
Eat Play Life:บอลโลกก็มีด้านมืด
08 ก.ค. 2557
บอลโลกก็มีด้านมืด : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ผู้เขียน The Ball is Round บอกว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬา หรือการตลาด มันยังมีเรื่องของแนวคิดเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง การพบกันในอดีตของอิหร่านกับอเมริกาอาจจะผ่านไปด้วยดี
แต่ในปี 1982 บอลโลกที่สเปน คู่เยอรมันกับแอลจีเรียซึ่งอัปยศมาก ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบอลโลกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการลงเตะนัดสุดท้ายของรอบแรก จะต้องเป็นเวลาเดียวกัน ห้ามเตะก่อนหลังเป็นอันขาด
เรื่องของเรื่องที่เล่นเอาแอลจีเรียฮาไม่ออกก็คือ พวกเขาชนะเยอรมันไปแล้ว 2-1 และจ่อที่จะเข้ารอบ ขอแค่เยอรมันไปชนะออสเตรียสัก 3 ลูก โดยศักยภาพแล้ว นักเตะแห่งเมืองเบียร์ทำได้แน่นอน เพราะยิงนำตั้งแต่ครึ่งแรก 1-0
แต่กลายเป็นว่าเวลามากมายที่เหลือ ทั้งเยอรมันกับออสเตรีย กลับเขี่ยบอลไปมาและแสดงออกชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้มีการทำประตู พวกเขาต้องการรักษาสกอร์ 1-0 เพื่อเขี่ยแอลจีเรียตกรอบ
“มันคือด้านมืดของการเมือง” นักวิจารณ์บางคนบอกไว้
มีเรื่องทำนองนี้อยู่หลายครั้ง แต่แมทช์ที่เลวร้ายไม่แพ้กันก็คือ บอลโลกปี 1978 ที่เปรูปล่อยให้เจ้าภาพอาร์เจนติน่ายิงเอาๆ เพื่อเอาลูกได้เสียไปชนะบราซิล เพื่อเข้าชิง มีข่าวออกมาหลังนัดนั้นว่า
การเมืองของอาร์เจนไตน์กับเปรูต่อสายหากันเพื่อสกัดบราซิล โดยแลก benefit กันด้วยการค้า การยอมโดนยิงพรุนของเปรูเพื่อส่งเจ้าภาพฟ้าขาวเข้าชิง จึงเป็นอีกเรื่องอัปยศของบอลโลก
The Ball is Round ที่เขียนโดย David Goldblatt ระบุไว้ว่าแท้จริงแล้วนักเตะในสนามหลายคน ต่างมีแนวคิดทางการเมืองต่างกันมาก หลายคนไม่ไปแข่งขันในประเทศเจ้าภาพที่มีความเป็นเผด็จการ เช่น โยฮัน ครัฟฟ์ ไม่ไปแข่งที่บอลโลกอาร์เจนตินา 1978 เพราะเรื่องการเมือง
การแสดงท่าทางเชิงสัญญะในสนามช่วงยุค 50-60’s มักบ่งบอกถึงเรื่องการเมืองมากกว่าทุกเรื่อง รูปแบบหนึ่งคือการใส่เสื้อที่มีข้อความต่อต้าน และโชว์มันเมื่อทำประตู (ข้อความนั้นมักสอดคล้องไปกับป้ายแบนเนอร์ในสนาม ซึ่งนักเตะรู้อยู่แล้ว)
นักบอลที่แสดงท่านาซีหรือฟาสซิสต์นั้น เป็นกันอยู่หลายทีมด้วยความจำเป็น แต่ถึงตอนนี้ ใครลองทำท่าแบบนั้น จะโดนลงโทษหนักและถูกประจาน การเมืองที่เคยขายได้ วันนี้ก็ขายไม่ออกในแบบเดิมๆ อีกแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ใช่การเมืองแต่ดีก็คือ การเติบโตของทีวีมากับบอลโลก ที่พอจะจำได้ดังนี้
“สวิส 1954”
The Miracle of Berne หรือมหัศจรรย์แห่งกรุงเบิร์น ที่เยอรมันโค่นสุดยอดทีมอย่างฮังการีในปี 1954 ที่สวิสนั้น จากการที่บอลโลกปีนั้น เป็นปีแรกที่ถูกถ่ายทอดสดในภาพขาวดำจากทีวีด้วย เยอรมัน 1954 จึงเป็นแชมป์โลกทีมแรกที่ได้ชูถ้วยออกทีวีสดๆ ในปีที่บอลโลกได้ถ่ายทอดทุกอย่างแบบเป็นทางการ
“เม็กซิโก 1970”
รออยู่อีกเกือบ 20 ปี เพราะ 16 ปีต่อมา หลังจากทีวีค่อยๆ พัฒนาเทคนิคมาเรื่อยๆ นั้น ปี 1970 เปเล่ก็พาบราซิลที่มีขุนพลคุณภาพทะลักทีม ขึ้นเถลิงอำนาจคว้าแชมป์บอลโลกครั้งที่ 3 จนได้ถ้วยไปครองเลย ไม่ต้องคืน ในบอลโลกปี 1970 นี้เอง ที่ทีวีได้ถ่ายทอดสดเป็นระบบสี ทำให้เห็นเสื้อบลูของอิตาลีเข้มข้นและเหลืองของบราซิลที่เรืองรองราวกับอำนาจของพระเจ้าใหม่
“เยอรมัน 2006”
ถ้าไม่นับสหรัฐอเมริกา 1994 บอลโลกที่เยอรมันปี 2006 นั้น เป็นเวิลด์คัพที่สมบูรณ์แบบในการเรียกความสนใจจากคนดู เพราะแฟนบอล 3 ล้านกว่า ต่างเดินทางไปเยอรมันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดบอลโลกที่ว่ากันว่าดีที่สุดในหลายด้าน ทีวีก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้งในการรับอนาคตข้างหน้า เมื่อถ่ายทอดสดด้วยระบบไฮเดฟ อย่างเป็นทางการ ผลก็คือภาพคมชัด เหงื่อไหลไคลย้อย และเศษหญ้า แฟนบอลได้เห็นชัดๆ
“บราซิล 2014”
มาถึงตรงนี้ คงไม่ต้องบอกว่า บอลโลก 2014 นั้น ได้รับพัฒนาการอีกขั้นของการถ่ายทอดสด ที่เราเรียกกันว่า 3 มิติ ซึ่งทำให้วงการทีวีมียอดขายทั่วโลกที่ดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
สมกับปรัชญาที่ว่า ถ้าบอลโลกได้รับความนิยม อย่าลืมความดีของทีวี
.......................................
(หมายเหตุ บอลโลกก็มีด้านมืด : คอลัมน์ Eat Play Life โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)



