บันเทิง

เมื่อทีวีดิจิทัลเฟื่องฟูทำคนเบื้องหลัง'อู้ฟู่จริงหรือ?

เมื่อทีวีดิจิทัลเฟื่องฟูทำคนเบื้องหลัง'อู้ฟู่จริงหรือ?

25 มิ.ย. 2557

นานาจิตตังเมื่อทีวีดิจิทัลเฟื่องฟูทำ'คนเบื้องหลัง'อู้ฟู่จริงหรือ? : สกู๊ป

 
 
 
          หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลายคนอาจหัวหมุนและไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับทีวีดิจิทัล แต่เมื่อถึงยุคที่ทีวีดิจิทัลก้าวเข้ามาแบบเต็มรูปแบบ ก็ทำเอาผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างปรับตัวกันขนานใหญ่ เพราะนอกจากคนดูจะมีทางเลือกในการรับชมรายการที่มากขึ้นแล้ว ผู้ผลิตรายการก็มีงานเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้คนเบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ คนเขียน ทีมงานต่างๆ หรือแม้แต่นักแสดงต่างถูกติดต่อแย่งชิงตัวกันจนเป็นเรื่องปกติ มาดูกันดีกว่าว่าคนเบื้องหลังมีความคิดเห็นเกี่ยวอย่างไรกับการทำงานในยุคทีวีดิจิทัล 
 
          โดย "กอล์ฟ" ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับที่เคยมีผลงานภาพยนตร์อย่าง It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก, เธอเขาเราผี ฯลฯ และเคยผ่านงานกำกับละครอย่าง "มารกามเทพ" ทางช่อง 5 และที่กำลังถ่ายทำเรื่อง "เทวดาเพื่อนรัก" ทางวิก 3  ได้กล่าวถึงทีวีดิจิทัลที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้ว่า 
 
          "ทุกวันนี้เรายังไม่ได้ทำทีวีดิจิทัลเต็มตัวเพราะเรายังถ่ายละครให้ช่อง 3 เป็นหลักอยู่ แต่ตอนนี้เริ่มคุยกับเวิร์คพอยท์เรื่องโปรเจกท์ใหม่ๆ ซึ่งเวิร์คพอยท์เป็นช่องเคเบิลทีวีที่กำลังปรับเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิทัล ส่วนช่องทีวีดิจิทัลช่องอื่นๆ ยอมรับว่ามีเข้ามาคุยบ้าง แต่เรายังไม่ได้ตกลงทำช่องไหน เพราะรู้สึกว่าทีวีดิจิทัลช่องใหม่ๆ บางครั้งงบประมาณการทำมันน้อย และจะให้ได้งานที่มีคุณภาพเพื่อไปแข่งกับช่องฟรีทีวีมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นจะต้องคิดนิดหนึ่งว่าเราจะทำอะไร เพราะเราก็ไม่อยากให้งานที่ทำออกมามีคุณภาพไม่ดี เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะอยู่ติดตัวเราตลอด" ผู้กำกับคนดังกล่าว
 
          ส่วนผู้กำกับมือรางวัล คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับภาพยนตร์ แต่เพียงผู้เดียว, ตั้งวง  ฯลฯ และกำลังมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับศาสนา "เอวัง" มานำเสนอในปีนี้ เป็นหนึ่งในผู้กำกับคนที่ถูกช่องทีวีดิจิทัลหลายช่องติดต่อเข้ามา ได้เปิดเผยให้ฟังว่า 
 
          "ผมเป็นคนทำหนัง เวลาเราทำหนังอยากทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ ไม่ได้หมายความว่าต้องทำเรื่องยากๆ แต่ต้องทำเรื่องที่หลากหลาย แต่อาชีพผู้กำกับอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ พอมีทีวีดิจิทัลเข้ามาทำให้อาชีพของเราเปิดกว้างขึ้น ทำให้คนดูได้ดูอะไรที่อยากดูบ้าง และมีทางเลือกในการชมรายการมากขึ้น สำหรับช่องที่อยากได้ของใหม่-แปลกไปกว่าเดิม อยากได้ซีรีย์แบบเกาหลี หรือแบบฝรั่งก็สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีคนติดต่อผมมาบ้าง จะเห็นได้ว่าผู้กำกับหนังหลายคนเริ่มกำกับละครซึ่งผมมองเป็นเรื่องปกติ อย่างตัวผมเองที่ผ่านมาก็ทำงานให้ ทาเลนต์วัน อยู่ แต่ตอนนี้ก็มีคุยๆ เรื่องซีรีย์กับทางเวิร์คพอยท์อยู่เหมือนกัน แต่ยังเป็นเพียงแค่การพูดคุยเท่านั้น" ผู้กำกับมือรางวัลกล่าว 
 
          หันมามองที่นักเขียนบท ผู้กำกับ และนักแสดงอารมณ์ดีอย่าง พิง ลำพระเพลิง ได้กล่าวถึงข้อดีของการมีช่องทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นว่า มาระยะหลังทำงานเขียนบทละครมากกว่า แต่ก็มีกำกับภาพยนตร์และเป็นนักแสดงรับเชิญบ้าง คือรับจ้างเป็นชิ้นๆ ไปมากกว่า 
 
