที่ฉันสนใจคือ “แก่น” นั่นคือความคิดและจิตใจ ตลอดจนทัศนคติมุมมองต่างๆ ของคนคนนั้น ที่แสดงออกผ่านภาพและข้อความที่โพสต์ขึ้นในแต่ละครั้ง ถ้ามันช่วยขัดเกลาจิตใจเรามันก็ดีไป ถ้ามันช่วยเพิ่มความรัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา อยากดีอยากเด่น นั่นก็คงต้องมองผ่านๆ
 
                      วันๆ อารมณ์ดีดขึ้นลงตามฮอร์โมนใกล้หมดนั่นก็ยากแก่การควบคุมแล้ว ยังจะต้องให้แกว่งตามอารมณ์ของคนอื่นอีกอันนี้ก็ไม่ไหวนะคะคุณตำรวจ! เมนส์มาแต่ละทีดีใจยังกับแอบไปมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและไม่ท้อง ดีใจทุกครั้งที่ยังมีเมนส์ ลุ้นยิ่งกว่าวันหวยออก! เพราะในกลุ่มเพื่อนสนิทของฉันก็หมดเมนส์กันไปทีละคน เฮ้อ! ตอนสาวๆ เพื่อนตกจากคานแต่งงานกันไปปล่อยให้เราลุ้นอยู่ว่า “เมื่อไหร่จะตากูสักที”
 
                      พอตอนนี้แก่ตัวลงมาลุ้นเรื่องเมนส์หมดก็ได้แต่บ่นว่า “อย่าเพิ่งตากูเลย ขอต่ออีกสักปี 2 ปีเถ้อะ!! ” … พอฮอร์โมนเริ่มจะหมดก็ต้องใช้สอยอย่างประหยัด จะมาใช้อารมณ์ฟุ่มเฟือยก็เกรงจะกระทบปริมาณฮอร์โมน การทำใจให้สงบจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับฉัน
 
                      สิ่งที่ฉันต้องระวังคือ อย่าไปวุ่นวายกับผู้คนให้มากนัก อย่าไปแข่งดีแข่งเด่น อย่าอยากเป็นอยากได้ให้มันมากนัก อะไรปล่อยวางได้ก็ปล่อย ปล่อยไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน!
 
                      ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดการสะสมปัญหาคาใจอย่างที่เคยเป็น นอนหลับไปพร้อมกับความคิดโง่ๆ ที่ยังแก้ไม่ได้ ตื่นมาเข้าส้วมนั่งขี้แล้วคิดต่อ อาบน้ำถูสบู่ก็ยังคิด ผ่านไป 2-3 วันก็ยังไม่ไปไหน หาทางออกไม่ได้ก็เพราะเราหมกมุ่นครุ่นคิดจนเกินไป ผสมกับความรู้สึกเอาแต่ใจที่มีอยู่แล้ว คิดไปคิดมาก็ยังเข้าข้างตัวเองอยู่ดี เอาตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่ดี เรื่องมันคงจะไม่จบลงง่ายๆ หรอกค่ะคู้น จนกว่าเราจะเริ่มมองหาความผิดที่ตัวเราเองให้เจอก่อน หลายครั้งที่ปัญหาต่างๆ มันเกิดขึ้นเพราะเรา แต่เราดันไปเพ่งเล็งคนอื่นแทนที่จะกลับมาเพ่งเล็งตัวเองว่าทำผิดทำพลาดตรงไหน
 
                      ที่สำคัญเราบังคับคนอื่นไม่ได้ เราแก้ไขอะไรในตัวคนอื่นไม่ได้ นอกจากตัวเราเอง จะอยู่ต่อก็ต้องหาวิธีผ่อนปรน ประนีประนอม แต่ถ้าไม่อยู่ต่อก็แค่เดินจากไป แต่ปัญหามันก็ไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี บางทีการยอมก็เป็นการท้าทายความอ่อนน้อมและการปรับตัวของเรา ในหนังจีนกล่าวว่า จงทำตัวเหมือนน้ำ น้ำไม่ได้เอาชนะก้อนหินด้วยความรุนแรง แต่มันเอาชนะก้อนหินได้ด้วยความอ่อนโยน ที่สุดแล้วหินก็กร่อนเพราะกระแสน้ำ เพียงแต่มันต้องอาศัยความอดทนและเวลา…
 
                      ทุกครั้งที่ฉันมีปัญหา สิ่งแรกที่ทำคือ “ด่า” ให้ลูกน้อง (นุชนาฎและสีเกด) ฟัง ตามด้วยพี่สาวที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่สุด และหลาน ฉันใช้วิธีเล่าซ้ำไปซ้ำมาเพื่อชะลอความแรงของอารมณ์ จากนั้นสาระของเรื่องจะตกตะกอนให้นอนคิดอยู่ 2-3 วัน คิดในมุมเราและกลับไปคิดในมุมของอีกฝ่าย ถ้าในใจยังคงมีพื้นฐานของความเมตตาเราจะมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ เห็นอกเห็นใจหรือปล่อยมันไปโดยไม่โกรธแค้นหรืออาฆาต …
 
