
มองนอกดูใน - ชีวิตขาดธรรมะเหมือนสระขาดน้ำ
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปร่วมงาน "การประชุมสัมมนาพระธรรมทูตไทยสายต่างประเทศ" ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี ณ วัดไทยกรุงวอชิงตั
โดยผลลัพธ์จากการประชุมสัมมนา คือ "ปฏิญญากรุงวอชิงตัน ดีซี" ที่คณะสงฆ์ได้มีมติยืนยันรับรองและเห็นชอบร่วมกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมพระธรรมทูต ที่มีหลักสูตรการฝึกอบรมที่มาตรฐาน เป็นระบบ พร้อมกันนั้นที่ประชุมยังเห็นชอบที่จะให้จัดตั้งสมัชชาหรือสหภาพพระธรรมทูตขึ้น เพื่อพัฒนาองค์กรของพระธรรมทูต โดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงพระธรรมทูตที่ออกไปปฏิบัติศาสนกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านพระธรรมทูตให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อนำมาสนับสนุนงานด้านการเผยแผ่พุทธศาสนาของพระธรรมทูตไปพร้อมกัน
และในวันที่ข้าพเจ้าเดินทางไปถึง และได้กราบนมัสการ พระวิเทศธรรมรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท) นั้น ข้าพเจ้าได้ถวายหนังสือ "กรุณาแห่งหัวใจ" และนิตยสาร "สาวิกา...อริยะสร้างได้" แด่หลวงตา ซึ่งท่านก็ได้เมตตาพลิก นิตยสาร "สาวิกา...อริยะสร้างได้" ดูทั้งฉบับด้วยความสนใจ จากนั้นก็ได้ให้กำลังใจเสถียรธรรมสถาน ชุมชนแห่งธรรม ซึ่งนับเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ซึ่งหาที่สุดมิได้
“ศันสนีย์ แปลว่าคนรักธรรมะ คนรักธรรมะเป็นคนเจริญ เดี๋ยวนี้คนมีธรรมะน้อยลง น้อยลง ความเจริญจึงลดลงไปเรื่อยๆ...ทำอย่างไรจะรวมพลังคนรักธรรมะให้มากขึ้นเพื่อช่วยเหลือคน น่าสงสารคนขาดธรรมะ คนฟังธรรมะมาก แต่คนรักธรรมะลดน้อยลง ที่เสถียรธรรมสถานก็ยังดี ที่พยายามชวนคนให้รักธรรมะ เพราะคนรักธรรมะมากขึ้นเมื่อไหร่ สังคมก็ร่มเย็นเป็นสุขเมื่อนั้น...
“พุทธประสงค์ของพระพุทธองค์ คือ ธรรมวิหารี คือมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อาศัย พระพุทธองค์ตรัสว่าให้ทำธุระสองอย่าง คือ เมื่อมีชีวิตที่สงบเย็นแล้ว จงดำรงชีวิตเพื่อประโยชน์และความสุขของมหาชน เพราะฉะนั้นเราจึงควรจะเร่งทำประโยชน์ให้มากขึ้นเท่าที่จะมากได้ ให้สังคมส่วนใหญ่ได้รับความสุขจากงานของเรา…
“ชีวิตแบบเราต้องใช้ธรรมะ พระพุทธองค์ทรงสอนให้คนมีธรรมะ ทรงสอนให้ "ให้" ซึ่งจะทำให้เราอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้... “ให้ผูกมิตร ปิดศัตรู ที่สำคัญที่สุด คือ อย่าสร้างมิตรให้เป็นศัตรู...ไม่มีอะไรเหนือกว่าธรรมะ โดยเฉพาะสังคมปัจจุบันนี้ คนมีธรรมะอยู่ได้สบาย เขาวุ่นวายกัน เราไม่วุ่นวายกับเขา อยู่เป็นสุขจริงหนอ...
