บันเทิง

เล่นหูเล่นตา:'ระบาย'

เล่นหูเล่นตา:'ระบาย'

23 มิ.ย. 2557

'ระบาย' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

 
 
          สังคมที่วุ่นวายและยุ่งยากในทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากความแตกต่างของผู้คน แต่เกิดจาก ... การไม่ยอมรับในความแตกต่างนั้นมากกว่า ...
 
          มนุษย์ทุกคนมีความเห็นแก่ตัวและการเข้าข้างตัวเองอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย เรารักที่จะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เราทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด แต่สิ่งที่จะช่วยลดทิฐิและขจัดความโง่เขลาเหล่านั้น คือ คุณธรรมและความรู้ ... ธรรมะจะช่วยจัดระบบความคิดและจิตใจให้รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควร ส่วนความรู้จะถูกนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนเอง สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนโลกใบนี้ ความรู้ที่ใช้ถูกทางจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติ ... และความรู้จะไม่นับเป็นความรู้หากไม่ก่อประโยชน์ใดๆ  ต่อใครสักคน ...   เช่นเดียวกันกับมนุษย์ที่เกิดมาแล้วไม่ทำประโยชน์ให้กับใครนอกจากตัวเองไม่รู้จักให้ ไม่รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ต่างๆ เพื่อตนเองและพวกพ้อง นั่นก็อาจไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อเอาเปรียบทุกสิ่งบนโลก!
 
          มนุษย์เราต่างเกิดมาเพื่อหาคำตอบในชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนมีคำตอบและมีความสมดุลในตัวมันเอง ในบางครั้งเราอาจยังไม่เจอคำตอบหรือไม่รู้คำตอบ ก็ไม่ได้หมายความว่า มันไม่มีเหตุผล แต่อาจเป็นเพราะใจเรายังไม่กว้างพอที่จะรับเหตุผลที่แท้จริงนั้นก็เป็นได้ ... ลองกลับไปคิดดู! เพราะเรื่องราวใดๆ ในโลกที่เรารับได้หรือมีแนวมาทางความคิดเรา เราก็มักจะทึกทักเอาเองว่ามันมีเหตุผล ส่วนเรื่องไหนที่ไม่เป็นอย่างที่คิด (เอาไว้ก่อนในใจ) เราก็จะว่ามันไม่มีเหตุผลเรียกง่ายๆ ว่า “รับไม่ได้” จะดีกว่า … เมื่อไหร่ที่เรา “เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง” เรื่องราวรับไม่ได้ต่างๆ ก็จะประเดประดังเข้ามา ตั้งแต่ออกจากบ้าน คนขับรถแซงซ้ายป่ายขวา หรือเราจะเปลี่ยนเลนไม่มีใครยอมเปิดทางให้เข้า … เข้าแถวรอซื้อของมีคนแซงคิว … จะขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า มีคนแซงแย่งขึ้น … ไปทำงานคนที่ทำงานเม้าท์เสียงดังรบกวนสมาธิ …  คนเป็นหวัดไอจามในที่สาธารณะแล้วไม่เอาผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชูปิดปาก … เจ้านายเอาแต่ใจอารมณ์เสียแล้วมาลงที่เรา … และอื่นๆ อีกมากมายที่ขัดใจไปเสียทุกเรื่อง อัดอั้นตันใจเดี๋ยวจะจุกอกตายเสียก่อนต้องระบายในสังคมออนไลน์ ทั้งไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ทั้งไอจี มีหลายทางเอาให้ครบ จับกลุ่มตั้งกระทู้คนหัวอกเดียวกันร่วมแชร์ประสบการณ์ในหัวข้อเดียวกัน บางครั้งก็แค่ระบาย บางทีก็มีประจาน      นี่ … เอารูปมันขึ้น ถ่ายคลิปมันมาลง มันจะได้อับอายขายขี้หน้า ที่สำคัญสะใจเรา โดยมีข้ออ้างฟังดูดีว่า … เป็นการกระตุ้นให้เกิดสำนึกผิด อับอายจะได้ไม่ทำอีก หรือ คนที่เข้ามาดูก็จะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง … การจับกลุ่มแชร์เรื่องราวดีๆ ในทางสร้างสรรค์ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง คือ  ได้ช่วยเหลือ แบ่งปัน ปลุกจิตสำนึกที่ดี ทั้งคนโพสต์และคนอ่าน … ส่วนเรื่องไม่ดีของคนบางคนถ้ามันไม่ดีจริงๆ เป็นภัยต่อสังคม เป็นข้อควรระวัง อันนี้ก็ต้องขอบคุณที่ช่วยเตือนภัยให้ จัดไป! … ให้หนัก! การเกาะกลุ่มตั้งกระทู้ โพสต์เรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรใช้วิจารณญาณเชิงบวก   คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ที่ตกเป็นประเด็นในระยะยาว … ที่สำคัญอย่าลืมว่าการวิพากษ์วิจารณ์ใครนั้น เราก็กำลังนิยามตัวเราเองอยู่ด้วย … คนไหนช่างจับผิด มีจิตริษยา มองโลกในแง่ร้าย มีปมด้อยจ้องจะทำลาย หรือทำเพื่อสนองอารมณ์ส่วนตัว คนอ่านเรื่องนั้นๆ ก็จะอ่านจิตใจคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน แต่ก็มีไม่น้อยที่แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นกลางและเป็นธรรม ให้ความเห็นอกเห็นใจและมีจิตเมตตา สาธุ …  คิดดียังมีอยู่ในโลก! จริงอยู่ที่การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ไม่มีกฎ กติกา มารยาทใดๆ มาตีกรอบ ไม่สามารถลากคอใครมาใส่ตระกร้อครอบปาก หรือเอาขี้ไปขว้างตู้กับข้าวบ้านใครได้ แต่ในโลกใบนี้สิ่งที่จริงและแน่นอนที่สุดคือ “กรรม” หรือ “การกระทำ” ทำอะไรไว้ก็จะได้สิ่งนั้นตอบแทน! เพียงแต่ว่า … เมื่อถึงเวลาจะทันรู้ตัวและสำนึกถึงสิ่งที่ได้ทำไปหรือไม่!
 
