บันเทิง

เอกเขนกดูหนัง:'the wind rises'

เอกเขนกดูหนัง:'the wind rises'

27 มิ.ย. 2557

'the wind rises' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงศษ์ โอฆะพนม

 
 
          เมื่อวันที่ 6 กันยายนปีที่แล้ว  ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับวัย 73 ปี ประกาศว่า the wind rises จะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของเขาแล้ว ก่อนจะเกษียณตัวเองจากการกำกับหนังส่งต่อให้คนรุ่นหลังทำงานกันต่อไป แต่ก็มีหลายคนเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว มิยาซากิ อาจจะกลับมาทำหนังอีกครั้งก็เป็นได้ เพราะเขาเคยประกาศวางมือแบบนี้มาแล้วถึง 6 ครั้ง แต่สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหวกลับมาทำหนังให้แฟนนานุแฟนได้ดูกันเสมอ ซึ่งก่อนที่ spirited away ของ มิยาซากิ จะไปคว้าออสการ์ เขาก็เคยประกาศเลิกทำหนังมาแล้วครั้งหนึ่ง
 
          ปีก่อน หลังจาก ponyo on the cliff by sea ออกฉาย มิยาซากิ คิดอยากจะทำภาคต่อของหนังเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ทว่า โตชิโออะ ซูซุกิ โปรดิวเซอร์ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ  พยายามโน้มน้าวให้มิยาซากิ ทำหนังเรื่อง the wind rises แทน ซึ่งเป็นการ์ตูนมังงะที่ ฮาซาโอะ มิยาซากิ เขียนขึ้นเอง และลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสาร model graphixตั้งแต่ปี 2009 โดยมิยาซากิดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นชื่อ the wind has risen ของเท็ทสึโอะ โฮริ อีกที
 
          จะว่าไป the wind rises ก็เหมือนกับภาพสะท้อนของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่หนังเล่าเรื่องของ จิโร่ ฮิโรโกชิ นักออกแบบเครื่องบินรบประจัญบานของบริษัทมิตซูบิชิ รุ่น a5m และ a6m zero อันโด่งดังของญี่ปุ่นที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ทว่าหนังกลับเน้นไปที่เรื่องความฝันของเด็กหนุ่ม ความมุ่งมั่นทุ่มเท ภายใต้จินตนาการเร้นลับที่เขามีต่อนักออกแบบเครื่องบินชื่อดังชาวอิตาลี จิโอวานนี คาปริโอนี และความรักที่มี นาโฮโกะ หญิงสาวที่เขาพบบนขบวนรถไฟและกลายเป็นความประทับใจที่มีต่อกันเรื่อยมาแม้เวลาล่วงเลยกว่าสิบปี
 
          ตัวละครใน the wind rises จะว่าไปก็คล้ายเคียงกับตัวมิยาซากิเอง เพราะเขาเติบโตในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจผลิตอะไหล่เครื่องบิน ตัวละคร "จิโร่" มีความฝันอยากเป็นนักบิน แต่ด้วยปัญหาทางสายตา จึงสามารถเป็นนักบินตามความฝันได้ แต่สุดท้ายเขาก็ได้ทำงานออกแบบและผลิตอะไหล่เครื่องบิน ก่อนจะมีโอกาสออกแบบตัว เครื่องบินในที่สุด ส่วน มิยาซากิ เองก็มีหลงใหลในเครื่องบิน หนังของเขาแต่ละเรื่องล้วนข้องเกี่ยวกับอากาศยานทั้งสิ้น ตั้งแต่งานยุคแรกๆ อย่าง nausicaa in the valley of the wind และ castle in the sky ที่พาหนะของตัวละครในหนังต่างก็ใช้เครื่องร่อน พออีก 4เรื่องถัดมาเขาก็สนุกมือกับการทำหนังที่ว่าด้วยการผจญภัยต่อสู้กลางเวลาของเหล่านักบินและสลัดอากาศเรื่อง porco rosso ที่มีตัวเอกเป็นนักบินต้องคำสาปกลายร่างเป็นหมู
 
