
ขบคิดขีดเขียน:'The Art of Push and Pull'
10 มิ.ย. 2557
'The Art of Push and Pull' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ
ได้รับโจทย์จากรายการ “พริ้ง” ที่หญิงยศเป็นพิธีกรอยู่ ว่าด้วยเรื่องของการทำอย่างไรให้ชีวิตคู่มันอยู่รอดโดยปราศจากมือที่สาม อุ๊ยต๊ายตาย ถามมาได้ ถ้าดิชั้นตอบได้ ป่านนี้ดิชั้นไปกู้โลกได้แล้วมั้งคะ นี่มันปัญหาโลกแตกโลกแตน มันมีคำตอบตายตัวซะที่ไหนล่ะคะคู้ณ???
คิดไปคิดมาก็คิดว่าไม่คิดดีกว่า (เอ๊า!) ไปเรียนกายกรรมดีกว่า เผื่อว่าสมองโล่งๆ แล้วจะคิดอะไรออกบ้าง ไปถึงสตูดิโอกายกรรม คุณครูเล้ง ราชนิกร บอกว่า “วันนี้เราจะไม่เรียนปีนผ้า แต่เราจะปีนเสา” อุ้ย อุ้ย หรือนี่จะคือคำตอบของชั้น เราหัดเรียนปีนเสาเซ็กซี่ไว้ให้สามีดูดีมั้ย เผื่อสามีจะไม่ต้องหนีไปมีมือที่สาม สาบานว่าคิดในใจ แต่เหมือนครูจะรู้ทัน พูดดับความหวังหญิงยศว่า “เราไม่ได้จะเรียน Pole Dance นะครับ เราจะเรียน Chinese Pole ปีนเสาเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราจะเรียนไม่ใช่การแดนซ์แบบเซ็กซี่ แต่เน้นความแข็งแรง” ว่าแล้วก็ปีนพรวดๆ ขึ้นไป แล้วเอาสองมือจับไว้ ก่อนจะดันตัวออกจากเสาลอยอยู่กลางอากาศ...จะบ้าเหรอครู ใครมันจะไปทำได้?? สาบานว่าคิดในใจ แต่เหมือนครูจะรู้ทันอีก หันมาบอกว่า “ทำได้ครับพี่ พี่แค่จับเสาด้วยมือสองข้าง ข้างหนึ่งดึงเข้าไว้ แล้วอีกข้างดันออก”
โอ๊วมายยยย...นี่สินะ คือคำตอบ The Art of Push and Pull
ความรักหรือชีวิตคู่มันก็เหมือนเสานะคะ การที่เราจะเกาะอยู่บนเสาแข็งๆ นั้นได้ มันไม่ใช่แค่การดึงเข้าหาตัวเราเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การดันทุกอย่างออกจากตัวเราเพียงอย่างเดียว แต่มันน่าจะเป็นการหาสมดุลที่จะทำให้เกิดความนิ่งสงบมากพอที่จะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงอันทรงพลังของโลกนี้ได้ หญิงยศลองปีนเสาดู แล้วลองใช้ทั้งสองมือดึงเข้าหาตัว ผลลัพธ์คือร่วง ขึ้นไปอีกทีลองดันออกทั้งสองมือ ก็สรุปว่าตก แต่ทันที่ที่ลองใช้มือข้างหนึ่งดันออก อีกข้างดึงเข้าตามที่ครูบอก มันก่อให้เกิดบาลานซ์ที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ และมันทำให้เราลอยตัวออกมาจากเสาได้จริงๆ ค่ะ การที่เราจะแชร์ชีวิตกับใครอีกคนก็คงเหมือนกัน ถ้าเราจะดึงเขาเข้ามาหาเราเพียงอย่างเดียว หรือเราจะผลักปัญหาภาระทั้งหมดออกจากตัว สุดท้ายเราก็คงจะร่วงหล่นลงมาไม่เป็นท่า ไม่ต่างจากการปีนเสาเลย
