บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ระหว่างเวลาและผู้คน'

เล่นหูเล่นตา:'ระหว่างเวลาและผู้คน'

07 ก.ค. 2557

'ระหว่างเวลาและผู้คน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
          พวกฉันหันไปมองลูกค้าสาวๆ ที่นั่งอ้อยอิ่งประวิงเวลาถ่ายรูปกันไปมา ซ้ำยังเรียกพนักงานที่มือเป็นระวิงวิ่งเสิร์ฟเป็นลิงให้ช่วยถ่ายรูปให้ โดยไม่สนใจลูกค้าที่ยืนออรอคิวอยู่เป็นโขยงในร้านเปิดใหม่แห่งหนึ่ง …
 
          มันกลายเป็นแฟชั่นและค่านิยมของคนไทยสมัยใหม่ไปแล้ว ก่อนกินถ่ายรูป “อาหาร” กินเสร็จถ่ายรูป “ตัวเอง” เป็นหลักฐานเอาไปลงในเฟซบุ๊กหรือไอจีให้ผู้ที่ติดตามรับรู้ความเคลื่อนไหวประหนึ่งเซเลบดาราที่มีแฟนคลับรอรับรู้ชีวิตส่วนตัว … เป็นการสร้างภาพประชาสัมพันธ์ตัวเอง … ด้วยตัวเอง … เพื่อตัวเอง … ใครๆ ก็รู้สึกสำคัญได้โดยวัดกันที่ยอดกดไลค์ แล้วความหมายของ “ความสำคัญกับคนสำคัญ” นั้นมันอยู่ที่ไหนกัน? มันให้ประโยชน์อะไรกับผู้คน สังคม และประเทศชาติ ทำให้คนมีความสุข ลืมความทุกข์ หรือช่วยยกระดับจิตใจ? … มันอาจจะไม่มีอะไรมากไปกว่า “แค่ความพอใจ” ของคนคนหนึ่ง! เฮ้อ! … มีความสุขก็ทำกันไป อย่าคาดหวังหรือเอาอะไรกับสังคมสังเคราะห์กันนักเลย มันเป็นแค่สิ่งสมมุติอย่างหนึ่งบนโลกแห่งการสมมุติใบนี้ … โลกที่ต่างคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง มันเรียกว่า “เหตุผล” จริงๆ หรือ
 
          พวกฉันหมู 3 ตัว สีเกด นุชนาฎ และฉัน ต่างก็ก้มหน้าก้มตาสวาปามสิ่งที่สั่งมาอย่างรวดเร็ว เรียกเช็กบิลแล้วออกจากร้านไปเพื่อให้ใครๆ ได้ใช้บริการกันต่อ … อัตราค่าเช่าร้านเขาคิดกันต่อวันโดยเอาจำนวนคนและค่าอาหารเป็นตัวสร้างกำไรและค่าใช้จ่ายในร้าน การกินอิ่มแล้วนั่งแช่ไม่มีการหมุนเวียนเปลี่ยนลูกค้าใหม่เข้ามา นั่นคือการเปลืองที่ เสียเวลาในการทำกำไร แต่ก็นั่นแหละจิตสำนึกที่ต่างกันทำให้คนเราต่างกัน คนเห็นแก่ตัวจะคิดถึงแต่ตัวเอง ส่วนคนเสียสละจะคิดถึงแต่คนอื่น …
 
          ฉันเดินดูร้านใหม่ๆ ดูการตกแต่งจำนวนลูกค้าในร้าน ราคาอาหาร ดูนิสัยในการบริโภคที่เปลี่ยนไปของคนไทยในยุคนี้ เด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวชอบนั่งในร้านเก๋ๆ มีสไตล์ ชอบอาหารฝรั่ง เกาหลี และญี่ปุ่น มากกว่าอาหารไทย-จีน อย่างคนรุ่นฉัน กินตามแฟชั่นมากกว่ากินตามพ่อแม่ ชอบอะไรแปลกใหม่ที่ไกลจากความจริงที่เป็นอยู่ … คนสมัยนี้เท่าเทียมกันด้วยการบริโภค อาหาร กระเป๋าที่ถือ เสื้อผ้าที่ใส่ และมือถือที่ใช้ มันทำให้รู้สึกเท่าเทียม (หากวัดกันด้วยสิ่งที่เห็น ไม่ใช่สิ่งที่เป็น) “เราเท่าเทียมกันจริงๆ หรือ?”
 