          "คือใครจ้างไปเขียนบทก็ไป จ้างไปเล่นก็ไป จ้างไปกำกับก็ไป และตั้งแต่มีทีวีดิจิทัลอยากบอกว่างานทะลักมาก (ยิ้ม) แต่ไม่ใช่ว่าค่าจ้างเราจะได้มากกว่าเดิม เพราะจำนวนช่องของทีวีดิจิทัลมีจำนวนมาก ความเสี่ยงของเจ้าของช่องก็จะสูงมากกว่าเดิม เจ้าของช่องจะไม่ทางรู้ว่างานจะออกมาอย่างไร ลูกค้าที่เคยมีอยู่จะเป็นสปอนเซอร์ต่อหรือไม่ แต่สุดท้ายเรตติ้งของช่องจะเป็นตัววัดความนิยม แต่สุดท้ายตัวเรตติ้งก็จะเป็นตัววัดความนิยม ช่องที่อยู่ไม่ไหวก็ต้องปิดตัวลงไป" พิง ลำพระเพลิงกล่าว 
 
          ในขณะ "ด๊อง" วุฒิชัย เจตน์ตระกูลวิทย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "อยากอยู่อย่างใหญ่" กล่าวว่า การที่มีทีวีดิจิทัลเข้ามาทำให้มีงานมากขึ้น กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกของกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มทีวีดิจิทัล จากผู้ช่วยผู้กำกับก็กลายเป็นผู้กำกับ 
 
          "พูดกันตรงๆ เมื่อมีช่องมากขึ้น รายการที่จะป้อนเข้าช่องก็มีมากขึ้น เขาต้องการผู้กำกับ ต้องการทีมงานมากขึ้น ต้องยอมรับว่ามันดีมากๆ ที่ผ่านมาก็มีคนติดต่อมา 2 เจ้าคืออัมรินทร์และกันตนา ซึ่งเขาติดต่อให้ผมทำซิทคอม เกี่ยวกับเกษตร ตอนนี้เขียนบทเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินเรื่องต่อ เพราะตอนนี้ยังยุ่งอยู่กับการโปรโมทภาพยนตร์  ไว้เสร็จเรื่องนี้แล้วก็จะเดินหน้าเรื่องซิทคอมต่อ" ด๊องกล่าว 
 
          ส่วน วิเชียร ถาอิน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "ศรีธนญชัย 555 +" ได้กล่าวถึงการมีช่องทีวีดิจิทัล สามารถที่จะเสนองานที่ชอบได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีช่องทีวีเพียงไม่กี่ช่อง และเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทำงานในวงการนี้จะมีงานมากขึ้น อีกทั้งทีวีดิจิทัลยังเปิดกว้างสำหรับคนรุ่นใหม่ 
 
          "ส่วนคนรุ่นเก่าอย่างผมก็สามารถทำงานที่ตนเองชอบได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากเท่าเมื่อก่อน แต่ต้องทำใจนิดหนึ่ง เพราะราคาไม่เหมือนสมัยก่อน ต้องยอมรับว่าเงินที่จะได้ก็ต้องมีจำนวนถูกลงครึ่งหนึ่งจากฟรีทีวี คนที่มีโปรดักส์ชั่นมานานจะรู้จักเซฟตรงไหน เพราะราคาไม่เหมือนฟรีทีวี ปกติที่ติดต่อมาไม่ใช่ค่ายติดต่อมาโดยตรง แต่เป็นคนที่ทำงานในนั้นและชวนๆ เข้าไปทำ ซึ่งก็มีหลายเจ้าแต่เราก็ยังไม่ได้ติดต่อใคร"
 
          ปิดท้ายกันที่ "หม่ำ จ๊กมก" เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา นักแสดงตลก พิธีกร และผู้กำกับ ที่กำลังมีผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง "ทาสรักอสูร" ในขณะนี้ กล่าวว่าเป็นคนของเวิร์คพอยท์ ซึ่งโดยปกติจะมีรายการที่ต้องทำประจำอยู่ 3 รายการ แต่เมื่อเวิร์คพอยท์ก้าวมาเป็นทีวีดิจิทัล ทำให้มีงานมากขึ้น 
 
          "การมีทีวีดิจิทัลก็ดีนะ เขาเปิดโอกาสให้คนดูได้เลือกดูรายการก็โอเค แต่ผมว่าช่องมันเยอะไป คนดูอาจจะเลือกไม่ถูกว่าจะดูช่องไหนเพราะช่องมันเยอะ คนที่ดูทีวีเขาดูแค่ไม่กี่ช่องหรอกเขาติดใจช่องไหนก็ดูช่องนั้น แต่มันเป็นเรื่องของเสรี เอาเป็นว่าคุณชอบช่องไหนก็ดูช่องนั้น มันแน่นอนที่งานของผมต้องมากขึ้น เพราะนอกจากรายการประจำ เร็วๆ นี้จะมีรายการใหม่อย่าง หม่ำแฟมิลี่ แต่ชื่อรายการยังไม่แน่นอน ซึ่งผมรับหน้าที่เป็นพิธีกร และยังมีซีรีย์อีก 1 เรื่อง ซึ่งคุยไว้กับทางช่องคร่าวๆ เป็นซีรีส์ที่ดูง่ายๆ สบายๆ เป็นชีวิตของคนที่ทำอาชีพต่างๆ ผมรับรองว่าฮาแน่นอน ส่วนทีมงานส่วนไหนจะขาดนั้น ผมมองเป็นเรื่องของเจ้าของช่องนะ เขาต้องหาคนมาเสริมไม่ว่าจะเป็นคนมาทำละคร รายการ ซีรีส์ ซิทคอม หรืออาจมีคนนำรายการมาเสนอเขาจะเอาหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเจ้าของช่อง" หม่ำกล่าวปิดท้าย