คนมีความรักหรือคนที่แต่งงานกันแล้วมักคิดว่านี่คือตอนจบอันสวยหรู ดูฟินเหมือนในนิยาย ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว มันคือการเริ่มต้นของการที่คนสองคนต้องร่วมแรงร่วมใจทำงานร่วมกันไปตลอดชีวิต เพื่อให้ชีวิตคู่ไม่ล่มสลาย ผู้ชายก็ห้ามผลักภาระให้ภรรยา ภรรยาก็ห้ามดึงดันเอาแต่ใจ อะไรที่ดึงจนตึงเกินไปก็ต้องผ่อน อะไรที่เริ่มหย่อนก็ต้องดึง ถ้าเห็นสามีเริ่มเหม่อลอย ก็อย่าเอาแต่อ้อยซ้อยนั่งย้อยไปย้อยมา สามีดีๆ ไม่ได้หามาง่ายๆ ถ้าเขาดูเศร้าสร้อย เราต้องดูแล ข้างฝ่ายสามีก็ต้องเซนซิทีฟนิดนึง หัดสังเกตสังกาอาการของภรรยาบ้าง วิเคราะห์อาการให้ขาดเหมือนที่พวกคุณหมกมุ่นอยู่กับฟุตบอลกับรถยนต์ทั้งหลายนั้นแหละ ชะนีสมัยนี้น่ากลัว ได้เมียดีแล้วอย่าปล่อยหลุดให้กลับเข้าป่า หลายครั้งหลายคราความเคยชินจะก่อให้เกิดความขี้เกียจ ขี้เกียจที่จะดึง หรืออีโก้เกินกว่าจะผ่อน อย่าปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลกับเรา จนทำให้คิดไปว่า “เออ ช่างมันเหอะ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง” คุณขาๆ ให้นึกถึงการปีนเสาไว้นะคะ หย่อนนิดเดียว ตึงไปนิดเดียว ตกลงมาตาย หมายถึงชีวิตเลยนะคะ ในที่นี้อาจหมายถึงหายนะในชีวิตคู่ที่ต้องจบลงทั้งๆ ที่เราไม่อยากให้เกิด แต่มาจากความประมาทเลินเล่นของคนสองคนเท่านั้นเอง
“พี่จ๋าครับ ทีนี้ลองหาสมดุลดีๆ แล้วนั่งอยู่นิ่งๆ ข้างบนดูครับ”
เสียงครูเล้งดังเข้าหูมาอีกครั้ง หญิงยศลองเอาเท้าทั้งสองข้างประกบกับเสาไว้ แล้วนั่งอยู่นิ่งๆ เออดี๊ดีนะ นั่งได้สบายๆ “ทีนี้ลองปล่อยมือดูครับ” คราวนี้ไม่ได้คิดในใจแต่กรี๊ดใส่หน้าครูไปว่า “ไม่น่าได้มั้งคะครู?” แต่สุดท้ายครูสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ หญิงยศลองค่อยๆ ปล่อยมือออกจากเสาทีละข้าง ทันใดนั้น…แน่ะ!! คิดว่าจะมีปาฏิหาริย์อะไรสินะ ไม่มีหรอกค่ะ ปล่อยปุ๊บก็ไหลรูดลงมากับเสานั่นแหละ ลงมากองอยู่กับพื้นแบบนิ่มๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่ตกตุ๊บ คุณครูยืนหัวเราะพร้อมให้กำลังใจ “ไม่เป็นไรพี่ ค่อยๆ ฝึกไปเดี๋ยวก็ได้”
ก็คงจริงอย่างที่ครูว่า ทุกอย่างต้องการการฝึกฝนและเริ่มต้นใหม่ทั้งนั้น เพราะสุดท้ายถ้าเราเชื่อว่าเราเจอคนที่พร้อมจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตแล้วมันก็คุ้มค่า...
อยู่บนเสาดีๆ สุขีกว่าอยู่บนคานเยอออะ !!!
.......................................
(หมายเหตุ 'The Art of Push and Pull' : คอลัมน์ ขบคิดขีดเขียน โดย... หญิงยศ)