          หนังแทบทุกเรื่องของมิยาซากิ ล้วนเต็มไปด้วยของจินตนาการ เป็นงานแฟนตาซีที่พูดถึงความฝัน และการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ดีงามของตัวละคร เป็นเรื่องของนักรบ เจ้าหญิง เจ้าชาย อาถรรพณ์คำสาป และเหล่าปีศาจที่มีทั้งดีและร้าย the wind rises น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวของเขาที่ไม่มีตัวละครเหล่านั้น รวมถึงเรื่องของอาถรรพณ์ คำสาป และเวทมนตร์ ตัวละครในหนังต่างก็เป็นบุคคลธรรมดาสามัญที่มีวิถีชีวิตปกติเยี่ยงคนทั่วไปในสังคม แต่ไม่วายที่หนังยังเล่นกับจินตนาการเหนือจริงด้วยการเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "จิโร่" และ "คาปริโอนี่" ที่ทั้งคู่มักจะพบกันในความฝันเสมอๆ
 
          หนังทุกเรื่องของ มิยาซากิ มักจะแฝงเร้นประเด็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ ความยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สุดท้ายมนุษย์ต้องแพ้พ่ายทุกครั้งที่คิดทำลายและเอาชนะ the wind rises ก็เช่นกัน แม้จะไม่พูดถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา แต่ภาพที่ปรากฏแต่ละฉากแต่ละช็อต ล้วนแสดงให้เห็นถึงความงดงามของธรรมชาติ ทั้งร่มไม้ สายน้ำ ขุนเขา และครั้งนี้มิยาซากิแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ตกอยู่ในความหวาดกลัวภายใต้อำนาจและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวและโรคระบาดที่ปรากฏในหลายๆ ฉาก (ทั้งนี้อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 1923 จนถึงปลายยุค 1930’s) และครั้งนี้ถึงแม้มนุษย์จะสามารถเอาชนะธรรมชาติเมื่อสามารถเหาะเหินเดินอากาศด้วยพาหนะอย่างเครื่องบิน แต่สุดท้ายก็แพ้ภัยตัวเองเมื่อมันถูกนำไปใช้เป็นเครื่องบินรบแทนอาวุธประหัตประหารกันเอง แน่นอนว่า ประเด็นเรื่องของสันติภาพยังคงถูกพูดถึงบ่อยๆ ในหนังของมิยาซากิหลายๆ เรื่อง ที่มักจะต่อต้านสงครามและความรุนแรง
 
          ตัวละครในหนังหลายๆ เรื่องของ มิยาซากิ ส่วนใหญ่เป็นเฟมินิสต์ เขามักเชิดชูตัวละครหญิงในลักษณะของ heroine แม้ the wind rises ตัวละครเอกเป็นชายช่างฝัน แต่คนรักของเขาที่ชื่อนาโฮโกะ คือหญิงสาวผู้เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต เธอยอมเดิมพันเสี่ยงชีวิตเพื่อได้อยู่ใกล้คนที่รัก และเด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจทำเพื่อคนที่เธอรักด้วยเช่นกัน
 
          หนัง the wind rises แตกต่างจากหลายเรื่องที่ผ่านมา เพราะไม่ได้มีฉากต่อสู้หวือหวาหรือการผจญภัยอันตื่นตาประหลาดล้ำ หากเต็มไปด้วยความงดงามและเนื้อความในหนังที่บ่งบอกถึงความเข้าใจในชีวิต ผ่านความฝัน ความรัก และการเรียนรู้ผ่านชะตากรรมมากมายที่เด็กหนุ่ม "จิโร่" ประสบมา
 
          วัย 73 ปีของคนทำหนังผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน จนความคิดอ่านตกผลึก กลายเป็นตะกอนความคิด สามารถทำหนังออกมาได้อย่างลุ่มลึก จนรู้จักและเข้าใจชีวิตเป็นอย่างดี คงไม่มีคนทำหนังคนใดจะทำหนังแอนิเมชั่นแบบนี้ได้หากไม่ใช่ชายที่ชื่อ ฮายาโอะ มิยาซากิ
 
.......................................