                      ฉันไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่า “ปล่อยวาง” รึเปล่า? แต่มันทำให้ฉันไม่ยึดติดกับปัญหาหรือคนคนนั้นอีกต่อไป ให้สมกับที่ฉันอธิษฐานก่อนนอนทุกวันว่า … “ขอคุณความดีจงสถิตในใจลูกช้างตลอดไป...” เมื่อคุณความดีถูกท้าทายด้วยความโกรธ หรือความหลง ถ้ามันแข็งแรงและมีอยู่ในใจก่อนแล้ว มันจะทำหน้าที่ของมันในเวลาที่เหมาะที่ควร เราเองก็ต้องไม่ปิดกั้นความดีนั้น ด้วยทิฐิหรืออารมณ์ มันจึงจะทำหน้าที่ได้เต็มที่ … เวลามีปัญหาหรือเครียดในเรื่องต่างๆ ฉันจะไม่ไปหาหมอ ทั้งหมออายุรกรรมและหมอดู (เพราะหมอคงเอาไม่อยู่!) ฉันว่าในความคิดและจิตใจอันซับซ้อนของมนุษย์ มันมีกลไกในการป้องกันตัวโดยธรรมชาติเพื่อให้เราอยู่รอดได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเราใช้ร่วมกันกับธรรมะ ซึ่งเป็นคู่มือในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เราก็ไม่ต้องใช้ยาช่วยระงับประสาท (ในระดับฉันแล้วยาอะไรก็เอาไม่อยู่แล้วมั้ยคะคุณ!)
 
                      ทุกๆ สิ่งที่ผิดปกติซึ่งเกิดขึ้นกับผู้คนในสมัยนี้ คนชอบบอกว่ามันเป็น “โรค” คนอ้วนเห็นมาตลอดชีวิตก็บอกว่า “โรคอ้วน” มันไม่มีหรอกโรคอ้วนน่ะ มันมีแต่ “โรคแดรกไม่หยุด” มั้ยคะคุณ? คนเครียดนอนไม่หลับ เหงา เศร้า รัก ก็บอกว่าเป็น “โรคซึมเศร้า” เอ่อ...กรูจะบ้าตั้งแต่บอกว่ามันเป็น “โรค” แล้วล่ะค่า! ก็อย่าเพิ่งไปตีโพยตีพายกันไป หยุดคิดไม่ใช่ย้ำคิด! ปล่อยวางสักพักแล้วค่อยๆ หาทางออก ตราบเท่าที่เรายังมีความหวังและใจยังสู้ เราจะต้องผ่านมันไปได้ ขอแค่ยังมีลมหายใจอยู่ก็พอ…
 
                      ที่เขียนมาตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงตรงนี้ มันเป็นประสบการณ์และความคิดในภาวะปกติ ฉันจึงเขียนได้ แต่พอเจอปัญหาเข้าจริงๆ ขอสารภาพว่าก็จะกลับไปสติแตก ประสาทจะแดกอยู่ในตอนที่ต้องปะทะกับสิ่งนั้นอย่างจังอย่างซึ่งหน้า แต่สิ่งที่พัฒนาไปก็คือ ความโมโหและการวีนของฉันจะถูกจำกัดแค่อยู่ในหัว ไม่ออกมาเป็นคำพูดหรือการกระทำ เพราะฉันรู้ว่าหลังจากนี้ไปสัก 1 ชั่วโมง สภาพจิตใจจะกลับสู่ภาวะปกติ และถ้าทำอะไรออกไปตรงๆ ตัวฉันเองจะต้องกลับมาเช็ดขี้เช็ดฉี่ตัวเองที่โปรยปรายกะเรี่ยกะราดไปตามที่ต่างๆ ในยามอารมณ์ขึ้น
 
                      ที่สุดก็คือ “รู้สึกผิด!” และบอกกับตัวเองว่า “กรูไม่น่าเล้ย!” ต่อให้ตามไปขอโทษใครต่อใคร แต่ภาพและเสียงมันติดอยู่ในใจแล้ว ถึงจะไม่ถือสาแต่เราก็กลายเป็นคนที่น่ากลัว ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วยเพราะทำไประวังตัวไปคงไม่มีใครมีความสุข… ดังนั้นตั้งสติให้ดีก่อนสตาร์ทอารมณ์นะคุณ
 
                      มนุษย์เราเกิดมาเพื่อค้นหาตัวตนและต่อสู้กับปัญหา (อุปสรรค) ต่างๆ ตราบจนวันตาย มันคือธรรมดาของชีวิต ที่มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป เราต้องคอยทำสุขและทุกข์ให้สมดุลย์กันอย่างมีสติ สุขก็อย่ามากไป ทุกข์ก็อย่ามากไป… ในยามสุขของมนุษย์เหตุแห่งสุขนั้นคล้ายกัน แต่ในยามทุกข์เหตุของทุกข์กลับต่างกันไปคนละแบบคนละเหตุผล แต่ “แก่น” ของทุกข์นั้นมีแค่ … “เราไปยึดติดกับอะไรสักอย่าง” (อย่างที่พระท่านว่าไว้) บางคน “ยึดติดกับตัวเอง” (เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง) ส่วนบางคนก็จะยึดเอา “สิ่งนั้น” มาไว้กับตัวเอง ถ้าหาเจอแล้วว่าอะไรก็ปล่อยวางเสีย… ความสุขก็จะกลับคืนมาอย่างง่ายๆ … สาธุ!