บันเทิง

ขบคิดขีดเขียน:'กฎของการชื่นชม'

ขบคิดขีดเขียน:'กฎของการชื่นชม'

22 ก.ค. 2557

'กฎของการชื่นชม' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ

 
 
          ในที่สุด ละครชุด The Rising Sun ก็ได้ออกอากาศไปเป็นที่เรียบร้อย ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกคำชมและที่สำคัญ ทุกคำติ ด้วยค่ะ 
 
          จริงๆ ตั้งแต่เริ่มตัดสินใจทำละครเรื่องนี้ ก็มีคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก ไม่ว่าจะในทางดีหรือไม่ดี แต่มีอยู่หนึ่งเรื่องที่เราโดนกันมาตลอด นั่นก็คือ... “ทำไมต้องไปทำละครญี่ปุ่น ทำไมไม่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย แทนที่จะทำละครไทยให้ประเทศอื่นเขาเอาไปฉาย ดั๊นมาทำละครชาติอื่นอยู่ได้!!!”
 
          ยอมรับนะคะว่า ได้ยินมาครั้งแรกๆ ก็แอบสะดุ้งนิดหนึ่ง ว่า การที่เราทำละครที่เรื่องมันเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นนี่มันสามารถตีความไปได้ไกล ประหนึ่งว่าไม่รักชาติขนาดนั้นเลยเชียวหรือ...
 
          หันกลับมามองละครที่ตัวเองทำ เอ๊ะ นี่มันก็ละครไทยชัดๆ จากทีมงานทั้งหมดเกือบสี่สิบชีวิต มีทีมงานญี่ปุ่นอยู่คนเดียว (ไม่รวมตอนที่ไปถ่ายที่ประเทศญี่ปุ่นนะ) ดูละครจากจอมอนิเตอร์ก็พูดภาษาไทย ดารานักแสดงก็หน้าตาไท้ยไทย ถ้าจะส่งออกกันไปไหนก็คงต้องปะหน้าไปว่า นี่คือ “ละครจากประเทศไทย” เราเพียงแค่เปลี่ยนโลเกชั่น เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้มันมีหน้าตาแปลกๆ ไปบ้างก็เท่านั้นเอง ในฐานะของคนสร้างสรรคืงาน หญิงยศมองหาวัตถุดิบและแรงบันดาลใจใหม่ๆ เสมอ การได้ทำละครที่ฉีกออกไป แตกต่างออกไป มันก็เป็นการเปิดโลกใหม่ให้กว้างขึ้น การยกกองถ่ายละครไปถ่ายทำที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบเดือนก็เหมือนการได้เรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และเราก็ได้เรียนรู้ว่า มีหนังต่างประเทศมาถ่ายทำที่เมืองไทยกันไม่น้อยเลยทีเดียว...
 
          อ้าว แล้วมันหายไปไหนหมด??? ทำไมคนไทยไม่เคยได้ดู เวลาที่คนชาติอื่นเขามาทำงานเกี่ยวกับประเทศไทยล่ะ ??? ไหนล่ะ การส่งออกวัฒนธรรมของเรา???
คำตอบก็คือ... เราไม่ดูไงคะ เพราะพอเขามาแตะเรื่องในด้านมืดของเรานิดเดียว เราก็เหมือนโดนสะกิดแผล “ไม่จริง ประเทศฉันไม่มีโสเภณี ไม่มีเรื่องพรรค์นี้ เหลวไหล ไม่จริงหรอก” จบข่าว ถ้าไม่โดนแบนจนไม่ได้ฉายในประเทศไทย ก็โดนโจมตีไปจนขายไม่ได้ แต่พอหนังไทยพยายามทำหนังดีๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยออกมา เป็นไงคะ เงียบฉี่เชียว!! “ไม่ดูหรอก มันเอิ๊งเอย ดูหนังรถแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ดีกว่า” เอ๊า... เอาเข้าไป
 
          หรือบางทีพอละครทีวีหรือละครเวทีอยากจะทำอะไรที่สื่อถึงศิลปะของไทย อยากเอามาประยุกต์ให้ขายได้ อยากลองเอามาตีความให้เป็นกลาง เข้าใจได้ ย่อยง่ายๆ ก็จะได้รับจดหมายจากกรมนั้น กระทรวงนี้ ต่อว่ามาทันทีว่าสิ่งเหล่านี้เป็นศิลปะของชาติ ไม่ควรนำมาตีความใหม่ ไม่ควรแตะต้อง พวกแกมันมือสกปรก ไป๊!! ชิ้ว!! ไปไป๊!! น่านไง.. สุดท้ายก็วางของไทยกลับไว้บนหิ้ง แล้วก็ต้องไปเล่าเรื่องของชาติอื่น ประเทศอื่น เพราะเขาไม่ว่า โรมิโอกับจูเลียตนี่โดนเอามาตีความใหม่กันไม่รู้กี่ครั้ง ประวัติศาสตร์ทั้งหลายของทางยุโรปหรืออเมริกา เขาก็เอามาสร้างหนังกันโครมๆ เป็นหนังชีวิตบ้าง บิดไปเป็นตลกบ้าง เขาก็หัวเราะขำกันดี แถมขายได้ทั่วโลก คนไทยเรายังข้ามหนังไทยไปซื้อตั๋วของเขาดูเลย ก็เห็นว่าขำกันดี แต่อย่านะ อย่ามาแตะอะไรที่เป็นของไทย มันซีเรียส มันเครียด มันไม่ขำ…
 
          ก็ถ้ายังเป็นอย่างนั้น เราก็คงต้องเสพวัฒนธรรมอื่นกันต่อไป...
 
          แต่ลองคิดดูง่ายๆ ลองกลับกันดูบ้าง ถ้าวันหนึ่ง เราเกิดฟลุก สามารถทำหนังหรือละครที่เอาศิลปวัฒนธรรมไทยมาตีความได้ และสามารถส่งออกไปได้ทั่วโลก แต่ดันไปเจอกลุ่มคนที่อาจจะใจไม่กว้าง เอาแต่นั่งกอดอก หน้าบึ้ง แล้วพูดซ้ำๆ อยู่แค่ว่า .. “ทำไมต้องไปดูของคนไทยด้วย ทำไมไม่รักชาติ ไม่ดูแต่ของชาติตัวเอง” ถ้าไปเจอแบบนั้น เราก็คงไม่สนุก และคงคิดในใจว่า ทำไมใจแคบจัง.... นั่นแหละค่ะ มันเรื่องเดียวกันทั้งนั้น การที่เราชื่นชมและหวงแหนสิ่งที่เป็นสมบัติของชาติเรานั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องปิดหูปิดตา ไม่รับรู้ความเป็นไปใดๆ ในโลกนี้ สิ่งสวยงามในบ้านเรามี บ้านเมืองคนอื่นเขาก็มีเหมือนกัน เราน่าจะ
          รู้จักชื่นชมสิ่งดีที่เป็นทั้งของเขาและของเราได้ โดยไม่ต้องมาตั้งแง่...
 
          ถ้าเราไม่เคยชื่นชมคนอื่น แล้วจะไปหวังให้คนอื่นมาชื่นชมเราได้... อย่างไรกัน
 
.......................................
(หมายเหตุ 'กฎของการชื่นชม' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)