          ต่างอยู่ท่ามกลางยุคสมัยและผู้คนที่เปลี่ยนไป โดยไม่มีใครสนใจว่ามันเปลี่ยนไปแค่ไหน คนส่วนใหญ่กระโจนใส่ความเปลี่ยนแปลง อยากสัมผัส และรับรู้ถึงมัน รับมันเข้ามาใส่ตัวอย่างไม่ยั้งคิด หรือลังเล เพื่อจะเรียกตัวเองว่า เป็นคน “ทันสมัย” อยู่ใน “กระแส” บางครั้งทำให้เราหลงลืม “รากเหง้า” และความเป็นมาของเราเอง เราลืมวิถีและวัฒนธรรมการกินอยู่ที่พ่อแม่หล่อหลอมเรามาในตอนที่เรายังเด็ก เราเรียกสิ่งที่ผ่านๆ มาว่า “ล้าสมัย” เราไม่ภูมิใจ “ต้นทุน” ที่ได้มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เรามองหาต้นทุนใหม่ๆ จากรีวิวในเน็ตที่คนรุ่นเดียวกันเขาว่ากันว่า “มันมาแรง!” เราไม่เคยสงสัยเลยว่า “ความทันสมัยมันดีจริงๆ หรือ?”
 
          ฉันหยุดยืนมองอาหารในจานที่วางอยู่บนโต๊ะของลูกค้าผ่านกระจกใสหน้าร้าน หน้าตาแปลกๆ ดูน่ากิน ไม่รู้ว่ามันจะอร่อยไหม พลิกดูเมนูหน้าร้านที่วางอยู่บนขาตั้ง … มันแพง! ถ้าคิดว่านานๆ กินทีก็คงไม่เป็นไร แต่คนอย่างฉันถ้าอะไรที่ฉันเดินเข้าไปกิน นั่นหมายความว่า ฉันจะสามารถทำเช่นนั้นได้ทุกวัน หรือ ทุกครั้งที่นึกอยาก ถ้าไม่! ฉันจะแค่เดินมองและเดินผ่าน ไม่อยากทำอะไรเกินตัวจนเป็นนิสัย แล้วในอนาคตถ้าฉันไม่สามารถรักษามาตรฐานการกินอยู่แบบนั้นได้ ฉันจะรู้สึกว่า “ชีวิตตกต่ำ” ยั้งคิดก่อนย้ำทำดีกว่าทำไปแล้วต้องกลับมาคิดใหม่!
 
          ถ้าเตี่ยยังมีชิวิตอยู่ก็คงดี ฉันจะพาเตี่ยมาดูสิ่งที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเตี่ย มาสู่รุ่นหลาน (3 รุ่น) มันช่างต่างกับที่เตี่ยเลี้ยงฉันมาลิบลับ เตี่ยมักจะพาไปกินตามเหลา ตามภัตตาคารจีน ที่พวกเจ้าสัวและเสี่ยนั่งหันหลังโต๊ะติดกัน ในความคิดของฉันที่ถูกหล่อหลอมโดยเตี่ย ฉันว่า “การกิน” คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกคล้ายกับว่าเท่าเทียมกัน กินอาหารเหมือนกัน รสชาติที่ผ่านลิ้น แปลได้ความหมายเดียวกันคือ “อร่อย!” พอลุกจากโต๊ะอาหารไป เราก็กลับไปเหลื่อมล้ำกันตามเดิม สิ่งแรกที่รู้สึกคือ รถที่นั่งกลับบ้านไงล่ะ! อาหารจีนและไทย ผลัดกันเป็นพระเอกนางเอก อาหารฝรั่งที่ฉันรู้จักในตอนนั้นก็มีแค่สเต๊ก แซนด์วิช กับเบอเกอร์ที่แม่ไปจำมาจากร้าน “Tip Top” หรือ “New Light” ที่เตี่ยพาไปกิน กลับมาทำให้ลูกๆ กินกัน … คิดไปเดินไปเท้าของฉันพาฉันมาหยุดที่ร้านนิวไลท์ (New Light) สยาม (ติดกับฮาร์ดร็อคคาเฟ่) กลิ่นอาหารที่กดทับรวมกันผ่านเวลามา 40 ปี ทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัว ฉันขอเรียกมันว่า กลิ่นคลาสสิกที่จำติดจมูกมาตั้งแต่เด็กจนแก่ … ถ้าร้านไม่เก่าจริงจะไม่มีกลิ่นแบบนี้ มันคงเป็นแบบเดียวกันกลิ่นถังไม้ที่บ่มไวน์มาหลายสิบปี ฉันหย่อนก้นลงบนเก้าอี้เก่าๆ ที่มีดีไซน์เฉพาะตัวสไตล์ “ไม่สนกาลเวลา” ลองนึกถึงคุณป้าอายุ 40 แล้วยังไว้ผมบ๊อบหน้าม้ายังไงยังงั้น! ไฟออกแดงๆ มะลังมะเลือง แหงนมองโคมจีนที่แขวนจากเพดานลงมา อีกนิดฉันจะลงไปรับแขกแล้ว! … แต่พนักงานเสิร์ฟและแคชเชียร์ช่วยกระชากความคิดของฉันไว้ 
 