ทั้งนั่ง นอน ยืน เดิน พูดจา อยู่กิน คบค้าสมาคม คนที่มีพระธรรม มีหลักธรรมอยู่ในใจ ประเสริฐที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเหนือกว่าธรรมะ สังคมไทยขาดธรรมะ ชีวิตขาดธรรมะเหมือนสระขาดน้ำ จิตใจคนเหมือนขาดน้ำ แห้งแล้ง เมื่อเราขาดธรรมะ ความรักความเมตตาเกิดไม่ได้ ความรักเป็นพื้นฐานของความสามัคคี จะไปเรียกร้องอะไร พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารักตัวเอง เราก็ปลีกตัวไปสร้างเสถียรธรรมสถานขึ้นมา ถ้าไม่รักตัวเอง ไปกับเขา ก็ไปหมกกับเขา ก็เป็นเหยื่อของกิเลส เหมือนพระพุทธเจ้า...
พระองค์ทรงรักพระองค์เอง พระองค์จึงไม่หมกอยู่ในพระราชวัง แต่ออกแสวงหาโมกขธรรมดีกว่า แสวงหาสัจธรรมให้ตัวเองแล้วไปสอนคนอื่นทีหลัง ที่เราทำอยู่เรารักตนเองมาก เราก็แสวงหาความจริง พบแล้วก็มาบอกคนอื่นบ้าง ชีวิตอยู่ในธรรม เป็นชีวิตที่ประเสริฐแล้ว หากเราทำได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องให้ใครมาไหว้ เราไหว้ตัวเองได้ ทำไปจนไหว้ตัวเองได้ บูชาตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว ถ้ายังไหว้ตนเองไม่ได้ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบของความเป็นมนุษย์ ขออนุโมทนา ทำไป ไม่ทิ้งหน้าที่ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้...
“คนมีธรรมะอยู่กับใครก็ได้ เสมอกัน แม้แต่พระพุทธเจ้า...พระองค์ก็เสมอกัน คุยกับคนไหนก็ได้ ช่างหม้อ ช่างไหน กามนิตคุยกับพระพุทธเจ้ายังไม่รู้เลยว่าที่คุยอยู่คือพระพุทธเจ้า นี่คือพุทธะ...
“คนที่จะสมหวังได้ต้องเสียสละ ศันสนีย์ตั้งเสถียรธรรมสถานจนสำเร็จก็ต้องเสียสละ เสียสละทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด กำลังสติปัญญา ถ้าไม่เสียสละก็ไม่สมหวัง พระพุทธเจ้าไม่เสียสละราชสมบัติ...จะเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร พระองค์เสียสละทั้งหมด จึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ จะสมหวังได้ต้องเสียสละ จะชนะอะไรต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะไปเอาอะไรได้ ชนะวิกฤติเศรษฐกิจจะต้องมีปัญญา ไม่รู้เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจจะเอาชนะได้อย่างไร หลักธรรมทางศาสนากล่าวไว้ชัดเจนว่า แม้สิ้นทรัพย์...ผู้มีปัญญาก็ดำรงอยู่ได้ เรามีปัญญา ไม่มีทรัพย์ก็อยู่ได้ ถ้าไร้ปัญญานี้ มีทรัพย์นี้ก็อยู่ไม่ได้...
“ศรัทธาต้องมั่นคง ดำรงมั่นในศีล ละอายบาปเป็นอาจิณ บาปทั้งสิ้นต้องเกรงกลัว จะละชั่วต้องหมั่นฟัง จะสมหวังต้องเสียสละ จะชนะต้องมีปัญญา ใช้หลักนี้เป็นอริยทรัพย์ภายใน ปัญหาทุกอย่างแก้ด้วยปัญญา วิธีสร้างอริยะคือรักพระธรรม ถ้าไม่รักพระธรรมก็จะสร้างอริยะไม่ได้”
"ธรรมสวัสดี"
ขอเรียนเชิญท่านร่วมกุศลและแสดงมุทิตาจิต ในงานวางศิลาฤกษ์ "สถาบันสาวิกาสิกขาลัย" ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2552 เวลา 08.00-12.00 น. โดยได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในพิธี ณ มณฑลพิธี เสถียรรรมสถาน