          “ไอ้คนที่ชอบด่าใครๆ ในเน็ตนี่มันไม่รู้สึกผิด รู้สึกไม่ดีรึไง?”
 
          ใครหลายคนถามฉันแบบนั้น … ฉันตอบว่า … ไม่รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ แต่รู้ว่ามันเป็นคนที่ไม่มีความสุขในชีวิต เพราะคนมีความสุขจะพูดแต่สิ่งดีๆ แบ่งปันความสุขให้คนอื่น ส่วนคนที่ไม่มีความสุขมันก็จะพูดแต่สิ่งเลวร้ายเพื่อให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่าไม่มีความสุขมันเป็นอย่างไร ยิ่งพูดหรือโพสต์สิ่งเลวเท่าไหร่ ก็แปลว่า มันทุกข์มากเท่านั้น … อย่าถือโทษโกรธเคือง แต่จงสงสารและเมตตา เพราะคนคนนั้นไม่เคยรู้ว่า ความสุขเป็นเช่นไร จึงไม่รู้ว่าจะใหัความสุขคนอื่นได้อย่างไร
 
          สังคมที่วุ่นวายและขาดแคลนคนดีมีน้ำใจในเวลานี้ ทำให้เก็บกดและจับจ้องทุกส่งที่มากระทบ   ทุกคนต่างวุ่นวายเรื่องตัวเอง การระบายโดยการพูดให้คนใกล้ชิดฟังอาจยากขึ้น  อย่ากระนั้นเลย ระบายมันลงในโลกออนไลน์นี่แหละ แล้วหาคนที่ไม่รู้จักกันจริงๆ มาแสดงความเป็นห่วงเป็นใยและเห็นใจ นั่นไม่เรียกว่า “กำลังใจ” ได้เต็มปาก … มันเป็นแค่ “กำลังใจสังเคราะห์” เวลาที่เรามีเรื่องไม่สบายใจ เราจะคุยกับคนที่เราไว้ใจที่สุดและรู้จักเราดีที่สุด ไม่ใช่ใครที่รู้จักเราแค่ในส่วนที่เราอยากให้รู้ ซึ่งจะไม่มีวันรู้จุดอ่อนหรือข้อเสียของเรา เป็นแค่คนที่มาคอยโอ๋เรา สปอยล์เรา เข้าข้างเรา … กำลังใจของจริงคือ “การทำให้เรามองเห็นความจริงและยอมรับมัน” ก่อนที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหา …ข้อเสียของการระบายเป็นลายลักษณ์อักษรคือมันเป็น “หลักฐาน” ที่จะคอยประจานเราในเวลาที่เราโพสต์อะไรโง่ๆ ลงไปแล้วเกิดเรื่องราวใหญ่โตกว่า โพสต์ง่ายและลบง่ายก็จริง แต่ลบความรู้สึกออกไปจากใจคนที่อ่านมันไปแล้วไม่ได้ … เขารู้กันไปทั่วแล้ว! การระบายทุกอย่างลงในโลกออนไลน์มันทำให้เราเก็บทุกอย่างมาเขียน … มันเป็นการสะสมนิสัย “ไม่ปล่อยวาง”  ไม่อภัย ไม่ให้มันแล้วไป ไม่จบง่ายๆ และยิ่งมีผู้ร่วมแนวคิดจะกลายเป็นเรื่องซีเรียส ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่อารมณ์เวลานั้น เราไม่เจอเรื่องแบบนี้ทุกวันหรอก … ถ้ามีมนุษย์ป้าสักคนมาแซงคิวหรือทำอะไรที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน ก็คิดเสียว่า … เขาแก่แล้ว ยกให้ ปล่อยไป … เวลาเขาเหลือน้อยกว่าเรา ถ้าไม่โกรธเคือง ไม่ถือสา นั่นคือความเมตตา 
 
          คนแต่ละคนบนโลกนี้ต่างตะเกียกตะกายต่อสู้เพื่อหาที่อยู่ในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของสังคม   ทุกคนใฝ่ฝันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและเป็นที่ยอมรับ ท่ามกลางความขัดแย้งและแตกต่าง ต่างก็ทำดีที่สุดของตัวเขาเองได้แค่นั้น ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงดีที่สุดในแบบของเรา ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราไปเสียทุกอย่าง แม้แต่ตัวเเราเอง … มองดูให้ดีหลายที่เราก็ไม่เข้าพวก เราก็เป็นแกะดำ เราก็เป็นอะไรที่ต่างจากใครสุดโต่ง เรานั่นแหละแปลกคนที่สุด … นั่นทำให้คนที่เหลือปกติแล้วมะ?!!!
 
          ป.ล. ข้อดีของการเขียนสิ่งดี คือ จดจำและปลุกจิตสำนึกที่ดี 
       
          ข้อเสียของการเขียนสิ่งไม่ดี คือ ตอกย้ำให้เราเป็นคนจดจ่อไม่ปล่อยวาง … และประสาทแดก!
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ระบาย' : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)