          “ถ้าพนักงานไม่มาทำงาน ก็ไม่ต้องไปตามที่บ้านนะ … ตายแล้ว” สีเกดพูดเสียงเนิบๆ นังนุชนาฎหันไปเรียกเบาๆ พวกนางยืนเฉยๆ กัน ต้องเรียกเสียงดังๆ ถึงหันมา ไม่ได้ขี้เกียจ หูไม่ดี พวกนางรวมกลุ่มคุยกันเรื่อง เบาหวาน ไขข้อ เปลี่ยนจ็อยท์ (หัวเข่า) … จากหัวข้อสนทนาคงพอจะเดาอายุกันได้ ที่ยืนรวมกันไม่กี่คนนั้นรวมแล้วหลายร้อยปีอยู่นะ! ฉันสั่งอาหารที่คุ้นเคย สลัดนิวไลท์, โกยซีหมี่, หมูสันในฮ่องกง, ขาห่านอบหม้อดิน, สตูว์ลิ้นวัว, ยำวุ้นเส้น ฯลฯ รสชาติเป๊ะมาก ตอนเด็กเคยกินยังไง ตอนแก่ก็ได้กินอย่างนั้น … ทั้งกลิ่นร้าน กลิ่นอาหาร บรรยากาศรวมกันแล้วเหมือนหยุดเวลา … น้ำตาจะไหล! รู้สึกขอบคุณเจ้าของร้านที่ยังคงทุกอย่างไว้ รวมถึงพนักงานเหล่านี้ที่ทำงานตั้งแต่สาวจนแก่ ไม่รู้ที่อยู่มาจนทุกวันนี้เพราะเขาไม่ไล่ หรือไม่มีที่จะไป แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกประทับใจไม่น้อยไปกว่ารสชาติอาหารก็คือ การเลี้ยงคนของคนจีน อยู่กันจนแก่ตายกันไปข้าง ซึ่งคนสมัยนี้ไม่ค่อยมี เขาจ้างกันแต่เด็กๆ คนใหม่ๆ ที่อยู่ไม่ค่อยทน เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ … ทำให้สงสัยว่าคนสมัยนั้นเขาอดทนก่าคนสมัยนี้หรือ? 
 
          ก่อนกลับฉันแวะเข้าห้องน้ำ อ่างล้างมือ ก็อกน้ำ ผ้าเช็ดมือที่ม้วนเหมือนกระดาษม้วน เวลาจะใช้ก็สาวออกมาใช้เสร็จก็เอาไปซักแล้วเอากลับมาม้วนใช้ใหม่ กระเบื้องปูพื้นเป็นหยักๆ โบราณสุดๆ เกิดมาไม่เคยเห็นลายนี้ (คงไม่มีใครผลิตแล้ว) สีเกดบอกว่า “น่าจะใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังผีแบบบุปผาราตรี” ว่าไป! ออกจากเรโทร่ (Retro) โดยไม่ต้องพยายาม เก่าแก่ของมันมาเป็นสิบๆ ปี … ลงจากร้านที่ตั้งอยู่บนชั้น 3 มายืนองสยามในตอนเกือบ 5 ทุ่ม มันเปลี่ยนแปลงไปมาก ตึกเก่าจะถูกทุบทิ้งไปเรื่อยๆ ตึกใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ … อดีตถูกแทนที่ด้วยปัจจุบัน … สยามไม่มีวันแก่ เป็นเด็กวัยรุ่นตลอดกาล ตอนนี้เหมือนเด็กวัยรุ่นที่ไปทำหน้าใหม่มาจากเกาหลีดูดีทันสมัย ไม่ไว้บ็อบผมม้าอีกต่อไป … ทุกครั้งที่ฉันมาแถวนี้ มันช่วยย้ำเตือนว่า .. ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนแะแน่นอน แต่ ณ เวลานี้ ฉันยังคงยืนอยู่ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน … บางครั้งฉันก็เหมือนหลงอยู่ท่ามกลางห้วงเวลา …
 
          ป.ล. ร้าน New Light โทรศัพท์ 0-2251-9591 - 4
 
           รีบไปกินก่อนที่แม่ครัวและคนเสิร์ฟจะกลับบ้านเก่ากันไปน่ะคะคู้ณ!
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ระหว่างเวลาและผู้คน' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)